[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 12)

posted on 06 Aug 2012 01:12 by myneird in INFINITEfic directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 12)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU


ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนงงกับสิ่งรอบตัว ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ผมมาอยู่ที่นี่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไร ในสมองของผมก็ยังคงว่างเปล่า ทิ้งไว้แต่เพียงอาการปวดหนึบที่ทำให้ผมไม่อาจจะยกหัวตัวเองขึ้นจากหมอนมามองดูความเป็นไปรอบข้าง แต่ถึงกระนั้นบรรยากาศรอบข้างก็พอจะบอกใบ้ผมได้ว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ความเย็นของขอบเตียงโลหะ หรือสัมผัสจากผ้าปูเตียงสะอาดที่ผมไม่คุ้นเคย

 

เสียงทำงานของฮิตเตอร์เก่าดังอื้ออึงอยู่ในห้องพักดังชัดเจนจนผมมั่นใจกับตัวเองว่าไม่ได้อยู่ในความฝัน แต่บรรยากาศบางอย่างรอบตัวก็หน่วงหนักเหมือนผมยังไม่ตื่น ผมค่อยพยุงตัวเองขึ้นช้าๆ ก่อนห้อยขาลงมาที่ขอบเตียงเพื่อสำรวจโดยรอบ …ที่นี่คือโรงพยาบาลจริงๆอย่างที่ผมคิด แต่สาเหตุที่ผมมาที่นี่ยังคงเป็นปริศนา เหตุการณ์ที่ตกค้างในความทรงจำถูกผมเค้นออกมาเพื่อตอบตัวเองอีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็หยุดลงพร้อมอาการปวดหัวตึ้บเมื่อนึกถึงความทรงจำสุดท้าย

 

…ใช่ ผมอยู่ในห้อง ดื่มกาแฟ และล้มลงไป แล้วจากนั้นมันยังไงต่อล่ะ

 

"ตื่นแล้วเหรอพี่ซองกยู" เด็กหนุ่มหน้าหวานผมปาดที่คุ้นเคยปรากฎตัวต่อหน้าผม ซึ่งมันทำให้ผมแปลกใจค่อนข้างมากในเมื่อผมกับเขาควรจะอยู่กันคนละสถานที่ คนละจังหวัดเสียด้วยซ้ำ

 

"เอ่อ ซองจง นายมาที่โซลตั้ งแต่เมื่อไหร่"
"พี่พูดอะไรของพี่ ฉันต่างหากที่ต้องถามพี่ว่ากลับมาบ้านเกิดทำไม แล้วไปทำอีท่าไหนถึงไปนอนเล่นกินลมกลางป่าแบบนั้น"

 

ใบหน้าสวยคมถามพร้อมเสียงหัวเราะร่วน ผมจึงได้แต่แก้เก้อตัวเองโดยการสำรวจบรรยากาศโดยรอบอีกครั้ง ใช่ ถึงจะเริ่มมีตึกรามบ้านช่องแสดงถึงอิทธิพลของเมืองที่เข้ามา แต่ผมก็ไม่อาจปฏิเสธว่าบริเวณที่คุ้นเคยนี้ไม่ใช่บ้านเกิดของผม

 

"พี่มาที่นี่ได้ยังไง"
"อ้าว พี่มาของพี่เองทำไมไม่รู้ล่ะ เมื่อสองเดือนก่อนพี่ยังโทรหาฉันดึกดื่นให้ช่วยหาโรงแรมให้อยู่เลย บอกกำลังหนีตำรวจมาจากโซลเพราะบ่อนที่ทำงานถูกตำรวจทลาย จากนั้นพี่ก็หายหัวไปจนฉันมาเจอข่าวพี่ถูกจับในทีวีก็เลยมาเยี่ยมนี่แหละ"

 

