[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 14) END

posted on 01 Oct 2012 03:25 by myneird in INFINITEfic directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 14) END

Rate: PG-13

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

ชายหนุ่มร่างโปร่งยืนรอคอยหน้าประตูไม้บานใหญ่อย่างประหม่า รอบข้างตัวเขาเต็มไปด้วยลำแสงเจิดจ้าสว่างไสว เต็มไปด้วยเทวดานางฟ้าในชุดสีขาวงามจรัส คีย์กลืนก้อนอากาศลงในลำคอด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เพราะมีเพียงเขาที่แต่กายด้วยสูทคลุมดำขลับแตกต่างจากบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งความรู้สึกนี้คงไม่แปลกเท่าไรสำหรับยมทูตที่ต้องมาทำธุระอะไรบางอย่างที่สวรรค์แบบนี้

 

 

ใช่ คีย์มีธุระสำคัญ แต่ก็ดูเหมือนประตูตรงหน้าจะไม่ยอมเปิดต้อนรับเขาผิดแปลกไปจากทุกครั้งที่เขามาที่นี่......

 

 

“หรือจะไม่มีใครอยู่นะ......” เจ้าตัวพึมพำก่อนจะยกมือขึ้นเคาะบานประตูรัวย้ำอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะผละมือออก เจ้าประตูบานเดิมก็เปิดขึ้นฉับพลันก่อนที่เพื่อนสี่ขาแสนซนจะพุ่งตัวออกมาต้อนรับเขาอย่างรื่นเริง

 

 

“โฮ่งๆๆๆๆๆๆๆๆ”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะรู เฮ้ย คีย์เป็นยังไงบ้าง”

“จะเป็นยังไงเล่า!!!!! นายก็ดูสภาพเอาเองเซ่จงฮยอน!!!!”

 

 

หลังจากที่โดนเจ้าหมาขนปุยมีปีกตัวน้อยมุดขาซ้ายขวาอย่างหนำใจจนร่างโปร่งหงายหลังนั่งลงไปกับพื้น เจ้าของสายตาเรียวก็ตะหวาดแว๊ดไปที่ผู้มาใหม่ซึ่งเก็บกล้ามทำตัวลีบหนีความผิดหลังประตูบานใหญ่ไปอย่างอัตโนมัติ แต่ไม่นานนักก็เด้งออกมาจากหลังประตูเพื่อช่วยพยุงอีกฝ่ายตามหน้าที่โดยอัตโนมัติเช่นกัน

 

 

“บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าหัดให้เจ้ารูมันมุดขาคนอื่น ข้ามาที่นี่ทีไรล้มหงายหลังทุกที”

“ขอโทษนะ ข้าห้ามเจ้ารูไม่ได้จริงๆ มันไม่ค่อยฟังข้าเลย”

“แล้วเจ้าไม่มีวิธีทำให้มันเลิกกระโจนมาบ้างหรือไง”

“ข้าก็ไม่รู้หรอก แต่เจ้ารูก็ทำแบบนี้เฉพาะคนที่มันชอบเท่านั้นนะ....."

 

 

คนตัวหนากว่ากล่าวขึ้นหลังจากกุลีกุจอปัดสิ่งสกปรกออกจากตัวอีกฝ่าย ก่อนจะล็อคเจ้าหมาจอมอะเลิร์ทไว้ในอ้อมกอดเรียบร้อย สายตาที่มองมาอย่างสำนึกผิดดูไม่ต่างอะไรจากสายตาของสิ่งมีชีวิตในอ้อมกอดที่จ้องกลับมาที่คีย์อย่างใสซื่อ ทำเอาเขาเองที่จนด้วยคำพูดต้องถอนหายใจยาวเหมือนกับทุกๆ ครั้ง

 

"ก็ได้ๆ ถึงแม้ข้าจะต้องพูดแบบนี้ทุกครั้งที่มาก็เถอะ เข้าธุระเลยดีกว่า ข้าจะนำของขวัญขอบคุณมาให้ท่านเทพแห่งโชคชะตาที่ช่วยจัดการเรื่องคราวก่อนนะ"
"อ๋อ ท่านผู้คุมโชคชะตาไม่อยู่หรอก ท่านลงไปคืนดีวีดีที่เช่ามาจากโลกมนุษย์ ว่าแต่คีย์จะเข้ารอท่านไหมล่ะ"

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าฝากไว้กับเจ้าก็ได้ แล้วก็......ข้าจะถามว่า เจ้าพอจะเห็นหรือได้ข่าวอูฮยอนที่โลกมนุษย์บ้างหรือเปล่า”

