[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 11)

posted on 06 Jul 2012 14:58 by myneird in INFINITEfic directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 11)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

“นี่มันโรงละครที่ฉันเคยมานี่.....”

 

ยมทูตตัวเล็กวิ่งปรู๊ดออกไปตามทางเดินด้านหน้าทันทีที่ออกจากช่องลัดขนาดใหญ่ได้ พลางส่องไฟฉายสำรวจโดยรอบ ผมปัดฝุ่นรอบตัวเล็กน้อยอย่างสบายใจเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณดังกล่าว ถึงแม้จะเสียเวลาเล็กน้อยไปกับการปีนกลับไปรับเขาจากอีกด้านหนึ่งแต่มันก็คุ้มค่าพอที่จะให้เขาเห็นอะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง เพราะผมมั่นใจแล้วว่าเราไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปทางเก่าอีกต่อไป ในเมื่อหลังบานประตูสังกะสีขนาดเล็กที่ถูกกั้นด้วยม่านหนาสีแดงสดกลับปรากฏเป็นระเบียงด้านข้างในตัวโรงละครซึ่งเป็นทางเดินโล่งทอดยาวไปยังบริเวณที่น่าจะถูกจัดสรรไว้สำหรับเจ้าหน้าที่จัดการงานเบื้องหลังต่างๆ ทุกอย่าง ฉากต่างๆ บนเวทีที่มีซากปรักหักพังค้างอยู่ประปรายทำให้เรารู้ได้ว่าละครเพิ่งเล่นเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่บริเวณชั้นลอยที่เรายืนอยู่กลับเต็มไปด้วยฝุ่นคละคลุ้งระคายจมูก

 

"…เคยมาที่นี่?" ทวนคำอีกครั้งเพื่อสอบถามเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งยมทูตเจ้าปัญหาที่กำลังสาดไฟฉายไปมาอย่างตื่นเต้นข้างๆ ผมก็เปิดปาก

"ใช่ ฉันเคยมาสมัครเล่นละครเวที แต่เหมือนจะออดิชั่นไม่ผ่านนะ จากนั้นก็ อ่ะ โอ้ะ โอ๊ย…"

 

"อูฮยอน!!!!!!"

 

แล้วจู่ๆ คนที่กระโดดโลดเต้นเพราะเจอสถานที่ที่คุ้นเคยเมื่อครู่ก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างใต้พื้นพรมด้านล่าง ความมืดสลัวภายในโรงละครทำให้ยมฑูตซุ่มซ่ามอยู่แล้วมองไม่เห็นรอยนูนใต้พรมสีน้ำเงินเข้มจนสะดุดล้มกองไปนั่งจุมปุ๊ก แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็แค่นั่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามายิ้มแป้นแล้นแล้วกุลีกุจอลุกขึ้นอีกครั้ง

"แหะๆ ดีนะไม่มีคนอื่นอยู่ โอ้ย" ทำสีหน้าเจื่อนเล็กน้อยแต่ก็ต้องชะงักเมื่อผมคว้าแขนข้างซ้ายของเขาขึ้นมากะทันหัน เพราะแสงไฟฉายที่สาดส่องท่อนแขนขาวจนเห็นของเหลวที่ไหลออกมาสีแดงฉาน

 

 

 

"ทำไม…นาย…มีเลือด"

 

น้ำเสียงตะกุกตะกักมาจากลำคอที่แห้งผากของผม ความกังวลอย่างประหลาดชัดถาโถมเข้ามาจนจุกหัวใจอย่างประหลาดจนกลายเป็นแววตาที่พยายามค้นหาคำตอบ คนถูกเค้นชะงักกับรอยแผลของตัวเองไปเล็กน้อยก่อนจะรีบเก็บสีหน้าปั้นยากผ่านรอยยิ้มแหย๋ แถมเอาผ้าเช็ดหน้าที่ใช้กันฝุ่นมาเช็คของเหลวอุ่นที่ไหลออกมาอย่างรีบร้อน


"เออะ ช่างมันเถอะพี่ ถลอกนิดหน่อยเอง”

 

“.....มันไม่เป็นไรแน่ๆ นะอูฮยอน” ผมประคองแขนของเขาออกอย่างเบามือ แต่ยังคงเค้นเสียงดูอีกครั้งอย่างคาดคั้นเพราะจู่ๆ คำเตือนประหลาดที่เขาเคยบอกผมมันก็ผุดขึ้นมาในหัว

 

“.....”

