[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 13)

posted on 09 Sep 2012 12:57 by myneird in INFINITEfic directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 13)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

 

 

"ได้เวลาของนายแล้ว ไปกันเถอะ คิมซองกยู"

 

 

คำพูดสั้นๆ ของอีกฝ่ายทำให้สองขาของผมก้าวตามอย่างที่ตัวผมเองไม่สามารถควบคุมได้ ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือ ร่างกายของตัวเองที่นอนจมกองเลือดสีแดงฉาน ก่อนที่สองข้างทางที่ขาผมก้าวจะถูกปกคลุมไปด้วยหมองขาวที่ปิดบังทิวทัศน์รอบด้านจนผมไม่เห็นความเป็นไปว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าตัวเองเดินมานานแค่ไหน ไม่รู้ว่าเส้นทางที่เดินมาถึงมันไกลจากที่เดิมเท่าไร แต่ผมก็กลับมาได้สติอีกครั้งเมื่อปลายเท้าของตัวเองสัมผัสกระแสน้ำเย็นเฉียบ ตรงหน้าของผมมีเรือไม้ลำขนาดปานกลางลอยลำอยู่แทบเท้ารอคอยให้ผมขึ้นไป ชายในชุดสูทที่มารับผมยืนคอยอยู่ในลำเรือนานแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อคลุมสีดำขนาดใหญ่ แต่สายตาที่มองผมอย่างตำหนิก็ทำให้ผมไม่กล้าซักไซ้รายละเอียดอะไรนัก

 

 

"ขึ้นมาสิ" น้ำเสียงบอกแกมบังคับทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก

 

 

 

…ใช่ แม่น้ำสายนี้

 

ทันทีที่ผมข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ผมก็จะลืมอดีตทั้งหมดที่ได้ใช้ชีวิตในภพนี้ ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่เขาเล่าๆ กันมาเท่าไร ไม่คิดว่าผมจะมาได้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ ในวันสุดท้ายของชีวิต

 

 

แต่ผมยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังลืมไม่ได้ และผมก็ต้องรู้ให้แน่ชัด ชื่อของคนที่ไม่อยู่ในสมองของผม ไม่อยู่แม้กระทั่งประวัติชีวิตที่ถูกไล่เรียงออกมาก่อนหน้านี้ของผม แต่กลับติดอยู่ในใจของผมจนไม่อาจมีสักเสี้ยววินาทีที่ผมจะลืมได้ลง

 

"นัมอูฮยอน ผมอยากพบนัมอูฮยอน" ทั้งๆ ที่สิ่งที่กล่าวออกมามันน่าจะเป็นคำถามว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน สัญชาตญานของผมกลับเรียกร้องให้คนในเรือพาไปพบคนๆ นั้น แต่ไม่ใช่แค่ผมที่ประหลาดใจกับการกระทำของตนเอง ชายแปลกหน้าที่มารับผมก็ดูชะงักไปเช่นกัน 

 

"นายยังไม่ลืมชื่อนี้อีกเหรอ"

 

ผมไม่รู้จะตอบอะไรเลยปล่อยให้ความเงียบผ่านไปแบบนั้น อันที่จริงมันค่อนข้างไร้สาระที่จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าจะรู้จักคนที่ผมถามถึง แต่คำตอบที่เขาตอบออกมาก็แสดงให้รู้ว่า เขาน่าจะรู้จัก "นัมอูฮยอน" เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างออกมาเพื่อให้เขาเห็นใจผมบ้างหลังจากที่บรรยากาศรอบตัวถูกปกคลุมด้วยความเงียบมานานเกินไป

 

"…แปลว่าคุณรู้ คุณรู้ใช่ไหม ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร ประวัติของผมที่คุณเล่ามาไม่มีชื่อของเขาเลย แต่เขากลับอยู่ในสมองผม สลัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร"

 

ชายหนุ่มบนเรือจ้องมองผมเนิ่นนานอีกครั้งด้วยดวงตาที่บ่งบอกถึงความว่างเปล่าต่อท่าทางอันทะเยอทะยานของผมก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอให้กับเรื่องที่ดูไม่น่าขำเลยสักนิด

 