 

 

ร่างหนาเจ้าของตำแหน่งผู้ช่วยของเทพแห่งชะตา(หรือ “ยาม” ในสายตาของคีย์)รับของจากอีกฝ่ายมาอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะนิ่งคิดเล็กน้อยถึงคำถามของอีกฝ่าย หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่จงฮยอนตามท่านผู้คุมโชคชะตาให้มาช่วยห้ามผู้คุมกฎได้ ทั้งสองก็ต้องรีบออกตามหาทั้งอูฮยอนและซองกยูก่อนที่ดวงวิญญาณของสองคนจะสลายเนื่องจากคนหนึ่งก็ไม่มีพลังเวทย์มนต์ส่วนอีกคนก็ไม่มีร่างทางกายภาพแล้ว นับว่าโชคดีที่ทั้งคู่ไปได้ไม่ไกลมากนักจงฮยอนและคีย์จึงตามมาทัน ขณะที่ท่านผู้คุมโชคชะตาก็จัดการปรับเปลี่ยนเรื่องราวในอดีตพร้อมวางอนาคตให้เรียบร้อยก่อนจะถูกท่านหัวหน้าเทพลงโทษในฐานะบกพร่องต่อหน้าที่ไปตามระเบียบ

 

 

“.... อันที่จริง ช่วงนี้ข้าแอบดูเจ้าเครื่องคำนวณโชคชะตาได้ไม่บ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตั้งแต่ทำงานพลาดครั้งใหญ่ครั้งนี้ ท่านผู้คุมโชคชะตาท่านก็เข้มงวดมากขึ้น ไม่ติดซีรี่ส์เหมือนเมื่อก่อน แต่เท่าที่ดูล่าสุดเพื่อนของคีย์ก็สบายดีนะ” ชายหนุ่มตากลมโตตอบอย่างพาซื่อ ขณะที่เจ้าของคำถามพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“ก็หวังว่าจะหมดเรื่องหมดราวจริงๆ ซะทีนะ แล้วก็.....ขอบใจเจ้าด้วยแล้วกันที่อุตส่าห์สืบเรื่องอูฮยอนให้ แถมช่วยตามท่านผู้คุมโชคชะตาให้..... ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงไม่รู้จะช่วยเพื่อนข้ายังไงเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นคีย์......ข้าทำให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ”

 

 

คำพูดซื่อๆ ที่อีกฝ่ายพูดออกมาได้อย่างไม่อายปากพร้อมรอยยิ้มกว้างและดวงตาหยีแสดงความจริงใจทำให้ในอกของคีย์เต้นแรงไม่ต่างจากทุกครั้งที่เขาได้ยินมัน พวงแก้มขาวเริ่มแดงเรื่อไปพร้อมๆ กับรอยยิ้มที่แม้จะอยากเก็บเป็นความลับไว้ก็เก็บไม่อยู่ จึงได้แต่โวยวายเสียงดังเหมือนทุกครั้งที่เขาพยายามกลบเกลื่อนอาการเขินอายของตัวเอง

 

 

 “เจ้ามาพูดบ้าอะไรหน้าบ้าน กลับไปทำงานของเจ้าต่อได้แล้วไป หมดธุระแล้ว......ข้าไปแล้วนะ”

“เจ้ามาแค่นี้จริงๆ เหรอคีย์...............”

 

 

ไม่ทันจะเบี่ยงตัวหนีไปไหน มือหนาของอีกฝ่ายก็คว้าไหล่ของเขาเข้ามากอดจากด้านหลังก่อนที่คีย์จะสัมผัสได้ถึงริมฝีปากหนาที่ฝังจูบแผ่วเบาลงบนต้นคอของเขา ความรู้สึกที่คุ้นเคยทำร่างโปร่งรู้สึกปั่นป่วนสติกระเจิดกระเจิงไปหมด

 

 

“ข้าคิดถึงคีย์นะ........”

 

 

 

 

 

 

 

“......แต่ก็ไม่ใช่ที่แจ้งแบบนี้เข้าใจไหมไอ้เป็ดลามก!!!!”