 

“......มันเกี่ยวกับวิญญาณของพี่ใช่ไหมอูฮยอน?”

 

“มะ ไม่.....ไม่เกี่ยวหรอก”

 

“แต่เมื่อกี้นายถอดสีหน้า.....ไม่ได้จะโกหกฉันอยู่ใช่ไหม?”

 

“ปะ เปล่านะ ฉันก็แค่แปลกใจ จริงๆ อาจจะเป็นเพราะฉันอยู่กับมนุษย์มากไปเท่านั้นแหละ อย่างมากก็พลังเสื่อมลงไปนิดหน่อยไม่ได้ซีเรียสอะไรหรอก ไว้หาหลักฐานเสร็จแล้วฉันจะอธิบายให้ฟังทุกเรื่องเลย นะ นะ ปล่อยก่อนนะ”

 

“จริงนะ.....”

 

“.......” เมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนที่ยังไม่ต้องการให้เค้นเอาคำตอบมาพร้อมกับจังหวะพยักหน้ารัวเร็ว ผมก็ถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจก่อนจะหนีบไฟฉายไว้ที่บ่าแล้วลงมือพันแผลให้กับเจ้าจอมยุ่งที่ทำผ้าร่วงซ้ายร่วงขวามาเป็นเวลานาน...... เจ้าตัวกลับมายิ้มเจื่อนอีกครั้งก่อนจะส่องไปรอบๆ หาต้นตอที่ทำให้ตัวเองสะดุดล้ม ก่อนจะถลกพรมผืนหนาด้วยความอยากรู้ทำเอาฝุ่นตลบอบอวลไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็คุ้มค่าเมื่อเราพบกับบานประตูปริศนาที่ลงกลอนไว้อย่างหนาแน่น

 

“นี่บานประตูไปไหนอีกอ่ะ”

 

“ไม่น่าจะไปไหนแล้วมั้ง น่าจะเป็นที่ใส่อะไรมากกว่า”

 

“หรือว่า.......”

 

ไม่รอช้า ผมคว้าเอาลวดเส้นเล็กที่สะเดาะกลอนห้องเมื่อสักครู่ขึ้นมาก่อนจะไขแม่กุญแจตัวใหญ่อยู่สักพัก ไม่นานนัก แม่กุญแจดอกเก่าขึ้นสนิมก็หลุดออกอย่างง่ายดาย ภาบานพับไม้เก่าที่แต่เดิมเรียบเนียนกลมกลืนกับพื้นถูกยกขึ้นเผยให้เห็นกระเป๋าหนังใบใหญ่สีดำด้านล่าง ผมปลายซิปของมันด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างบรรจงเพื่อกันรอยนิ้วมือ ก่อนรูดเปิดออกอย่างยากลำบากเนื่องจากความฝืดของคราบสนิมที่เกาะอยู่ ภายในกระเป๋ามีกระดาษแผ่นเก่าพับรองใต้ซิปตามด้วยผงสีขาวที่ถูกห่อเป็นก้อนเรียงอัดจนแน่นเต็มกระเป๋า หน้าตาของมันเป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยนัก ผงสีขาวที่ไร้กลิ่นไร้รสแต่กลับมีอำนาจมากเพียงพอที่ดูดกลืนชีวิตนับร้อย และควบคุมชีวิตอีกนับล้าน

 

ผงสีขาวที่มีมูลค่าสูงลิบที่พวกผมเรียกกันติดปากว่า "ทองคำ" ถูกอัดแน่นอยู่ในหอกระดาษประทับตรานกอินทรีสีดำทมิฬสัญลักษณ์ของแกงค์เป็นเครื่องยืนยันสำคัญว่า มันคือสิ่งที่พวกผมกำลังค้นหาไม่มีผิดเพี้ยน