ร่างบางพูดพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเล็กน้อยปล่อยให้ผมนิ่งคิดทบทวนอะไรบางอย่าง …ถูกจับเหรอ ก็น่าจะอย่างนั้น เพราะชายวัยกลางคนหน้าเข้มที่เข้ามาด้วยกันกับซองจงจ้องมองผมแบบไม่เป็นมิตรเท่าไร คิดว่าคงเป็นหนึ่งในตำรวจในเครื่องแบบที่รับหน้าที่มาควบคุมสังเกตพฤติกรรมอันน่าสงสัยของผม ผมมองไปรอบตัว พลางพยายามนึกเหตุการณ์การที่เกิดขึ้น ภาพของผมที่นั่งรถไฟมาที่นี่ รวมทั้งเหตุการณ์ที่ผมไปพบความลับบางอย่างของแกงค์ก็เริ่มชัดเจนขึ้นในหัว ใช่ หัวหน้าของผมสั่งให้ผมมาตามหาเฮโรอีนกองโตที่แกงค์ซุกซ่อนเอาไว้ และพยายามทำให้มันกลายเป็นความลับต่อไปเพื่อไม่ให้ตำรวจสาวถึงคดีอื่นๆ ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันหนี ผมจึงต้องระเห็จมาเพียงลำพังที่นี่

 

ตามลำพัง…อย่างนั้นเหรอ

 

ทั้งๆที่ความทรงจำในหัวปรากฎเป็นภาพชัดเจนจนเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่อะไรบางอย่างในตัวผมก็ประท้วงว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ เป็นความรู้สึกเหมือนเวลาดูหนังที่ต่อให้สมจริงแค่ไหน เราก็รู้ว่าเหตุการณ์บนหน้าจอไม่มีจริง อย่างน้อยผมก็รู้สึกเหมือนเหตุการณ์อะไรบางอย่างมันขาดช่วง หรือมีบางสิ่งที่ควรจะอยู่ที่นั่นแต่กลับหายไปจากหน้าจอภาพยนตร์นั้น

 

…ถ้าอย่างนั้นความจริงคืออะไร แล้วเหตุการณ์ไหนกันที่หายไป ผมถามตัวเองอีกครั้งแต่ก็ตอบอย่างชัดเจนไม่ได้เพราะอาการปวดหัวที่กลับมาอีกครั้งทุกทีที่ผมพยายามคิดถึงมัน หรืออาจจะเป็นเพราะผมหัวฟาดพื้นลงไป ร่างกายเลยยังไม่เข้าที่ก็ไม่รู้

 

เดี๋ยวก่อน…ไม่ใช่นี่ ผมไม่ได้หัวฟาดพี้น แต่หลับอยู่บนตักของใครบางคนที่ผมคุ้นเคย ฝ่ามือที่เย็นเยือกหากแต่นุ่มละมุนสัมผัสข้างแก้มอย่างแผ่วเบาเหมือนจงใจกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทรา ตอนนี้สีหน้าผมคงดูแย่มากทำเอาซองจงที่มาเยี่ยมถามผมด้วยความเป็นห่วง

 

“.....พี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

"ไม่ ไม่ ซองจง พี่ขอจับมือนายหน่อยได้ไหม"
"หา!!!!!!! ทำไมล่ะ?"
"…พี่แค่…อยากรู้อะไรบางอย่าง"

 

ร่างบางมองผมอย่างหวาดระแวงทั้งผมที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ทั้งสายตาตำรวจนอกเครื่องแบบที่เริ่มจับสังเกตอะไรบางอย่าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ ในเมื่อผมที่หายไปนานตอนนี้อยู่ในสภาพของสมาชิกแกงค์มาเฟียที่ถูกจับ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าของเขาในการตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมด

 

"ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างจริงๆ ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก" ผมยิ้มให้เขาอีกครั้งเพื่อให้เขารู้สึกอุ่นใจ ซองจงลังเลเล็กน้อยแต่มือบางขาวก็ยืนมาตรงหน้าผม ทันทีที่ฝ่ามือหนากร้านของผมสัมผัสกับอีกฝ่าย ความรู้สึกทั้งหมดก็ถูกยืนยันในทันทีว่าเขาไม่ใช่เจ้าของมือนุ่มเย็นในวันนั้น