"…………พวกนายสองคนมันบ้า บ้าจริงๆ"
"………………"
"ความทรงจำของมนุษย์นี่มันน่าแปลกประหลาดมากเลยนะ แม้จะต้องเวทย์มนต์จนสมองจดจำไม่ได้ แต่จิตใต้สำนึกก็จดจำได้ทุกอย่าง เห็นความบ้าของพวกนายสองคนแล้วฉันก็คงต้องยอมแพ้…"
"บ้า?"
"ใช่พวกนายมันบ้าทั้งสองฝ่ายเลย คนหนึ่งก็ดันไปจดจำเรื่องที่ไม่ควรจำ ส่วนอีกคน…ก็ดันยอมเก็บความเจ็บปวดไว้คนเดียวซะอย่างนั้น"
"…"
"ขึ้นเรือมาสิ ฉันจะพานายไปพบ 'นัมอูฮยอน'"

 

--------------

 

เรือลำเล็กล่องไปตามแนวแม่น้ำอย่างเงียบเชียบไม่มีแม้แต่เสียงฝีพายกระทบน้ำ เรือลำนี้พาผมและอีกฝ่ายล่องทวนแม่น้ำสีเข้มสายนี้อย่างไร้ฝีพายควบคุมประหนึ่งรู้หน้าที่ของมันเป็นอย่างดี ขณะที่ชายหนุ่มคนเดิมยืนเด่นอยู่บนเรือไม้สีดำเก่าที่โคลงเคลงเบาๆ ตามกระแสน้ำแสนเอื่อยโดยไม่มีทีท่าว่าจะหันมาปฏิสัมพันธ์อะไรกับผมเพิ่มเติมทั้งนั้น สองข้างทางที่อึมครึมมืดมนเพราะไอหมอกลอยตัวต่ำยอยู่แล้วมีม่านหมอกที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่เราเดินทางออกมา ผมพยายามมองฝ่าหมอกเหล่านั้นออกไปจึงสังเกตได้ว่าสองฝั่งแม่น้ำมีเรือหน้าตาละม้ายคล้ายกับลำที่ผมนั่งอยู่เป็นระยะ บ้างก็จอดเกยฝั่งว่างเปล่า บ้างก็ลอยลำพาผู้โดยสารข้ามฝั่งแม่น้ำ แต่ไม่มีลำใดที่ล่องไปตามแนวแม่น้ำเหมือนลำที่ผมกำลังนั่งอยู่ ไม่มีแม้กระทั่งเรือสักลำที่จะล่องทวนเส้นทางดังกล่าว ไม่นานนัก ทิวทัศน์สองข้างทางแม่น้ำก็ถูกหมอกปิดบังจนผมมองอะไรไม่เห็น ขณะที่อากาศรอบตัวก็เริ่มหนาวเย็นยะเยือกจนยากแม้กระทั่งจะขยับตัว

 

“.......”

 

เรือเทียบท่าริมฝั่งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวหลังจากล่องไปตามธารน้ำแข็งที่ลอยอ้อยอิ่ง ชายหนุ่มคนเดิมลงจากเรือไปเมื่อไหร่ผมไม่ทันสังเกต รู้แต่เมื่อเห็นอีกทีเขาก็เกือบคลาดสายตาจนผมต้องตาลีตาเหลือกลงจากเรือพร้อมลุยน้ำวิ่งตามเขาไปอย่างลืมความหนาวเหน็บ ถึงจะรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่เขาทำแบบนั้นแต่ความสงสัยในทุกๆ อย่างก็สะกดกลั้นไม่ให้ผมพูดอะไรออกไปมากนัก แต่ไม่นานเขาก็เดินช้าลงเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงท่ามกลางหมู่ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ภายในปรากฏเค้าลางเหมือนมีร่างมนุษย์ถูกกักขังอยู่ในนั้น

 

“แต่เดิมยมทูตจะมีสถานะกึ่งอสูรกึ่งเทพเพราะความตายเปรียบเสมือนอำนาจที่สามที่จะใช้แค่ความดีงามหรือความโหดร้ายจัดการไม่ได้ ดังนั้นยมทูตจึงมีพลังเวทย์มนต์ในการจัดการความตายเยี่ยงอสูร แต่ก็ต้องทำหน้าที่ตามกรอบปฏิบัติเยี่ยงเหล่าเทพ ซึ่งกฎนี้เป็นกฎที่ต้องรักษาอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นยมทูตที่ยศสูงส่งเพียงใดก็ต้องถูกลงโทษหากปฏิบัติตามกฎนี้ไม่ได้ ซึ่งก็มีอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือ ห้ามดึงชีวิตของมนุษย์มาใช้งานเยี่ยงอสูรนิยมกระทำ”

“......”