 

"…เราจะทำยังไงกับมันดี"

"พี่ก็ยังไม่รู้เลยอูฮยอน" ผมตอบออกไปอย่างจนปัญญากับภาพที่เห็นตรงหน้า ถึงแม้ว่าชีวิตผมจะโชกโชนกับอะไรมากมายที่เข้าข่ายคำว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นเฮโรอีนปริมาณมากขนาดนี้มาก่อน ผมเดาเอาว่าสาเหตุหลักที่แกงค์ของผมแตกออกเป็นสองฝั่งก็คงไม่พ้นเจ้าผงขาวกองใหญ่นี้นี่แหละ

 

"…" จู่ๆ ก็ดูเหมือนอูฮยอนจะสังหรณ์อะไรขึ้นมาบางอย่าง เขายื่นมือล้วงลึกลงไปในกระเป๋าจนถึงชั้นล่างสุด ก่อนจะค่อยๆดึงปึกเศษกระดาษหนังสือพิมพ์เหลืองกรอบที่ทบอยู่ออกมาอย่างทะนุถนอม แต่ละชิ้นส่วนต่างตีพิมพ์เนื้อข่าวก็โยงใยไปถึงคดีเมื่อ 20 ปีก่อนถูกเก็บรวบรวมเหมือนเป็นหลักฐานความภูมิใจที่สามารถหลบหนีสายตาของกฎหมายได้มายาวนาน ซึ่งหนึ่งในปึกกระดาษเหล่านั้นก็สอดแทรกคำตอบของคำถามที่พาผมและยมฑูตตัวเล็กข้างๆ มาอยู่ตรงนี้

 

ใบทะเบียนรับรองบุตรที่เหลืองกรอบระบุชื่อปาร์คฮยองแจกับนัมฮเยอึนอย่างชัดเจน ขณะที่ “เด็กชาย นัมอูฮยอน” ก็ถูกเขียนไว้ในช่องของชื่อเด็ก ทุกอย่างดูชัดเจนไม่ว่าจะเป็นที่มาที่ไปของเจ้าตัวยุ่งอย่างชัดเจน นอกจากนั้น เมื่อเราค้นเศษหนังสือพิมพ์ในมือก็พบว่า ยังมีข่าวอื่นๆ เกี่ยวกับโรงละครแห่งนี้ที่เราไม่รู้ เราพบว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงโรงละครธรรมดา แต่ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งฟอกเงินสำคัญของแกงค์อินทรีที่ผมเคยอยู่ร่วมกับเจ้าคอนโดหลังเก่าที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ด้วย

 

“มิน่า ก็กำลังคิดอยู่ว่าทำไมถึงมีโรงละครอยู่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่เมืองที่คนหนาแน่นขนาดนั้น” ผมพึมพำขึ้นมาก่อนจะสังเกตว่าเจ้าตัวเล็กพึมพำอะไรออกมาบางอย่าง.....

 

“......ถ้าเป็นโรงละครนี้จริง นัมฮเยอึนก็ตายไปแล้วหล่ะ” เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแห้งผากก่อนจะหันมาหัวเราะให้ผมอย่างฝืนๆ “ลุงเคยพาฉันไปงานศพของเขาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ลุงบอกว่า เธอเป็นเจ้าของที่นี่ ฉันยังเคยเจอลูกสาวกับหลานๆ ของเธอด้วยนะ”

 

“ลูกชาย.... หมายความว่าเป็นญาตินายงั้นเหรอ?” ผมที่ยังงงกับเหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มไม่เข้าใจหนักกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้ารัวปฏิเสธ

 

“เปล่า เขาเป็นลูกชายของเจ้าของโรงละครแห่งนี้ และฉันก็ไปในฐานะตัวแทนบริษัทของบริษัทคู่ค้ามาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของภรรยาเจ้าของโรงละคร ตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องให้ฉันไปทั้งๆ ที่ลุงก็บอกว่า พ่อมีลูกน้องมากมาย แถมฉันยังไม่เคยรู้เรื่องธุรกิจของเขาอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ฉันว่า ฉันพอเข้าใจแล้วล่ะเพราะครอบครัวของพวกเขาดูมีชีวิตที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบ ......คุณฮเยอึนเองก็เลยไม่จำเป็นต้องมีฉัน”