“โอ้ยยยยยย”

 

 

ไม่ทันขาดคำร่างคล้ำกว่าก็ลงไปนั่งชักหงิกงอตรงธรณีประตูหลังจากที่ถูกศอกแหลมของคนในอ้อมกอดแทงที่ท้องเข้าอย่างจัง .....อันที่จริงก็เกือบจะเคลิ้มอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่ามีสายตาเทวดานางฟ้าแห่แหนกันมองมาเป็นจุดเดียวแบบนี้ ร่างโปร่งกระแทกเท้าตึงตังเดินทิ้งระยะห่างออกมาแต่ก็อดหันไปดูอาการอีกฝ่ายอย่างเสียไม่ได้ถึงแม้ว่าจะสะใจที่เห็นอีกฝ่ายลงไปนั่งโอดครวญอยู่เหมือนกัน แต่คีย์ก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่า อีกคนดูท่าทางน่าเป็นห่วงจริงๆ

 

 

“ไหวหรือเปล่าเนี่ย......”

“.....”

 

 

ตีหน้านิ่งหน้ายองลงไปต่อหน้าคนที่กำลังหน้ามู่ทู่พูดไม่ออก ตอนนี้เหมือนอีกคนจะเริ่มหายจุกแล้วแต่เปลี่ยนสายตาแห่งความเจ็บปวดเป็นสายตาเรียกความสงสารจากอีกคนแทน คีย์ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหันซ้ายขวาสำรวจรอบข้างให้แน่ใจอีกครั้งว่าสายตาจากเทวดามุงหมดไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยกระซิบเกี่ยวกับความลับระหว่างเขาสองคนเสียงเบาหวิว

 

 

“เจ้าก็เข้าใจไม่ใช่เหรอจงฮยอน..... ถ้าเราสองคนถูกจับได้ขึ้นมาสภาพอาจจะย่ำแย่กว่าเรื่องอูฮยอนอีกนะ ถึงแม้เจ้าจะไม่ใช่มนุษย์ก็จริง แต่ถ้ามีคนจับได้ ข้าเชื่อว่าเทพใหญ่กับหัวหน้ายมทูตไม่เอาเราไว้แน่ เจ้าก็รู้ว่าสองเทพนั้นชังน้ำหน้ากันขนาดไหน”

“ข้ารู้.....แต่ข้าก็คิดถึงเจ้านี่ เจ้าไม่คิดถึงข้าบ้างเหรอคีย์......”

“........เดาเอาสิว่าคิดถึงหรือเปล่า เดี๋ยวข้าใบ้ให้”

 

 

ริมฝีปากบางประกบแนบลงกับริมฝีปากหนาแผ่วเบาก่อนผละออกมาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนปวดท้องอยู่สักครู่นั่งหน้าเหวอลืมอากาศปวดไปปลิดทิ้ง ร่างโปร่งส่งรอยยิ้มซุกซนให้เล็กน้อยก่อนจะผละจากอีกคนไป แต่ยังไม่ทันที่จะเดินไปไหนไกลก็ถูกอีกฝ่ายอุ้มตัวลอยกลับเข้าไปในบ้านอย่างไม่สนใจสายตาเทวดานางฟ้าที่เหาะไปมารอบข้างท่ามกลางเสียงโวยวายของคนถูกอุ้มที่ดังไม่ขาดหู โดยมีเจ้ารูที่เห่ารับอย่างร่าเริงเป็นฉากหลัง.......

 

 

“เจ้านี่พูดไม่รู้เรื่องรึไง!!!! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!!!!!เจ้าเป็ดหน้าไม่อาย!!!!!”

“ข้าไม่สนใจแล้ว......ข้ารักคีย์นะ”

“ไม่ต้องพูดเลยเจ้าบ้า!!!!”

 

 

----------------------------------------------------------------------------------

 

 

คิมซองกยูติดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดสุดท้ายให้กับตัวเองก่อนเช็คความเรียบร้อยทุกอย่างอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรติดขัดก็พยายามพาตัวเองออกมาจากห้องน้ำเพื่อกลับมานั่งที่เตียงด้านในสุดของห้องพักคนไข้รวม ข้าวของน้อยชิ้นที่ติดตัวมาถูกบรรจุไว้ในกระเป๋าเรียบร้อยรอคอยให้เขาหยิบฉวยมันออกไปจากที่นี่ แต่เขาก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกับการโฟกัสภาพตรงหน้าชัด เพราะดวงตาที่มีปัญหาเนื่องจากถูกตีที่ท้ายทอยอย่างหนัก อันที่จริงมันก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไปไม่มากหรอก แต่สำหรับเขาที่ต้องใช้ปืนอยู่ทุกวันแล้ว มันหมายความว่า คิมซองกยูต้องล้างมือจากอาชีพมาเฟียเลยทีเดียว

 

 

.....แต่อันที่จริง ถึงจะทำอาชีพเดิมได้ เขาก็คงไม่รู้จะไปที่ไหน.....