“......แต่ถึงอย่างนั้นกฎเพียงประการเดียวก็รักษาไว้ไม่ได้ง่ายๆ เพราะชีวิตของมนุษย์มันช่างหอมหวาน ทุกลมหายใจ หยาดเหงื่อ เศษเสี้ยวของร่างกายจากทาสมนุษย์ที่ซึมซับไม่ได้ให้แค่เพียงพลังเวทย์มนตร์ที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงว่าวันหนึ่งที่เหล่าอสูรดูดดื่มชีวิตเหล่านั้นจนทาสมนุษย์สิ้นลม ก็จะได้สวมรอยใช้ชีวิตใหม่แฝงตัวในหมู่มนุษย์อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มียมฑูตหลากหลายตนที่ฝ่าฝืนกฎดังกล่าวท้าทายผู้คุมกฎในที่แห่งนี้ บ้างที่เจ้าเล่ห์แสนกลก็กลายเป็นอสูรแฝงตัวอยู่ในหมู่มนุษย์ บ้างถูกจับได้ก็ถูกลงโทษริบพลังเวทย์ทั้งหมดและแช่แข็งดวงวิญญาณที่แสนว่างเปล่าไว้ที่แห่งนี้.......ชั่วกัลป์ชั่วกาล”

 

พออีกฝ่ายกล่าวมาถึงตรงนี้ ผมถึงได้จ้องมองลงไปยังก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางที่เราเดินมา ถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อจ้องมองเข้าไปใจกลางก้อนน้ำแข็งเหล่านั้นก็จะพบกับใบหน้าซีดเผือกที่หลับนิ่งสงบฝันถึงวันที่จะได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ แต่ความเป็นจริงที่ว่าวันเหล่านั้นจะไม่มีทางมาถึงทำให้ผมรู้สึกใจหายวาบ ไม่นานนักชายคนเดิมก็หยุดลงตรงน้ำแข็งก่อนหนึ่งกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพิจารณาน้ำแข็งก้อนดังกล่าวให้เต็มตา เขาก็ยกมือยาวเรียวขาวซีดโบกไปมาด้านหน้าผม ก่อนที่รอบตัวจะเต็มไปด้วยแสงสว่างวาบจบตาผมพร่าอีกครั้ง ภาพความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับ "นัมอูฮยอน" หลั่งไหลทะลักจนน้ำตาของผมปริ่มล้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสายตา เสียง สัมผัส รอยยิ้ม อ้อมกอด สีหน้าท่าทาง ไปจนกระทั่งน้ำตาหยดสุดท้ายที่สัมผัสข้างแก้มของผมก็ต่างปรี่ออกมาจนผมแทบไม่ต้องปะติดปะต่อเรื่องราว

 

“......”

“แต่นัมอูฮยอนกลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าขบขัน เขาไม่ต้องการชีวิตของนาย ไม่ต้องการมีพลังเพิ่มขึ้น ทั้งยังกล่าวคำขอครั้งสุดท้ายให้ผู้คุมกฎลบความทรงจำเกี่ยวกับเขาออกจากนายทั้งหมดเพื่อที่ให้นายไม่ต้องเจ็บปวด เขาขอให้ฉันรับผิดชอบพรข้อสุดท้ายที่เขาไม่สามารถทำได้ให้สำเร็จลุล่วงก่อนจะพานายไปยังโลกใหม่ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ค่อยเข้าใจพวกนายสองคนเท่าไร แต่ในเมื่อคำขอของนายคือการพบกับเขา......มันก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันต้องคืนความทรงจำที่แสนเจ็บปวดให้กับนายชั่วคราวด้วย”

“......”

