[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 10)

posted on 02 May 2012 22:58 by myneird in INFINITEfic directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 10)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

กริ๊งงง....

เสียงเตือนจากเครื่องปิ้งขนมปังดึงความสนใจจากผมที่กำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ขนมปังปิ้งสองแผ่นสุดท้ายเด้งตัวขึ้นส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง ผมละสายตาจากไส้กรอกในกระทะมาที่มันเล็กน้อยก่อนจะคว้าออกมาอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะกลับไปพลิกไส้กรอกไม่ให้ไหม้ไปเสียก่อน ไม่นานนักอาหารมื้อเช้าง่ายๆ สำหรับสองคนก็ถูกจัดเรียงบนโต๊ะรอคอยร่างบางที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน ผมมองดูเขาที่กำลังนอนหลับสบายอีกครั้งพร้อมกับคิดย้อนไปจนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน

 

......ยอมรับตามตรงว่าผมค่อนข้างแปลกใจที่เช้าวันนี้ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยสักอย่าง.....

 

ทั้งๆ ที่เตรียมใจไว้อย่างเต็มที่ว่าอาจจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น และผมก็เชื่อว่า สิ่งที่อูฮยอนพร่ำเตือนคงไม่ใช่เรื่องโกหก แต่เช้าวันนี้ผมก็ลืมตาขึ้นมาพบกับเจ้ายมฑูตจอมแสบที่นอนหลับตาพริ้มฝันหวาน สิ้นฤทธิ์อยู่ในอ้อมกอดของตัวเองไม่ต่างจากวันอื่นๆ

 

.....สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาก็ดูจะมีก็แต่รอยสักสีดำประหลาดรูปดาวหกแฉกที่อยู่บนข้อมือของเขาและผม....

 

แต่ไม่นานนักเสียงกุกกักก็ดึงผมออกมาจากภวังค์ความคิดเกี่ยวกับรูปดาวปริศนาดังกล่าว ที่พักที่ไม่มีอะไรกั้นเป็นสัดส่วนชัดเจนระหว่างแต่ละห้องเช่นนี้ทำให้ผมหันไปมองได้ชัดเจนว่า “เจ้านาย” ตัวน้อยที่กำลังงัวเงียลุกขึ้นมานั่งบนเตียงนุ่มด้วยความงุนงงพลางเกาหัว 2-3 ครั้ง เหมือนพยายามลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิต ก่อนที่จะหันมาส่งสายตาหวาดระแวงใส่ผมเมื่อจับได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาจากห้องครัวแห่งนี้

 

.....เหมือนแมวไม่มีผิดเลย..... ผมคิดพลางอมยิ้ม

 

“หัวเราะอะไร” สายตาที่เหมือนแมวขี้ระแวงมองผมตอบอย่างไม่ไว้วางใจ ขณะที่มือทั้งสองข้างพลางสำรวจความเรียบร้อยบนร่างกายตัวเอง ก่อนจะรีบกระชับปกเสื้อตัวหลวมขึ้นมาปกปิดร่องรอยกลีบกุหลาบสีแดงที่แต่งแต้มบนคอเรียวระหงหลังจากสังเกตได้ว่าลำคอขาวที่ถูกเปิดเผยให้โดดเด่นราวกับงานศิลป์เลอค่ามาตลอดคืนจนถึงกระทั่งเมื่อครู่นี้

 

“มองอะไร!!!!!!” และแล้วเจ้าแมวตัวน้อยแสนเชื่องที่ริมระเบียงเมื่อคืนก็หายไป กลายเป็นแมวซ่าหาเรื่องผมทั้งๆ ที่ตัวเองยังลุกขึ้นยืนแทบไม่ไหว ตัวผมเองที่ขี้แกล้งโดยนิสัยก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหรากวนโมโหตอบ

 

“อะไร พี่ยืนอยู่ในห้องครัวของพี่ดีๆ นะ” ย้ำคำอีกครั้งก่อนจะชี้ลงไปยังพื้นที่ที่ยืนอยู่

 