 

 

ร่างสูงหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเขาก็กลับมาเผชิญหน้ากับบรรยากาศเดิมๆ ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลพร้อมข้อหาเพิ่มนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องที่เคยพยายามหลบหนีก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มมองไปนอกหน้าตาอีกครั้งเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนด้านนอก ฤดูหนาวได้มาเยือนเต็มตัวแล้ว ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ..... อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

 

 

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ 3 เดือนก่อนที่มีการวางยาพิษคิมซองกยูจนเกือบไม่รอดในตอนแรก เขาต้องขอบคุณที่เพื่อนบ้านลูกเสือของตนเองพาผมส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ชายหนุ่มเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทลายบ่อนของแกงค์อินทรีปีกขวา เลยต้องมาทำหน้าที่ค้นหา “สมบัติชิ้นสุดท้าย” จนตำรวจจับได้กลางป่า ทั้งยังถูกเจ้านายเก่าที่กลายเป็นลูกน้องหัวหน้าแกงค์อินทรีปีกซ้ายจับไปล้วงข้อมูลด้วย

 

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ฝั่งตำรวจได้ผลงานใหญ่ ซองจงได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หัวหน้าอินทรีปีกซ้ายในคราบของตำรวจถูกวิสามัญไปเรียบร้อย ทำให้แกงค์อินทรีทั้งสองฝั่งถูกกวาดเรียบไม่เหลืออิทธิพลคุ้มครองใครอีกต่อไป ทุกอย่างดูจะจบลงด้วยดีเมื่อสมาชิกแกงค์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ถูกส่งถึงตำรวจเสียที

 

 

......เหลือแต่ร่างสูงที่ยังคาในกับความฝันประหลาดที่ปรากฏขึ้นระหว่างที่ตนเองหลับใหลอยู่.....

 

 

 “คิมซองกยู.....ไปกันได้แล้ว”

 

 

นายตำรวจหน้าเข้มคนเดิมเดินออกมาตามเขาให้ออกเดินทาง ชายหนุ่มสูบบุหรี่เข้าไปให้เต็มปอดอีกครั้งอย่างเสียดายก่อนจะเก็บข้าวของเดินตามตำรวจนายนั้นออกไป ......สู่ที่หมายใหม่ ที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในนั้น

 

 

----------------------------------------------------------------------------------


“เรียบร้อยแล้วนะอูฮยอน”

“อือ”

 

 

ร่างเล็กพยักหน้ารับชายอีกคนที่มายืนรอซึ่งถามไถ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขามาโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่มาครั้งนี้แตกต่างกันตรงที่เขาไม่ได้มาเรื่องของตัวเอง..... แต่เป็นเรื่องของคนที่เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า

 

 

ใครๆ ก็รู้ว่า นัมอูฮยอนเป็นพวกใช้ชีวิตมาอย่างไร้ปัญหา..... เรียกได้ว่า ไร้ปัญหาจนกลายเป็นเด็กมีปัญหา โตมาด้วยทรัพย์สมบัติมากชนิดที่ว่า จะถลุงเท่าไหร่หรือใช้อย่างไรก็ได้ แถมยังมีพ่อเป็นมาเฟียใหญ่และพี่เลี้ยงที่พร้อมจะเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยไม่ว่าเขาจะทำอะไรไว้เละเทะมากแค่ไหน แต่ถึงกระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับตัวเขา

 

 

....นัมอูฮยอนไม่เคยรู้จักหน้าตาจริงๆ ของพ่อตนเอง จนกระทั่งวันนี้ที่ตำรวจต่างควานหากันเป็นการใหญ่ว่า ใครคือ “เด็กชายนัมอูฮยอน” ในสูติบัตรที่แนบอยู่ในกระเป๋าเฮโรอีนใบใหญ่ใบนั้น......