 

.....ใช่ มันเจ็บปวด เจ็บปวดจนผมชา ชาจนไม่มีแม้แต่น้ำตาที่จะไหลหรือเสียงคร่ำครวญอะไรที่จะเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ผมรู้สึกเหมือนภายในจิตใจมันเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอากาศที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งภายนอก ภาพเลือนรางของ “เด็กน้อย” คนเดิมของผมกำลังอยู่ในห้วงแห่งนิทรา ดวงตาคมที่ผมไม่อาจลืมเลือนกำลังหลับสนิทเหมือนทุกค่ำคืนที่เขาอยู่ข้างกายผม เพียงแต่ในเวลานี้แผ่นน้ำแข็งหนากลับกั้นเราสองคนให้เหมือนอยู่คนละโลก ไม่อาจที่จะสัมผัส พูดคุย หรือแม้กระทั่งสบตา การอำลาดำเนินไปอย่างเงียบงันมีแต่เสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวรอบกายประหนึ่งเสียงเยาะเย้ยของโชคชะตาที่สมเพชคนสองคนที่ได้มาพบกันช้าเกินไป

"……"

ผมตัดสินใจกลืนคำพูดทั้งหมดที่อยากเอ่ยลงคอ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดด้านน้ำแข็งเรียบเพื่อมองใบหน้า "เด็กน้อย" ให้เต็มตาก่อนที่ผมจะต้องลืมเขาไปอีกครั้ง แต่ทันทีที่ผมผละมือออก พลังบางอย่างก็ทำให้ก้อนน้ำแข็งทั้งก้อนแตกร้าวสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว เศษเสี้ยวก้อนเล็กใหญ่ของมันแตกกระจุยกระจายทำให้ร่างที่สงบนิ่งอยู่ด้านในร่วงลงมาอยู่ในอ้อมกอดของผมที่ล้มลงไปกับพื้น ผมละล้าละลังอยู่สักครู่ก่อนตัดสินใจช้อนร่างเบาหวิวนั้นขึ้นก่อนออกวิ่งไปอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางเสียงร้องห้ามของคนที่พาผมมาที่นี่ อันที่จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมตัดสินใจผิดหรือถูก รู้แต่ว่าผมอยากอยู่กับคนในอ้อมแขนโดยที่ในจิตใจยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาอีกครั้ง แม้ว่าจะมีเวลาเพียงสั้นๆ หรือจะพาผมไปตกนรกหมกไหม้แค่ไหน ผมก็ขอแค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียว

 

เพราะผมเป็นคนโลภที่รู้สึกว่าเวลาเห็นความสุขมันสั้นเกินไปเสมอ

-------------------------------------------

“คิมซองกยู!!!! หยุดนะ!!!!!” ชายหนุ่มผมน้ำตาลพยายามไล่ตามดวงวิญญาณที่อุ้มร่างเย็นเยียบของเพื่อนวิ่งหายไปท่ามกลางพายุหิมะ เขายังคงมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า รวมถึงที่มาที่ไปที่มนุษย์ธรรมดาสามารถทลายก้อนน้ำแข็งมหึมาที่ทำหน้าที่กักขังร่างของยมฑูตที่ถูกลงโทษไว้ได้ในเขตที่แม้แต่ทวยเทพก็ใช้เวทย์มนต์ได้อย่างจำกัดเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันที่ตัวเขาจะทำอะไรต่อ เสียงก้องกังวานดุดันก็ดังขึ้นด้านหลัง

 

“คีย์ เจ้าก็ทรยศข้าอีกคนหนึ่งด้วยรึ!!!!!”

“ท่านผู้คุมกฎ!!!!”

 

ร่างของชายวัยกลางคนผมยาวสีเงินยาวปรากฏขึ้นด้านหลังพร้อมด้วยเหล่าทหารแห่งโลกมืดในชุดเกราะเหล็กสีดำไร้ซึ่งจิตวิญญาณคอยคุ้มกัน เขาสืบเท้าอย่างรวดเร็วมายังยมทูตยศต่ำกว่าที่กำลังคุกเข่าลงต่อหน้าอย่างวิงวอน ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงไปบนใบหน้าเรียวจนเป็นรอยแดงก่ำ

 

“รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป!!!”