 

เจ้าของศีรษะกลมมนก้มหน้างุดที่กำลังกอดเข่าตัวเองแน่นดูน่าสงสารจนผมอดไม่ได้ที่จะดึงเขาเข้ามากอด เจ้าตัวยังคงเหมือนเดิม เขาไม่ได้ร้องไห้แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่บอกผมว่า หัวใจข้างในยังคงเจ็บปวดไม่ใช่น้อย

 

.....มันคงเป็นเรื่องธรรมดาล่ะมั้ง ที่เราจะเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าเราไม่เป็นที่ต้องการของใครสักคน โดยเฉพาะคนที่น่าจะรักเราที่สุด.....

 

แต่ถึงอย่างนั้นความเศร้าก็อยู่กับเราได้ไม่นาน เมื่อจู่ๆ ประตูบานใหญ่ด้านหลังของโรงละครก็ถูกเปิดขึ้นทำให้พวกเราต้องลุกลี้ลุกลนเก็บข้าวของทุกอย่างพร้อมพาตัวเองเข้าไปหลบหลังรั้วปูนทึบ เสียงฝีเท้าที่เดินไปเชื่องช้าพร้อมกับแสงไฟที่เริ่มเปิดขึ้นโดยรอบทำเอาหัวใจของเราเต้นตึกตักด้วยความกลัว แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังโชคดีที่มีช่องขนาดเล็กระหว่างขอบระเบียงและที่จับไม้ให้ได้แอบมองต้นตอของความเคลื่อนไหวด้านล่าง

 

“อ้ะ นั่นมันคุณหนูคิมมยองซูนี่” เจ้าตัวเล็กที่แอบดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นอุทานออกมาเบาๆ ทำเอาผมต้องแอบชะเง้อขึ้นมาด้วยอีกคนเพราะความอยากรู้

 

ภาพที่ปรากฏด้านล่างคือร่างเล็กผิวขาวดูมีชาติตระกูลในชุดนักเรียนเรียบร้อยที่กำลังเดินไปรอบๆ อย่างคุ้นเคย เขาตัดสินใจวางกระเป๋าลงบนเวทีก่อนจะโหนตัวขึ้นไปนั่งบริเวณขอบเวทีอย่างสบายอารมณ์ ไม่นานนักก็ทิ้งตัวลงนอนไปบนพื้นเวทีที่ยังคงมีเศษไม้ประปรายวางกองรอการขนย้ายไปที่อื่น

 

“แล้วนายไปรู้จักเขาได้ยังไง” ผมหลบลงมาถามคนข้างตัวที่กำลังมองความเป็นไปข้างล่างตาแป๋ว เจ้าตัวหันกลับมามองผมเล็กน้อยก่อนจะนั่งกลับลงมาตามผม

 

“ฉันเจอเขาตอนงานศพคุณฮเยอึนในฐานะตัวแทนจากคู่ค้าเหมือนกันนั่นแหละ เขาเป็นลูกของลูกชายคนโตที่จะได้สืบทอดมรดกต่อจากตระกูลดังเชียวนะ แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่า ทำไมเขาถึงมาที่นี่”

 

แต่ไม่ทันที่ผมเดาอะไรต่อ ภาพตรงหน้าที่เห็นก็เฉลยทุกอย่าง เมื่อภายในหอประชุมด้านล่างปรากฏเด็กหนุ่มร่างสูงที่เข้ามาย่องเข้ามาอย่างเราไม่ทันรู้ตัว เขานั่งลงข้างร่างเล็กที่กำลังนอนหลับตาพริ้ม ......ก่อนค่อยๆ บรรจงจุมพิตลงบนกลีบริมฝีปากบางของอีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม.....

 

“อะไรกันเล่า!!!! ตกใจหมด!!!!!”