 

 

ด้วยเหตุนี้นัมอูฮยอนจึงต้องเผชิญเรื่องกระจุกกระจิกต่างๆ สำหรับรูปคดีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการยืนยันศพที่เขาเองก็ให้ข้อมูลอะไรมากไม่ได้นัก ทั้งยังต้องเก็บเนื้อเยื่อไปตรวจดีเอ็นเอกับร่างที่เขาไม่เคยคุ้นเคยเลยสักนิด แล้วยังต้องเผชิญกับเรื่องประหลาดอย่างเช่น แม่ที่แท้จริงที่กลายเป็นเศรษฐีนีสะใภ้ตระกูลใหญ่ที่คลอดแล้วทิ้งเขาไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วอีก

 

 

แต่ทุกอย่างเหล่านี้ก็แค่ทำให้ร่างเล็กรู้สึกยุ่งยากนิดหน่อยเพราะเรื่องมันเกิดขึ้นในตอนที่เขากำลังเรียนเท่านั้นแหละ โดยรวมแล้ว ชีวิตของเขาก็ไม่ได้กระทบอะไรมากมายนัก เมื่อเขาเองยังมีสมบัติก้อนโตในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอยู่แถมยังมีมากเพียงพอจะส่งให้เขาเรียนจนจบมหาวิทยาลัยและอยู่สบายๆ ไปอีกหลายปี ดังนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับความตายของผู้ชายตรงหน้า หรือเหตุผลที่เขาต้องไปงานศพของหญิงวัยกลางคนที่เขาไม่รู้จักเมื่อตอนเป็นเด็กน้อยเลย

 

 

......ใช่ ไม่จำเป็นเลยสักนิด....

 

 

“เฮ้ย เป็นไรป่าวเนี่ย หน้าซีดๆ” โฮย่าพูดพลางยืดกระเป๋าน้ำเย็นเฉียบที่เพิ่งกดมาจากตู้ให้อีกฝ่าย คนนั่งข้างกันเปิดออกมาดื่มได้สองสามอึกก็เอากระป๋องมาถือไว้เฉยๆ เสียอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรหรอก แกรีบกลับไปเรียนเถอะ ฉันยังขี้เกียจอยู่ ขออู้แป๊บนึงก่อน”

“.....”

 

 

เมื่อได้ยินดังนั้น อีโฮวอนก็เป็นฝ่ายเงียบไป แต่ก็ยังไม่ลุกไปไหน ทำเอาร่างเล็กต้องหันมามองด้วยความสงสัยอีกครั้ง คนที่อาสาอยู่เป็นเพื่อนทางอ้อมจึงต้องเฉลยด้วยการยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต

 

 

“จะโดดเรียนก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่เอายากรอกปากตัวเองเหมือนคราวที่แล้วนี่ไม่เอานะเฟร้ย”

“เออ รู้แล้วน่า สภาพฉันไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นหรอก”

“โห หน้าซีดยังกับไก่ต้มบอกไม่แย่นะพ่อพระเอก.... เดี๋ยวก็เป็นเหมือนคราวก่อน ถ้าฉันกับซองยอลไม่ไปบอกนายเรื่องผลออดิชั่นล่ะก็ นายได้ไปปากห้อยเพิ่มขึ้นในชาติหน้าแน่”

“แหม ขอบใจที่ช่วยให้ปากฉันไม่ห้อยไปกว่านี้นะ ชริ”

 

 

ถึงแม้จะมีแต่ถ้อยคำโต้เถียงจิกกัด แต่อูฮยอนก็ยอมรับว่า ในช่วงเวลาแย่ๆ แบบนี้ เขามีแต่โฮย่ากับซองยอลที่เป็นเพื่อนร่วมชมรมละคนมาด้วยกัน เผลอๆ อาจจะสนิทกันมากกว่าเพื่อนในโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็เสียดายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสนิทเหมือนกัน หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างซองยอลกับคุณหนูมยองซูผู้โด่งดังถูกส่งไปให้ผู้ใหญ่ในโรงเรียนที่เขาอยู่ทำให้ซองยอลต้องออกจากโรงเรียนก่อนเวลาอันควร ก่อนที่เจ้าตัวยืนกรานจะไปที่โซลด้วยสภาพไร้ทรัพย์สินติดตัวแบบนั้น

 

 

อันที่จริง เขาก็พอเข้าใจซองยอลอยู่...... พอเจอสภาพแย่ๆ แบบตอนนี้ เขาเองก็อยากเก็บกระเป๋าหนีไปจากที่นี่เหมือนกัน

 

 

“แล้วตอนนี้แกยังฝันถึงผู้ชายคนนั้นอยู่หรือเปล่า”

 

 

จู่ๆ โฮย่าก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาอูฮยอนเองขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ร่างบางพยักหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่วายถามย้อนอีกฝ่าย ใช่ เขาเริ่มฝันประหลาดๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้าหลังจากที่ไปนอนล้างท้องในโรงพยาบาลเมื่อคราวก่อน แต่โฮย่าก็บอกว่า เขาเพ้อเจ้อไปเอง แถมยังแซวว่า เป็นวิญญาณเจ้าของเตียงที่เขาไปนอนในโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