“ข้า..... ข้าแค่ทำตามคำสัญญาที่รับปากอูฮยอน”

“แล้วการที่เจ้าให้พลังกับมันเพื่อพาร่างของเพื่อนเจ้าหนีไปก็เป็นหนึ่งในคำสัญญาหรือยังไง”

“เปล่า ข้าไม่ได้ให้พลังแก่เขา ข้าแค่พาเขามาตามพรข้อที่สาม...... ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้”

“หยุด!!!! ข้าไม่อยากฟังเจ้าแล้ว ทหารทุกนายรีบตามหาดวงวิญญาณชายคนนั้นให้เร็วที่สุด..... ส่วนเจ้า.....กลับมาข้าจะลงโทษเจ้าให้สาสม”

 

“ใจเย็นๆ ......ท่านผู้คุมกฎ มีเหตุอันใดท่านจึงดูโมโหโกรธาเช่นนี้” เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแสดงถึงความใจดีดังขึ้นท่ามกลางคำสั่งอันดังก้อง แต่ก็ทำให้ผู้คุมกฎที่กำลังเกรี้ยวกราดต้องชะงักและเบนสายตาไปยังผู้มาใหม่ ปรากฏเป็นชายชราร่างท้วมในชุดสีขาวในมือด้านขวาถือนาฬิกาทราย ด้านซ้ายมีลูกโลกใบเล็กลอยอยู่กลางฝ่ามือ เขาหยุดยืนยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตรก่อนจะค้อมศีรษะทำความเคารพ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธของอีกฝ่ายตรงหน้าลดลง

 

“การที่เทพอย่างท่านจะมาอยู่ในที่อโคจรอย่างนรกภูมิแบบนี้ มันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติมิใช่รึ ถ้าที่นี่ไม่มีธุระของท่านก็จงกลับไปเสียเถิด ท่านเทพแห่งโชคชะตา”

“ธุระนั้นข้าย่อมมีอยู่แน่แท้ เพราะดูเหมือนคู่รักคู่หนึ่งจะถูกพลัดพรากด้วยความตายตั้งแต่ยังไม่พบหน้า เรื่องราวโชคชะตาความรักที่ข้ากับท่านกามเทพอุตส่าห์คิดว่าจะออกมาเหมือนซีรี่ส์เกาหลีมันเลยกลายเป็นหนังแอคชั่นไปเสียอย่างนั้น ในฐานะที่มีส่วนผิดที่ทำงานบกพร่องข้าเลยลองมาตรวจสอบดูเสียหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“.......แต่ข้าไม่มีเวลาว่างนั่งดูซีรี่ส์เหมือนท่านหรอกนะ ข้าต้องตามหายมทูตที่หลบหนีมาลงโทษ.....ขอตัว”

“ที่ท่านรีบร้อนขนาดนี้ เพราะยมทูตตนนั้นหนีจากที่คุมขัง หรือเพราะยมทูตตนนั้นคือ นัมอูฮยอน ที่ท่านแอบชิงชีวิตของเขามามอบให้กับลูกชายบนโลกมนุษย์ของท่านกันแน่ฮึ ......ท่านผู้คุมกฎ”

 

 

 

 

“.......ท่านเอาอะไรมาพูด ข้าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด” ถึงแม้จะปฏิเสธไปแบบนั้น แต่ใบหน้าถอดสีของอีกคนที่แสดงออกก็ชี้ให้เห็นถึงความลับที่ซ่อนอยู่ ชายชรายิ้มแย้มอย่างใจดีอีกครั้งก่อนจะเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

“เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ชะตาชีวิตลูกชายของท่านถึงฆาตตามเครื่องคำนวณเวลามิใช่รึ และท่านก็เป็นผู้ต้องไปรับดวงวิญญาณเขามาเองมิใช่รึ .....เหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์อีกเล่า”

 

พูดไม่ทันขาดคำ ลูกโลกกลมของชายชราก็ส่องแสงสว่างปรากฏเป็นภาพชายหนุ่มที่กำลังพูดคุยกับเพื่อนอย่างมีความสุข แต่ภาพดังกล่าวกลับทำให้ผู้คุมกฎที่ดุดันสง่างามในเวลาปกติกลับไร้เรี่ยวแรงยืนจนต้องทรุดเข่าลงตรงหน้า

 

“เมื่อเทียบระหว่างคนที่เกิดวัน เดือน ปี เวลาเดียวกัน ชีวิตของนัมอูฮยอนผู้เกเรดื้อรั้นเรียกร้องความสนใจย่อมดูไร้ค่ากว่าชีวิตลูกชายของท่านที่กำลังมีอนาคตไกลแท้ๆ แต่คนที่ต้องเสียชีวิตกลับเป็นลูกของท่าน เจ้าเครื่องคำนวณโชคชะตาโปเกของข้าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย...... เพราะท่านคิดแบบนั้นจึงลักลอบมาที่สวรรค์ และจัดการแอบสลับชะตาชีวิตของคนทั้งสองใช่ไหม”

“......”