 

"แค่นี้แหละ ขอบใจนะ" 
"… พี่รู้อะไรเหรอ"
"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก"

 

ผมผละฝ่ามือบาปของตนเองออกจากสัมผัสอันบริสุทธิ์ของเขา อันที่จริงผมก็รูัแต่แรกว่าซองจงไม่ใช่ในเมื่อเขาก็พูดเองว่าเพิ่งมาเจอผมวันนี้ ขณะที่ผมเองก็นึกไม่ออกว่าคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิตเช่นผมจะมีใครที่หยิบยื่นสัมผัสแห่งความสุขนั้นมาให้อีกครั้ง ถ้าอย่างนั้นแล้วสัมผัสอันนุ่มเย็นหากแต่ก็อบอุ่นเช่นนี้หายไปไหนกัน เจ้าของฝ่ามือปริศนาในฝันนั้นอยู่ที่ไหน แล้วทำไมภายในของผมที่น่าจะเคยชินกับการอยู่คนเดียวลำพังถึงได้ร่ำหาสัมผัสเพียงชั่ววูบในฝันขนาดนี้

 

"พี่ซองกยู พี่เป็นอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรหรอกซองจง"
"แต่พี่ร้องไห้………………………"

“.....................พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

ใช่ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าจะหาเขาเจอได้ที่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าทำไมผมจึงคิดถึงเขาขนาดนี้

.....คิดถึงจนหัวใจของผมรู้สึกเหน็บหนาวและว่างเปล่าเหลือเกิน.....

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------


หนึ่งสัปดาห์ที่ผมทำได้เพียงนั่งมองหิมะโปรยปรายด้านนอกหน้าต่างโรงพยาบาลผ่านไปอย่างเนิบช้าภายในห้องนอนรวมขนาดเล็กที่มีแค่ผมซึ่งถูกกักบริเวณอยู่เพียงลำพัง นอกจากเจ้าหน้าที่ที่มาทำหน้าที่เป็นประจำที่แทบจะพูดนับคำได้กับซองจงที่มาเฉพาะวันที่ไม่มีธุระแล้ว ก็ไม่มีใครมาเยี่ยมหรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับผม จะมีก็แต่การสอบสวนที่ผมเองก็บอกรายละเอียดเท่าที่ตัวเองรู้ไปทั้งหมด เอาเถอะ ให้ความร่วมมือเสียหน่อย อย่างน้อยก็คงไม่โดนโทษหนักนักเพราะผมก็เป็นแค่ลูกน้องชั้นต่ำไม่ได้ไปมีส่วนได้เสียกับเขามากมาย แถมในคุกยังมีข้าวมีน้ำให้กินประทังชีวิตถึงมันจะไม่อร่อยเท่าที่เคยกินก็เถอะ

 

.....มีลมหายใจเหลือเอาไว้ก็คงจะดีกว่าไม่มีอะไรเหลือเลย.....

 

ใช่ ตอนนี้ผมเหลือแค่ลมหายใจอย่างสมบูรณ์แบบ ลมหายใจที่ทิ้งขว้างมันไปในอากาศรอการจบชีวิตที่น่าสมเพชซึ่งอาจจะเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงตกค้างในจิตใจของผมก็คือภาพความทรงจำที่แทรกเข้ามาเหมือนผมเหม่อลอยทุกครั้ง มันเป็นเหมือนเศษความทรงจำที่ผมพยายามเท่าไรก็นึกเหตุการณ์เต็มได้ไม่ออก แต่พอเลิกคิดถึงก็จะกลับมาวนเวียนจนถึงขนาดกลายความฝัน .....ความฝันอันแสนหวานที่ทำเอาผมไม่อยากลืมตาตื่น.....