 

 

“จู่ๆ แกถามขึ้นมาทำไม”

“ฉัน...... แค่คิดว่าจะเหมือนผู้ชายคนที่เดินออกไปจากห้องนู่นเมื่อกี้หรือเปล่า”

 

 

โฮย่ากล่าวพลางชี้นิ้วไปยังทางเดินฝั่งตรงข้าม ทำเอาต่อมอยากรู้ของนัมอูฮยอนฉุดกระชากเขาให้ลุกตามหาชายหนุ่มที่โฮย่าพูดถึง ซึ่งถ้าเป็นความฝันทั่วไปเขาก็คงไม่ติดใจเท่าไหร่นัก แต่ฝันดังกล่าวกลับเด่นชัดเหมือนเป็นความจริงส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา แถมยังทุกรายละเอียดของอีกฝ่ายทั้งสายตา สัมผัส ฝ่ามือ อ้อมกอด ก็ตอกย้ำเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาเองรู้สึกหลอนเลยด้วยซ้ำ

 

 

“เฮ้ยๆ ใจเย็นๆ ฉันล้อเล่น.... แกตกหลุมรักชายในฝันจริงๆ ด้วยสินะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ”

“ไอ้บ้า ล้อเล่นแบบนี้ไม่สนุกนะเฟร้ยยยย”

“แล้วแกจะซีเรียสทำไม เขาเป็นแค่ความฝัน แกก็พยายามจะลืมๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ”

“......ช่างฉันเถอะน่า”

 

 

เสียงเพื่อนที่รั้งเขาจากด้านหลังพร้อมเสียงหัวเราะทำนัมอูฮยอนหัวเสียนิดหน่อยก่อนจะกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง อันที่จริงมันก็ถูกอย่างที่โฮย่าพูดนั่นแหละ ตราบใดที่เขายังอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับความฝันเลื่อนลอยแบบนี้ ความกังวลก็คงไม่หลุดไปจากสมองแน่ๆ

 

 

.....แล้วทำไมต้องแคร์อะไรกับความฝันขนาดนี้เนี่ย ตัวเขาเองไม่เข้าใจจริงๆ.....

 

------------------------------------------------------------------------------------

 

 

“โอ้ยยยยยย ทำไมไม่ได้ซักทีละเนี่ย”

 

 

สิ่งที่ผู้กำกับบ่นออกมาโดนใจคนในห้องไม่ใช่น้อย คนที่นั่งอยู่ในห้องอัดเสียงตอนนี้อยู่ในสภาพอ่อนเพลียไม่ต่างกันหลังจากที่ต้องพยายามช่วยกันสร้างอารมณ์ให้นักแสดงที่มาอัดเสียงร้องเพลงให้ได้ตรงกับบุคลิกตัวละครภายในเรื่องมากที่สุด คิมซองกยูกระดกน้ำอึกสุดท้ายในขวดก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งระหว่างรอให้ซองยอลที่ทำหน้าที่ผู้กำกับการแสดงพานักแสดงมือใหม่ไปทำอารมณ์ด้านนอก

 

 

หลังจากที่คดีจบลงและแกงค์อินทรีกระจายหายไปกันหมด คิมซองกยูก็พยายามลืมอดีตทุกอย่าง พร้อมกับทำงานจนเก็บหอมรอมริบได้เงินเป็นกอบเป็นกำมาก้อนหนึ่งเพื่อต่อยอดความฝันที่เคยทำค้างคาเอาไว้ ด้วยความที่เขาไม่ค่อยมีส่วนอะไรกับเรื่องในแกงค์เท่าที่ควรนักอีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่ ทำให้ตัวเขาเองเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ไม่ยากเมื่อเทียบกับคนที่เคยมาจากสังคมที่ดำมืดขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ในโลกของคนทั่วไปที่เขาพยายามมีชีวิตอยู่ ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ทำทุกอย่างจนกระทั่งตัวเขาเองสามารถเริ่มต้นธุรกิจอัดเสียงเล็กๆ น้อยๆ แห่งนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งในระหว่างที่เขากำลังเก็บเงินอยู่นี้ เขาก็ได้พบกับซองยอล รุ่นน้องที่คอยแนะนำงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเพลงมาให้เขาอย่างต่อเนื่อง

 

 