 

เสียงโวยวายจากอีกคนนำพาเสียงหัวเราะดังลั่นจากอีกฝ่ายพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดตุบไปยังคนแกล้งอย่างไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของคนถูกแกล้งก็ยังปรากฏรอยยิ้มเมื่อร่างสูงกว่ายกมือขึ้นสวมกอดอีกคนเพื่อง้องอน ซึ่งจังหวะดังกล่าวก็พอเหมาะกับแสงไฟที่ส่องให้เราเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ชัดเจนยิ่งขึ้น ......ชัดจนยมทูตข้างตัวผมต้องเบิ่งตาโพลงอีกครั้ง

 

“นั่นมันซองยอลนี่!!!!!!”

 

------------------------------------------------------------------------------------

กระเป๋าหนังสีดำขลับที่หนักอึ้งไปด้วยเฮโรอีนถูกปิดซิปและฝังอยู่ในป่ารกหลังโรงละครที่เราจากมาเมื่อครู่ ดูเหมือนทั้งเขาและผมเองก็เพิ่งรู้ว่าป่าแห่งนี้ที่อยู่ด้านหลังโรงละครดังกล่าวจะมีทางโดยตรงลัดเลาะไปยังคอนโดที่เราอาศัยอยู่ อันที่จริงมันก็คงเป็นเส้นทางเดียวกับที่เรามุดทางใต้เดินมาเพียงแต่สังเกตได้ง่ายกว่าถ้าเดินในตอนกลางวัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่คอนโดหลังเก่า โรงละครที่ใกล้ร้าง และป่ารกแห่งนี้จะเข้ามามีส่วนสำคัญในเรื่องนี้พร้อมๆ กันอย่างนี้

 

“จบซะที” เจ้าตัวเล็กพูดขึ้นหลังจากที่กลบดินก้อนสุดท้ายลงไปบนหลุมที่เราเพิ่งขุดขึ้นมาก่อนทอดถอนใจยาว ภาพที่เราเห็นในโรงละครเมื่อสักครู่ทำให้เราตัดสินใจทำเช่นนี้เพื่อที่ตำรวจจะได้ไม่สืบสาวให้ไปถึงโรงละครดังกล่าว อะไรที่ทั้งสองคนที่เราจะที่โรงละครอยากให้เป็นความลับ...... มันจะได้เป็นความลับตลอดไป

 

“ซองยอลคือเพื่อนคนที่ชวนฉันมาลองสมัครเล่นละครเวทีที่นี่ มันเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาทั่วไปนี่แหละแต่ถ้าเรื่องนี้มีคุณหนูมยองซูเข้ามา คนธรรมดาก็ไม่มีสิทธิ์จะธรรมดาอีกต่อไปแล้วล่ะ ถ้าตำรวจเข้ามาถึงจะกันสองคนนี้ไว้เป็นแค่พยาน ทั้งคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ และพวกหนังสือพิมพ์กอซซิปก็คงไม่ปล่อยเอาไว้แน่” ร่างเล็กพูดถึงสาเหตุที่เขาตัดสินใจย้ายกอง “ทองคำ” ที่ตามศักดิ์แล้วตัวเขาเองมีสิทธิ์ถึงครึ่งหนึ่งมาไว้ที่นี่

 

“แล้วพ่อของนายล่ะ ปาร์คฮยองแจ .....” ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย อันที่จริงเมื่อเห็นความเชื่อมโยงแบบนี้พวกเราก็เริ่มมั่นใจว่า เขาคือหัวหน้ากลุ่มอินทรีปีกซ้ายฝ่ายตรงข้ามกับผมเป็นแน่ แต่สิ่งที่ผมยังสงสัยคือ เขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?