 

แกรกๆๆๆ

 

เสียงลูกล้อของรถเข็นที่ดังกระทบพื้นดังขึ้นระหว่างที่ผมอยู่ในห้วงความคิด ในตอนแรกผมสนใจมันสักเท่าไรเพราะคิดว่าเป็นรถเข็นถาดอาหารเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาทุกครั้ง แต่เสียงปืนที่ดังขึ้นก็ทำให้ผมต้องหันหลังกลับไปมอง ชายวัยกลางคนเจ้าของใบหน้าที่ผมคุ้นเคยในชุดนางพยาบาลพร้อมปืนควันกรุ่นในมือเข้ามาประชิดตัวผมก่อนคว้าตัววิ่งไปด้วยกัน ผู้คนตามสองข้างทางที่ผ่านต่างแตกตื่นวุ่นวายเสียงดังแต่เราก็ไม่มีเวลามากพอที่จะให้ความสนใจกับมัน ทั้งผมและเขาต่างจ้ำอ้าวออกมาอย่างไม่คิดชีวิตก่อนหลบออกทางด้านหลังของโรงพยาบาลอย่างเฉียดฉิวขณะที่กองกำลังตำรวจยังตามอย่างไม่ลดละ

 

“แหม ลูกพี่ พอเลิกเป็นหัวหน้าบ่อนก็มาทำตัวกุ๊กกิ๊กใส่ชุดพยาบาลนะ” ผมแซวคนคุ้นเคยทันทีที่รถของเราออกถนนใหญ่ ก่อนจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายให้มาเพื่อไม่ให้ชุดคนไข้เป็นที่สะดุดตานัก ชายวัยกลางคนยิ้มหนวดกระตุกก่อนถวายมะเหงกให้ผมหนึ่งครั้งอย่างที่ชอบทำ .....ใช่ เขาคือเจ้านายเก่าที่บ่อนของผมนั่นเอง

 

“พูดมากนะเอ็ง เดี๋ยวก็ไล่ลงจากรถให้ตำรวจลากเข้าตารางเลยนี่” ถึงแม้จะถูกแซวแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามประสาเหมือนเก่าทำเอาผมรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก พูดตามตรง ตอนแรกผมคิดว่าทุกคนจะกระจัดกระจายหนีหายจากเหตุการณ์นั้นจนไม่ได้เจอกันอีก ดังนั้นถึงแม้ผมจะเจอเจ้านายเก่าในสภาพสะบักสะบอมนิดหน่อย แถมยังมองอนาคตอะไรไม่ออก แต่มันก็คงจะดีกว่าไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยตลอดชีวิต

 

“แล้วนี่พี่รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่”

“ก็เด็กในแกงค์ใหม่ที่ฉันอยู่มันสืบมาให้นะสิ ตอนนี้ฉันไปอยู่กับแกงค์เสือขาวแล้วนะ”

“แกงค์เสือขาวเหรอ?”

“ใช่ เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ที่นี่หน่ะ นายก็รู้ใช่ไหมล่ะว่า แกงค์เก่าเราถูกตำรวจทลาย ตอนนี้เครือข่ายที่มีก็กระจัดกระจายกันไปหมด เขตอิทธิพลของเราแถวนี้ก็เลยว่างลง ......ก็อย่างว่าแหละ พอแกงค์เก่าถูกทลาย ก็มีแกงค์ใหม่เกิดขึ้นมา ไอ้เราเองจะไปจงรักภักดีกับใครตลอดไปมันก็อยู่ยาก จริงไหม”

 