“......แต่ตอนหลังท่านได้มารู้ว่า นัมอูฮยอนมีชะตาผูกพันกับคิมซองกยู ท่านจึงต้องแก้ปัญหาโดยลดอายุของคิมซองกยูให้สั้นลง  และระบุวันรับวิญญาณให้นัมอูฮยอนผิด เพื่อที่จะให้ทั้งสองได้พบกันตามที่ท่านกามเทพวางไว้จะได้ไม่มีอะไรเป็นพิรุธในบันทึกของท่านกามเทพ นอกจากนั้น ท่านยังสามารถกำจัดนัมอูฮยอนในรูปแบบของการลงโทษ เพราะศรของท่านกามเทพได้กำหนดชะตาความรักของทั้งสองเอาไว้แล้ว เพียงเท่านี้ความลับก็จะเป็นความลับตลอดไป......ถูกไหมท่านผู้คุมกฎ”

“......ท่านเอาความลับของข้ามาพูด ท่านต้องการอะไรกันแน่!!!!! ท่านบอกมาตามตรงเลยดีกว่า!!!!”

“.......ท่านผู้คุมกฎไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไมวิญญาณมนุษย์ธรรมดาถึงทลายน้ำแข็งที่กักขังยมทูตที่ถูกทำโทษไว้ได้”

“........”

“เพราะโชคชะตากำหนดไว้แล้วว่า ทั้งสองคนนั้นต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันนานกว่านี้..... และไม่มีใครฝืนโชคชะตาได้”

“......”

“……ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่มารับผิดชอบความผิดที่ละเลยหน้าที่ของข้า.....โดยการทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตา......แค่นั้นเอง”

 

-----------------------------------------------

"…"
ผมวิ่งมานานแค่ไหนไม่รู้ แต่พอชะลอฝีเท้าเหลือบมองรอบข้างให้ดีอีกครั้ง ทิวทัศน์ของหิมะรอบกายก็หายไป เหลือแต่เพียงแนวป่าสนสีดำมืดภายใต้ท้องฟ้าม่วงเข้มชวนอึดอัด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรไปทางไหนต่อในเมื่อตรงหน้าคือหุบเหวขนาดใหญ่ที่เบื้องล่างเป็นธารลาวาสายยาวไหลไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด ไอร้อนระอุของมันทำให้ผมต้องผงะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันหาที่พักพิงให้กับร่างที่อยู่ในอ้อมกอด ท่ามกลางความสับสนผมก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างที่กำลังหลับพิงไม้ใหญ่ ก้มลงมองจึงได้พบกับดวงตาคมที่คุ้นเคยกำลังจดจ้องผมอย่างอ่อนระโหย

 

"พี่…จ๋า…" ถึงแม้คำพูดจะบางเบายิ่งกว่าเสียงหวีดหวิวของสายลมรอบข้าง แต่มันกลับทำให้หัวใจผมพองโตอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ยินมานาน

 

"………ตื่นแล้วเหรอเจ้าตัวยุ่ง" ผมตอบเขาไปแบบโง่ๆ เพราะไม่รู้จะประมวลถ้อยคำอะไรในหัวออกมาให้ฟังดูดีที่สุด ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกตอนนี้เรียกว่าอะไร ไม่สนใจว่าทำไมอีกคนถึงตื่นขึ้นมา รู้แต่เพียงว่าผมตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ผมพยายามเก็บความรู้สึกที่ตีกันวุ่นวายภายในเอาไว้ก่อนจะมอบยิ้มที่คุ้นเคยกลับไปให้เขาเหมือนทุกครั้ง ตอนนี้ใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มดูสดใสขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมแต่มันก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้น ฝ่ามือเย็นนุ่มที่ผมคุ้นเคยยกขึ้นสัมผัสไล่ไปตามข้างแก้มพร้อมสายตาที่ตัวผมเองเข้าใจความหมายได้


"ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่.....พี่รีบกลับไปเลยนะ"

"ทำไมนายใจร้ายจัง นายลบความทรงจำของพี่ แล้วพอพี่จำนายได้ ก็มาไล่พี่อีก นายไม่รักพี่แล้วเหรอ"
"แต่พี่ก็ไม่ควรทำแบบนี้ พี่จะถูกลงโทษ พี่ควรจะกลับไป…ไปมีชีวิตใหม่"
"พี่อยากมีชีวิตใหม่กับนาย ถ้าไม่ได้…พี่ก็ไม่เอาหรอก"
"แต่เวลาของฉัน……จะหมดแล้ว"
"ทำไมล่ะ สีหน้านายดูดีขึ้นแล้วนี่ นายดู…เกิดอะไรขึ้น!!!!"