 

“......ฉันว่า ถ้านายใหญ่ของพี่ถูกจัดการจนแกงค์ของพี่ต้องกระจัดกระจายกันแบบนี้ ฝั่งปีกซ้ายก็คงไม่เหลืออะไรแล้วล่ะ อีกอย่าง...... ถ้าเขาอยากมาหาฉัน เขาก็คงมาหาให้ฉันเจอตั้งนานแล้ว อย่างที่พี่เคยบอก เรื่องบางเรื่องรู้ไปมันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะทุกข์ใจเปล่าๆ ฉันไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจริงๆ”

 

“......รู้ไปก็ทุกข์ใจ แต่ถ้าไม่รู้ก็อาจจะทุกข์ใจยิ่งกว่า เพราะคิดแบบนี้ไม่ใช่หรือไงเลยขอร้องให้พี่ช่วยนายตั้งแต่แรก” ผมพูดพลางผ่อนไอควันที่สูดเข้าไปเต็มปอดออกมาอย่างช้าๆ ก่อนค่อยสูบกลับเข้าไปเพิ่มหลังจากที่ร่างกายเรียกหามันมาทั้งวัน เราสองคนนั่งพักบริเวณโคนไม้ใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางจากป่าไปยังห้องพัก ดวงจันทร์สีเหลืองนวลตัดกับท้องฟ้าเข้มยามค่ำคืนสว่างเจิดจ้าดึงดูดสายตาของเราสองคนที่กำลังเหนื่อยอ่อนหยุดพักลงบริเวณนั้น

 

“นั่นสินะ เพราะตอนนั้นคิดแบบนั้น มันเลยออกมาแบบนี้..... จะนั่งเสียใจก็ไม่ถูกเท่าไหร่” คำพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวหลุดออกมาจากปากของอีกฝ่ายจนผมอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นขยี้กลุ่มผมนุ่มอย่างเอ็นดู ก่อนจะโอบบ่าของอีกฝ่ายเข้ามาแนบชิดพลางปล่อยให้ศีรษะกลมให้ซบลงบนไหล่อย่างคุ้นเคย

 

“ไปหัดพูดจาแบบนี้มาจากไหนฮึ เจ้าเด็กแก่แดด”

 

“.....อยู่กับคนแก่มากก็แบบนี้แหละ” คำพูดล้อเลียนตามมาด้วยเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างสะใจที่ผมไปต่อไม่ถูก แต่ไม่นานนักก็เปลี่ยนเป็นเสียงโวยวายเมื่อผมตัดสินใจทิ้งก้นบุหรี่ที่เหลือพร้อมยักสองแขนจับอีกฝ่ายที่ทำท่าเหมือนจะวิ่งหนีให้ไปไหนไม่รอด

 

“อะไรเล่า ปล่อยนะ!!!!.” ถึงจะโวยวายแต่เสียงหัวเราะคิกคักก็ดังมาไม่ขาดสายจนผมอดไม่ได้ที่จะฟัดแก้มเปื้อนดินซ้ายขวาให้หายหมั่นเขี้ยว

 

“ก็อะไรๆ ก็แก่ พี่ก็จะพิสูจน์ไงว่าคนแก่คนนี้ทำอะไรเด็กอย่างนายได้บ้าง”

 

“แต่นี้มันกลางสะพานนะตาแก่ลามก!!!!!”

 

“อ๋อ อยากให้กลับไปที่ระเบียง? ได้เลยที่รักเดี๋ยวพี่จะจัดหนักให้แน่นอน ฮ่าๆๆๆ”

 

“อะไรกัน!!!!! ฉันเจ็บแขนอยู่นะ”

 

“ก็พี่จะช่วยให้นอนหลับสนิท แผลของเด็กน้อยจะได้หายไวๆ ไง ฮ่าๆๆๆๆ”

 

“ไม่ต้องมาอ้างเลย ตาแก่ลามก!!!”

 

“เอาเถอะๆ ไม่แกล้งก็ได้ รีบกลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวพี่ไปทำแผลให้นะ” ผมลุกขึ้นเดินกลั้วหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี แล้วก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายไม่วิ่งตามมาเหมือนทุกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะหันกลับไปหาคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ภาพที่อยู่ที่ผมเห็นก็ขาวโพลนพร้อมกับร่างกายที่เบาโหวงร่วงลงกับพื้นดินเย็นนุ่ม.........