ผมพยักหน้ารับรู้เล็กน้อย ก่อนจะรับบุหรี่ในซองที่อีกฝ่ายยืนมาให้จุดสูบ ถึงแม้กลิ่นมิ้นต์ที่แทรกเข้ามาในลำคอจะทำให้ผมรู้สึกแหยงนิดหน่อย แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้ร่างกายที่อดอยากนิโคตินมานานเป็นสัปดาห์ว่างเปล่า ควันบุหรี่ล่องลอยทอดยาวออกไปตามช่องแคบของกระจกรถที่เปิดแง้มเล็กน้อย ขณะที่บทสนทนาระหว่างผมและเจ้านายเก่าถูกขุดมาเรื่อยๆ

 

“แล้วทำไมจู่ๆ แกงค์พี่ถึงอยากสืบประวัติผมขึ้นมาล่ะ”

“ฉันแนะนำเขาเองแหละ อย่างที่บอก แกงค์นี้เป็นแกงค์ตั้งขึ้นมาใหม่ เขาก็เลยต้องการลูกน้องเพิ่มหน่ะ ไอ้เราจะไปหาเด็กใหม่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ไว้ใจฝีมือกันไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

“.....อ๋อ ก็เลยมาช่วยฉันแหกคุกจะได้เป็นบุญคุณกันว่างั้น”

“......อย่าพูดแบบนั้นเลยน่า ตัวนายเองก็ไม่มีที่ไปไม่ใช่หรือไง ฝ่ายหนึ่งต้องการคน อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ถ้าจับมือร่วมกันแล้วมันไม่ดีตรงไหน”

 

ผมอัดมวนบุหรี่ตัวเดิมเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะปล่อยมันออกมาตามสายลมอย่างครุ่นคิด ก็จริงของเขา ตัวผมเองไม่มีที่ไปจริงๆ แถมหนีออกมาแบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดเรื่องอาหารการกินหรือที่อยู่อาศัย อาจจะอยู่ได้ไม่ถึงข้ามคืนด้วยซ้ำ นี่คงเป็นทางเลือกทางเดียวของผมแล้วล่ะ หึ..... สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกลับมาวงจรเดิมอีกสินะ น่าสมเพชจริงๆ

 

 

......ทำไมพี่ไม่คิดซะว่ามันเป็นโอกาสดีที่พี่จะได้เลิกอาชีพพวกนี้...... 

 

จู่ๆ คำพูดที่ผมเคยฟังจากที่ไหนสักแห่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เสียงหวานๆ ที่ผมคุ้นเคยแต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าได้ยินจากไหน แต่มันก็ทำให้ผมฉุดคิดอะไรบางอย่าง ใช่ ผมไม่ได้อยากทำมันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยคิดจะหยุดจริงจังจนกระทั่งได้คำพูดคำนั้น

 

.....หรือพูดให้ถูก อาจจะเป็นเพราะคนๆ นั้นที่ผมนึกไม่ออกมากกว่าก็ได้......

 

“เฮ้ย แก..... นั่งเหม่อเป็นพระเอกอยู่ได้ ถึงแล้ว ลงเร็ว”

 

ชายคนเดิมฟาดตุบเข้าที่ไหล่ผมอย่างแรงเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถเดินไปโดยไม่รีรอเท่าไร ด้านหน้าผมเป็นโกดังร้างขนาดใหญ่ที่ดูไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ความประหลาดใจทำให้ผมหันมองสำรวจโดยรอบก่อนจะพบว่าตัวเองถูกหัวหน้าเก่าทิ้งไว้เพียงลำพัง จึงเริ่มกระวนกระวายมองหาคนคุ้นเคยก่อนจะก้าวขาออกตามหาอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่จะไปไหนไกลผมก็รู้สึกได้ถึงของแข็งที่ฟาดเข้ามาที่ท้ายทอยของตัวเองอย่างเต็มแรง ขณะที่เสียงสั่นเทาของคนที่ผมคลาดสายตาไปเมื่อสักครู่ก็พึมพำอะไรบางอย่าง

 