 

พูดไม่ทันขาดคำ นิ้วทั้งหน้าที่สัมผัสแก้มผมอย่างแผ่วเบาก็หลุดร่อนลงมาเหมือนผนังปูนที่แตกร้าว พวงแก้มของเขาก็เริ่มแตกเป็นรอยดำก่อนจะหลุดปลิวไปกับสายลมที่พัดผ่าน เมื่อก้มลงมองฝ่ามือตัวเอง ร่างกายของผมก็เริ่มหลุดร่อนในสภาพไม่ต่างกัน  ผมรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว รู้สึกได้ว่าวินาทีสุดท้ายของตนเองกำลังจะมาถึง แต่นั่นกลับทำให้ผมใช้เรี่ยวแรงที่เหลือโอบกอดอีกคนไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่นเข้าไปอีก

 

 “โลกแห่งนี้ไม่เหมือนโลกมนุษย์ของพี่จ๋า ทุกสิ่งเป็นแค่ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากเวทย์มนต์ ดังนั้นฉันที่ถูกยึดคืนเวทย์มนตร์......ร่างก็จะสลายไปในไม่ช้า”

“......”

“......แต่พี่ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ กลับไปมีชีวิตใหม่ตอนนี้ ก่อนที่ดวงวิญญาณจะสลาย.....เหมือนฉัน”

“......”

“เชื่อฉันเถอะนะ .........แล้วก็........มีชีวิตอยู่........แทนฉัน.......ด้วย”

 

 

 

 

“.....นายมัดมือชกพี่อีกแล้วนะเด็กดื้อ...... พี่ยังไม่ได้รับปากนายเลยสักนิด แบบนี้พี่ไม่ต้องทำก็ได้สิ จริงไหม”

ใช่ ผมยังไม่ทันได้รับปากเขาเลยสักนิด ร่างเล็กในอ้อมกอดผมก็หลับตาสนิทอีกครั้ง  ผมนั่งมองเขาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงฟูมฟาย ไม่มีแม้แต่คำพูดสักคำที่ผมจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้ และถึงจะเอื้อนเอ่ย ผมก็ไม่รู้จะพูดกับใคร สายตาของผมค่อยๆ มองตามชิ้นส่วนเล็กน้อยที่หลุดร่อนจากร่างกายของเขาช้าๆ ก่อนปลิวหายไปตามสายลมแรงที่พัดวนขึ้นไปเหนือยอดไม้สีดำ ก่อนจะกลับมามองเห็นตัวเองที่ค่อยๆ แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและล่องลอยไปตามลมเฉกเช่นเดียวกัน

 

.......วินาทีนั้น ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองแทบไม่เหลือกำลังแม้แต่จะยิ้มให้ร่างในอ้อมกอดที่คงเหลือเพียงใบหน้าที่หลับสนิทบนหน้าตักของผม......

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น......ผมก็พยายามใช้แรงทั้งหมดยิ้มให้เขา.....อีกครั้ง

 

 

เด็กน้อย นายยังไม่ได้ทำพรข้อที่สามให้พี่เลยนะ

 

 

......พรข้อที่สาม ที่บอกว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป......

 

 

 

แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะถ้าพี่กอดนายไว้แบบนี้......

 

 

เราก็จะทำให้พรข้อนี้เป็นจริงได้สักที

 

 

“.....อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ อูฮยอน.....”

 

Comment

Comment:

Tweet

TT หนูผ่านเข้ามาเจอ แชปแรกๆยังไม่อ่านเลย แต่พอจะเข้าใจเรื่องอยู่คือแบบ ใครให้พรากชีวิตน้องนัม????!!! โหห คือเขามีเนื้อคู่นะ TT พรากคู่รักออกจากกันมันบาปหนักมากกก อย่างน้อยก็ได้เจอกันแล้วถึงแม้จะแค่แปบเดียวก็ตาม สนุกมากเลยค่ะ

#1 By junism on 2012-09-11 14:56