“เอาหล่ะ เข้าใจไอเดียแล้วนะ อีกรอบหนึ่งแล้วจะได้กลับบ้านกันนะ โอเคนะ”

 

 

คนที่นั่งข้างเขาเมื่อครู่กลับมานั่งตรงที่เดิมหลังจากช่วยให้นักแสดงหน้าใหม่เข้าใจอารมณ์ของตัวละครได้ง่ายขึ้น เท่าที่จำได้ ชายร่างสูงเล่าให้ซองกยูฟังว่า ผู้กำกับชอบบุคลิกท่าทางของน้องคนนี้เนื่องจากเหมือนตัวละครที่คิดไว้ตอนแรกไม่มีผิดขณะที่เสียงร้องเองก็ใช้ได้ แต่ข้อเสียคือน้องไม่มีประสบการณ์การแสดงเลยจนตัวซองยอลเองต้องปูพื้นฐานให้ใหม่ทั้งหมด

 

 

“เหนื่อยหน่อยนะ”

 

 

ซองกยูไม่รู้จะพูดอะไรมากนอกจากให้กำลังใจอีกฝ่ายที่อยู่ในสภาพไหลตายบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน ตัวเขาเองคงไม่มีความคิดเห็นมากนักในเมื่อหน้าที่หลักก็คือ การแต่งเพลงให้เข้ากับแนวทางของเรื่องและแนะแนวทางการร้องให้นักแสดงตามแนวทางที่ผู้กำกับต้องการเท่านั้น แน่นอนว่า ท่ามกลางนักแสดงจำนวนมากนี้ก็มีไม่กี่คนที่สามารถร้องเพลงและเล่นละครได้ดีภายในเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะทางใดทางหนึ่งแล้วค่อยมาปรับปรุงพัฒนากันหลังฉากทั้งนั้น หน้าที่ส่วนใหญ่ในขั้นตอนนี้จึงไปหนักอยู่กับซองยอลที่ต้องคอยถ่ายทอดอารมณ์ให้นักแสดง และผู้กำกับที่ต้องเป็นโค้ชสอนร้องเพลงไปด้วยในตัว ส่วนเขาก็คงมีหน้าที่ว่า ทำอย่างไรให้เสียงที่ฟังดู “ไม่เพราะ” ในตอนนี้ออกมาไพเราะมากที่สุดสำหรับเตรียมพร้อมเป็นเพลงประกอบการประชาสัมพันธ์ก่อนที่ละครจะเริ่มต้น

 

 

......นึกมาถึงตรงนี้ เขาก็อยากจะรู้ว่าตัวเอกของเรื่องที่จะมาอัดเสียงคนสุดท้ายในวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง.....

 

 

ทันทีที่โน้ตตัวสุดท้ายถูกอัดลงไป ทั้งห้องก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกรวมทั้งตัวนักแสดงเองที่ดูเหมือนจะรู้ตัวดีว่า เป็นต้นเหตุของความยืดเยื้อทุกอย่าง เหลือแต่รอคอยให้คนที่จะอัดเสียงคนสุดท้ายเดินทางมาถึง

 

 

“......อยู่หน้าปากซอยแล้ว”

 

 

ซองยอลรายงานคนที่รอคอยเจ้าตัวอยู่ในห้อง ซึ่งชายหนุ่มเองก็ได้แต่พยักหน้ารับตามคนอื่นๆ ไปด้วย ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทของซองยอล แต่ซองกยูเองก็ไม่เคยเจออีกคนเลยสักครั้งเพราะเขาเองก็ไม่ได้ไปร่วมออดิชั่นหรือว่าไปดูตอนซ้อมด้วยเท่าไรนัก ถึงอย่างนั้นซองยอลก็เล่าประวัติให้ฟังนิดหน่อยว่าอีกฝ่ายเรียนเอกละครร้องเพลงมาโดยเฉพาะแถมยังเคยเล่นละครกับซองยอลมาด้วยกันสมัยมัธยม จึงน่าจะทำงานด้วยง่ายกว่าคนอื่นๆ

 

 

.....’นัมอูฮยอน’ ที่เขาเคยได้ยินแต่เรื่องจากปากซองยอลคนนี้จะเป็นยังไงกันนะ..... ซองกยูคิดไปเรื่อยเปื่อยจนไม่ได้ยินเสียงคนในห้องที่เรียกเขาอยู่นานสองนาน

 

 

“พี่ซองกยูๆ พี่ไม่ออกไปหาอะไรกินด้วยกันเหรอ”