“.......ขอโทษแกจริงๆ นะซองกยู แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ลูกสาวฉันต้องตายแน่ๆ เลยว่ะ”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ถ้าคุณยังจำได้ ผมเคยถามคุณไว้ใช่ไหมว่า อะไรบนโลกนี้ที่เจ็บปวดที่สุด? ตลกที่สุด? งดงามที่สุดในโลก? ถึงผมจะไม่เฉลยคุณก็คงจะพอเดาออกว่ามันคือความรักที่ทำให้คนพร้อมจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์หรือทำลายอะไรก็ตามได้อย่างราบคาบทุกอย่าง ผมเคยเจ็บปวดกับความรักที่ไม่ได้รับจากพ่อแม่ ตลกตัวเองที่ไขว่คว้าหาสัมผัสที่เลือนรางเหมือนอยู่แค่ในฝัน และตอนนี้ผมก็กำลังเห็นภาพความงดงามของความรักที่ผู้เป็นพ่อสวมกอดลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งถูกปล่อยตัวจากการถูกจับเป็นตัวประกัน

 

.....โดยที่มีคนไร้ค่าเกินกว่าจะรักอย่างผมถูกมัดแน่นบนเก้าอี้ในสภาพสะบักสะบอมแทน.....

 

“นายจะไม่บอกจริงๆ เหรอว่า นายรู้เรื่องเด็กคนนั้นได้ยังไง” ชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยอีกคนจ้องมองมาที่ผมก่อนจะหัวเราะอย่างเย็นชาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ผู้บังคับการตำรวจภูมิภาคที่รับผิดชอบคดีของคุณลุงในโรงแรมที่ผมพักอยู่ตลอด 1 เดือนคนนี้ .......ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่า ปาร์คฮยองแจ หัวหน้าอินทรีย์ปีกซ้ายคนนี้ซ้อมผมเพื่อสอบถามถึงสถานที่ที่ผมฝังกระเป๋าบรรจุเฮโรอีนใบนั้น ผมพอจะรู้ว่า การที่เจ้านายของผม “อินทรีย์ปีกขวา” ต้องให้ผมซ่อนเฮโรอีนเจ้าปัญหาก็เพื่อที่จะได้มีเครื่องต่อรองจากคดีเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่ทำร่วมกันมาทั้งหมด

 

.....แต่ดูเหมือนเจ้านายผมจะคำนวณผิดนิดหน่อย.....

 

“ฉันไม่สนใจของในกระเป๋านั่นหรอก เฮโรอีนนี่ฉันจะเอาไปปล่อยให้ใครที่ไหนก็ได้ตราบใดที่เขตนี้ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของฉัน .....ฉันสนใจแค่เอกสารในกระเป๋าว่ามัน...... ถูกทำลายไปจริงๆ หรือเปล่าเท่านั้นแหละ” เขาเฉลยให้ผมฟังเสียงนิ่งก่อนที่จะจุดไฟแช็คเผาเอกสารเหล่านั้นให้เป็นเถ้าถ่านทั้งหมด ใช่ นั่นคือสิ่งเดียวที่เขากังวล กลัวว่าเอกสารหลักฐานว่าเขาเคยมีความสัมพันธ์กับ นัมฮเยอึน จนถึงขั้นมีลูกชายจะถูกเปิดเผยจนต้องรื้อฟื้นเรื่องราวเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แถมเรื่องฉ้อโกงอื่นๆ จะโผล่ขึ้นมาอีก

 

“ฉันเลี้ยงมันมาเพราะหวังว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากแม่มันได้บ้าง ไหนๆ ก็อุตส่าห์แต่งกับตระกูลใหญ่ขนาดนั้นแล้ว แต่ไปๆ มาๆ ดันมาตายก่อนซะนี่ กลายเป็นฉันที่ถูกผูกมัดซะเอง เพราะไอ้แก่นั่นคนเดียว ถ้ามันไม่ใช่ให้แกมารื้อข้าวของที่มีเกี่ยวกับนัมอูฮยอนพวกนี้ เรื่องมันก็คงไม่ยืดเยื้อถึงขนาดที่ฉันต้องฆ่าคนของฉันเองหรอก”