 

 

 

 

 

“......พี่ซองกยู ฉันขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ แต่ฉันคงกลับไปกับพี่ไม่ได้แล้วล่ะ”

 

......ด้วยสติที่เบาบาง ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่คุ้นเคยที่กระซิบข้างใบหูผม ดวงตาที่พร่าเลือนทำให้ผมเห็นเขาไม่ชัดเจนนัก แต่สัมผัสที่คุ้นเคยของฝ่ามือละเอียดนุ่มที่กำลังลูบไล้ใบหน้าของผมก็ยืนยันว่าอีกฝ่ายคือคนๆ เดียวกับยมทูตที่เดินมากับผมเมื่อครู่ อีกทั้งกลิ่นหอมเย็นที่ผมชื่นชอบก็ช่วยยืนยันว่าสิ่งทีผมสันนิษฐานเป็นจริง ลมเย็นวูบหอบไอน้ำค้างพัดมาจนผมรู้สึกหนาวเหน็บจนถึงขั้วหัวใจ แต่มันก็คงไม่เย็นเฉียบเท่าหนึ่งหยดน้ำตาที่หล่นลงกระทบใบหน้าของผมในตอนนี้.......

“ฉันขอโทษนะที่โกหก แต่ฉันต้องผิดสัญญาข้อสุดท้ายแล้วล่ะ”

  

เสียงสะอื้นข้างตัวของผมไกลออกไปเรื่อยๆ ขณะที่ใบหน้าเรียวที่ผมคุ้นเคยก็ค่อยๆ จางลงเหลือแต่ภาพตรงหน้าที่ขาวโพลนโดยที่ผมเองไม่มีแรงแม้แต่จะเอื้อมคว้า ทำได้แค่เพียงปล่อยให้ความว่างเปล่าคืบคลานเข้าแทนที่สัมผัสรอบตัว เหลือแต่เพียงจุมพิตสุดท้ายที่แผ่วเบาก่อนที่เรื่องราวทุกอย่างจะหายไปราวกับเป็นความฝัน

 

“พี่จ๋า......ฉันรักพี่นะ” คำหวานที่แผ่วเบาลอยผ่านหูของผมพร้อมหยดน้ำตาของอีกฝ่ายที่ผมสัมผัสได้บริเวณปลายตา

 

.....แล้วสัมผัสสุดท้ายของผมก็บอกให้รู้ว่า น้ำตาของนัมอูฮยอนไม่ได้เป็นสีแดงอีกต่อไป....

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

Comment

Comment:

Tweet

เป็นแบบนี้นี่เอง งือ T T
ใจหายตั้งแต่นัมน้อยมีเลือดออกอ่ะ
นึกว่าแบบ จะกลายเป็นคนได้ไรงี้
อยู่ดีๆก็ดันหายไปซะงั้น OTL
หายไปไหนอ่ะ แล้วแบบนี้ปรี้กิวจ๋่าก็ต้องออกตามหาหนะสิ

แล้วจะไปหายังไง ถอดวิญญาณ?
ทำไมรู้สึกเครียด 5555555555555555
กลุ้มแทนปรี้กิว 55555555 OTL
ว่าแต่ แอบมียอลมยอง? คึ

#4 By memo on 2013-01-23 14:46

นัมจากไปหน๋ายยยยยย จากไปแค่ พี่จ๋า ฉันรักพี่~
เฮ้ยยยย สงสารแปะ
แล้วน้ำตานัมไม่เป็นสีเลือด ประมาณว่า นัมเกิดใหม่เป็นคน แต่แปะก็แก่เกินกว่าที่จะกินเด็กเกิดใหม่ไรประมาณนี้ป่าว เฮ้ยยยยย อย่านะ >< สงสารแปะTT

#3 By yuri (103.7.57.18|61.90.71.74) on 2012-07-26 19:35

เกิดอะไรกับนัมอู๊!!!!! ToT
ค้างมากอ่ะค่ะไรเตอร์! มาอัพต่อเลยน๊าาาาาาา

#2 By นามาเอะ (103.7.57.18|182.52.52.183) on 2012-07-25 19:37

อ๊ากกกก ค้างมากกกกกกกก ไรเตอร์อัพไวๆน่ะ แล้วนัมมันจะไปไหนอ่ะ

#1 By Bana (103.7.57.18|115.67.224.120) on 2012-07-08 08:40