“อ๋อ เออ พวกนายไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่ขอปรับอีกนิดหน่อยจะได้เสร็จเร็วขึ้น”

“แล้วพี่จะกินอะไรไหม”

“............ซื้อบะหมี่ถ้วยมาฝากพี่ก็ได้ นายรู้นี่พี่ชอบกินรสอะไร”

 

 

ผู้ช่วยของชายหนุ่มทำสัญลักษณ์นิ้วโอเคแสดงว่ารับรู้ก่อนที่ทีมงานทั้งหมดจะทิ้งให้ซองกยูนั่งทำงานอยู่ในห้องเพียงลำพัง แต่เขาก็เคยชินกับสภาพดังกล่าวเพราะมันก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ดีเสียอีกที่ไม่มีใครรบกวนทำให้มีสมาธิมากขึ้น

 

 

ออดดดดดดดดดดดดดด

 

 

พอคิดถึงสมาธิปุ๊บ เสียงออดกวนใจก็ดังขึ้นมาปั๊บ ร่างสูงถอนหายใจยาวด้วยความเซ็งสุดขั้วแต่ก็ลุกขึ้นไปอย่างเสียไม่ได้ .....นี่ผู้ช่วยขี้ลืมของเขาคงจะย้อนกลับมาเอากุญแจที่ลืมไว้อีกแล้วสินะ...... ชายหนุ่มคิด เขาเดินออกไปยังหน้าประตูกระจกขุ่นก่อนจะควานหากุญแจในตะกร้าที่เดิมพลางได้ยินเสียงกุกกักเหมือนมีคนเอาตัวไปพิงบานประตู เมื่อเห็นเงาที่ทาบอยู่บนกระจกชัดเจนเหมือนที่ผู้ช่วยรุ่นน้องชอบทำเป็นประจำเวลาเขาลงมาช้า ซองกยูก็รู้สึกหมั่นไส้เบาๆ จึงหวังจะแกล้งให้เข็ดหลาบโดยลืมคิดไปว่า ......สตูดิโอของเขายังต้องต้อนรับนักแสดงคนสุดท้ายที่ต้องมาอัดเสียงกับเขาด้วย.....

 

 

หลังจากที่เสียบกุญแจเข้าไปอย่างเบามือ เจ้าของบ้านก็ดึงประตูเข้ามาอย่างรวดเร็วทำเอาคนที่กำลังพิงประตูสบายอารมณ์หงายหลังลงมา คนขี้แกล้งจึงทันได้เห็นว่า อีกฝ่ายไม่ใช่คนที่แกล้งอยู่เป็นประจำจึงรีบคว้าหมับเข้าที่เอวไม่ให้เจ้าตัวร่วงลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

 

......จนใบหน้าของเจ้าของเอวกลมกลึงพอดีโอบอยู่ห่างจากเขาเพียงแค่ชั่วลมหายใจกั้น......

 

 

ทันใดนั้น ในสมองก็รับรู้แต่สัมผัสนุ่มละมุนจากอีกฝ่าย สองแววตาที่สอดประสานกันเหมือนพบเสี้ยวความทรงจำที่ทำหล่นหาย กลิ่นกายที่คุ้นชินเหมือนเคยสัมผัสกลิ่นหอมเย็นแบบนี้จากที่ไหนสักแห่ง รวมทั้งเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาแต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่เคยโหยหาจากใครสักคนมาก่อน

 

 

......เหมือนความฝันที่คุ้นเคย อบอุ่น และหอมหวาน กระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงและสัมผัสได้ถึงการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง......

 

 

“.....เกิดเป็นความรัก..... ขึ้นในหัวใจ....... 

......ไม่มีเหตุผล...... นี่คือหัวใจ........” 

(กาลครั้งหนึ่งความรัก – สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง)

 

Comment

Comment:

Tweet

อุ้ตะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ
อู้วววววววววววววววววววววววว
แอร๊วววววววววววววววววววววววววว
อรั๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
$*RM(%UT$^({)TD)<$^)T_<GI)$@I_#OSR#Fgvr *ชัก*

#2 By หะหลิวส์ on 2012-10-06 14:28

ท่านผู้คุมติดซีรี่ยแล้วยังลงไปคืนดีวีดีที่โลกมนุษย์ 5555555555555555 จงคีย์ อรั๊ยเข้าไปทำไรกันอ่ะ กรี๊ดกยูอู น่ารักมากเจอกันแบบเป๊ะอ่ะ

#1 By junism on 2012-10-01 22:13