 

.....อูฮยอนรึ..... ทั้งที่ร่างกายอิดโรยจนแทบไม่ได้สติ แต่อยู่ดีๆ ก็กลับมาสะดุดหูเพราะชื่อดังกล่าว เอาอีกแล้ว ความรู้สึกที่ดูเหมือนคุ้นเคยแต่ทำอย่างไรก็นึกไม่ออก บางทีผมอาจจะรู้จักคนชื่อ อูฮยอน จากที่ไหนสักแห่ง เขาอาจจะเป็นเจ้าของมือนุ่มเย็นที่ผมสัมผัส ใช่ บางทีผมอาจจะต้องนึกให้ออกเพื่อเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นความทรงจำเกี่ยวกับคนที่น่าจะชื่ออูฮยอนในสมองของผมก็กระจัดกระจายเหมือนรูปที่ฉีกขาดจนยากจะปะติดปะต่อเป็นข้อมูลที่อีกฝ่ายที่กำลังเอาปืนจ่อผมจะยอมเชื่อได้

 

“มีคนบอกแกเรื่องนี้ใช่ไหม” ดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนใจมาพยายามตะล่อมให้ผมค่อยๆ คายความจริงออก แต่ผมที่กำลังมึนงงก็ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ

“......ไม่มี”

“โกหก!!!!! ถ้าไม่มีใครบอกแกจะรู้ได้ยังไงว่าลุงที่โรงแรมนั่นเกี่ยวข้องเรื่องนี้ แล้วแกจะเอาอะไรมาคิดที่ใช้ชื่ออูฮยอนจองตัวรถไฟมาที่นี่ ......แกอาจจะรู้เรื่องคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในโรงแรมแล้วมาปะติดปะต่อเองได้ แต่ชื่อของนัมอูฮยอนแกไม่มีทางรู้แน่นอน” สันปืนตบเข้ามาอย่างแรงที่กกหูจนผมมึนไปหมด ตอนนี้ผมรู้สึกแค่อยากให้เรื่องนี้มันจบๆ ลงไปเสียทีเพราะผมเองก็ไม่มีอะไรจะบอกเขาอีก

 

.....จะมีได้ยังไง ในเมื่อเรื่องของผมเอง ผมก็ยังร้อยเรียงผิดๆ ถูกๆ อยู่เลย......

 

นัมอูฮยอน...... ใครนะ นัมอูฮยอน ชื่อนี้คุ้นหูจัง

 

“......เจ้านายครับ เราสืบมาได้แล้วครับว่าเขาไปเอาข้อมูลมาจากไหน” ชายหนุ่มแปลกหน้าวิ่งเข้ามาขัดจังหวะ “การไต่สวน” ระหว่างเขากับผม ซึ่งเขาก็ลากตัวใครบางคนที่ทำให้ผมซึ่งกำลังสะบักสะบอมเพราะอาการบาดเจ็บต้องลืมตาโพลงขึ้นมาอีกครั้ง

 

“เด็กคนนี้เรียนโรงเรียนเดียวกับอูฮยอน และเป็นน้องที่สนิทกับซองกยูด้วย เป็นไปได้ที่เขาจะบอกเรื่องอูฮยอนให้ซองกยูครับ”

“ซองจง!!!!!”

“อา ดูเหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเมื่อสักครู่เริ่มจะรู้ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ” ชายวัยกลางยิ้มกริ่มให้ผม แต่เปลี่ยนเป้าหมายของปากกระบอกปืนจากผมไปเป็นเหยื่อผู้มาใหม่ที่กำลังสั่นเทาแทน

“.......แต่มันคงสายไปแล้วล่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นกึกก้องไปทั่วโกดังร้างว่างเปล่า ขณะที่ไกปืนถูกเหนี่ยวเตรียมพร้อมเพื่อจะเอาชีวิตของอีกฝ่าย น้ำตามากมายไหลพรั่งพรูอาบสองแก้มด้วยความกลัวอย่างถึงที่สุดก่อนเสียงปืนที่ดังสนั่นจะหยุดทุกความเคลื่อนไหวให้ชะงักไปในเสี้ยวนาทีนั้น

 

เปรี้ยง!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

ผมยกมือขึ้นสัมผัสทั่วอกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกชาด้าน เลือดสีแดงสดล้นทะลักออกมาเต็มเกลื่อนพื้นส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปหมด หันไปด้านข้าง น้องชายคนเดียวของผมมีสีหน้าแตกตื่นเมื่อเห็นสภาพผมที่ล้มทั้งยืนลงตรงหน้า เสียงหวอรถตำรวจที่ตามมาจับผมดูเหมือนจะทำให้แผนที่อีกฝ่ายวางไว้พังไม่เป็นท่าจนต้องเป็นฝ่ายหนีไปเองเสียด้วย

 

ถึงจะเหลือเพียงแต่ผมที่ยังคงนอนจมกองเลือดสีแดงสดเพียงลำพัง แต่อย่างน้อยความพยายามแก้มัดก่อนหน้านี้ก็ทำให้อะไรๆ มันดีขึ้น ......และก็ไม่มีใครต้องมาตายแทนผมด้วย.....

 

“พี่ซองกยู...... พี่ซองกยู” เสียงของซองจงที่เรียกชื่อผมทั้งน้ำตาฟังดูแผ่วเบาลงไปทุกที ขณะที่ภาพตรงหน้าของผมก็เริ่มขาวโพลนไปหมด แต่กลับมีเสียงหนึ่งที่กลับเข้ามาแทนที่ในความทรงจำอันแสนหวาน เสียงในความทรงจำที่พร่ำเรียกผมพร้อมหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานและทำให้ผมยิ้มไปได้ทั้งวัน

 

“......พี่จ๋า พี่ซองกยู......”

 

เฮ้อ ผมนี่แย่จริงๆ ทำไมผมถึงนึกไม่ออกได้ตั้งนานนะ ผมรู้จักนัมอูฮยอนดีเลยล่ะ แต่ผมไม่ได้เรียกเขาแบบนี้นี่

 

......ผมเรียกเขาว่าอะไรนะ.....

 

ใช่ .....เด็กน้อย......

 

“เด็กน้อยของพี่”

 

 

 

 

 

 

“ขอโทษนะ แต่ฉันว่านายเรียกผิดคนแล้วล่ะ” ชายหนุ่มสูงโปร่งเจ้าของนัยน์ตาคมผมสีน้ำตาลอ่อนในชุดดำเข้มจ้องมองเขม็งมาที่ผมพร้อมกับสมุดสีดำเล่มหนา ถึงแม้ภาพที่เห็นจะคุ้นตาเหมือนเคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกว่าคนในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เขา แต่ถึงกระนั้นรัศมีที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ก็บ่งบอกชัดเจนว่าผมไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ตรงหน้าอีก

“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ถึงเวลาจริงๆ ของนายแล้ว ไปกันเถอะ”

 

Comment

Comment:

Tweet

ฮือ น้ำตาซึมแล้วอ่ะ TT TT
อะไรจะรันทดถึงเพียงนี้
ความจำเสื่อม โดนตำรวจจับ โดนหลอกมา พอจำได้ก็ดันตายซะงั้น OTL

สงสารเพ่กิวสุดไตมาก *กัดผ้าเช็ดหน้าลายดอก*
แต่ว่าถ้าตายก็จะได้เจอกับนัมน้อยใช่มั้ย TTT TTT
ถึงนัมน้อยจะไม่ใช่คนมารับวิญญาณแต่ก็จะได้เจอเนาะ
เพี้ยงง ฮรึก T^T

#1 By memo on 2013-01-23 15:15