“ก็พี่มอง.......” คำพูดถูกกลืนหายไปในลำคอเหลือเพียงสีหน้าที่ร้อนวาบขึ้นมา

 

“อะไร พี่มองอะไร.....ไหนพูดมาสิว่าพี่มองอะไรนายถึงหงุดหงิดขนาดนี้” ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่ผมก็สาวเท้าเข้าไปไล่จี้อีกคนที่หน้าแดงก่ำไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นเจ้าของจมูกเชิดรั้นก็ยังไม่โอนอ่อนให้ผม

 

“พี่มองฉันด้วยสายตาลามก..... ใครอนุญาตให้มองเจ้าของวิญญาณแบบนี้กัน” นิ้วเรียวชี้มาทางผมจนหลุดขำพรืด ....ถึงจะทำท่าดุแบบนั้น แต่ยมทูตเจ้าของวิญญาณผมคนนี้กำราบยากเสียเมื่อไหร่....

 

“แปลว่า รูปดาวที่ข้อมือตรงนี้แปลว่าวิญญาณพี่เป็นของนายแล้วใช่ไหม” สบโอกาสเหมาะก็ถามให้หายสงสัยก่อนจะชูรอยปริศนาดังกล่าวยืนยันอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กชะงักเล็กน้อยก่อนจะดึงปลายแขนเสื้อสำรวจของตัวเองบ้างและพบสิ่งเดียวกัน

 

“....ก็.....ใช่แหละ เห็นอย่างนี้ก็รู้ไว้ซะนะว่าฉันเป็นเจ้าของวิญญาณพี่ ดังนั้นอย่ามาทำอวดดีล่ะ” ถึงแม้สองแก้มจะยังแดงระเรื่อ แต่ปลายจมูกที่เชิดรั้นอย่างไม่ยอมแพ้ก็ทำให้ผมอยากเย้าแหย่ให้เขินเล่นกลับไปเหมือนกัน.....

 

“......ถึงจะขู่ไปก็ไม่มีผลหรอก ยังไงตอนนี้พี่รู้วิธีทำให้ใครบางคนเรียก พี่จ๋า พี่จ๋า ได้ทั้งคืนก็แล้วกัน” แกล้งกวาดสายตาสำรวจผิวนุ่มลื่นที่ได้สัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้เสื้อเชิ้ตขาวบางเพียงตัวเดียวที่ผมสวมใส่ให้กับมือตัวเองเมื่อคืน ก่อนจะเอียงไปกระซิบข้างหูเจ้าแมวขี้ตื่นอีกครั้ง

 

 “......ฉันไม่พูดกับพี่แล้ว!! ตาแก่ลามก!!” แล้วคนหาเรื่องที่พ่ายทัพไปก็กระวีกระวาดลุกจากเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำถึงใบหู แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะคว้าคอเสื้อไว้แน่น แต่ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ จากความรู้สึกเจ็บหน่วงด้านล่างก็ทำให้ชายเสื้อถลกขึ้นเผยต้นขานวลอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนผมได้ทีผิวปากแซวอีกครั้งทำเอาเจ้าตัวหันมาค้อนวงใหญ่ให้คนขี้แกล้งระเบิดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

 

“นี่ปล่อยนะ!!!!เพราะพี่คนเดียวทำให้ฉันลงไม่ไหวแบบนี้ ไอ้หมีหื่น!!!!” เสียงแผดแปดหลอดจากเจ้านายหมาดๆ ของผมดังขึ้นทันทีที่ผมอดรนทนไม่ได้ ช้อนร่างบางๆ ที่ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าเข้ามาในอ้อมกอด

 

“ก็เห็นเจ้านายลุกไม่ไหวผมก็ต้องช่วยสิครับ เอ๊ะ หรืออยากจะให้พี่ทำให้นายเอวเคล็ดไปทั้งวันเลยดีน้า.....” พอยื่นคำขาดไปแบบนั้น เจ้าแมวตัวน้อยที่ดิ้นตะกุกตะกักในอ้อมกอดก็นอนแข็งถือ ถึงจะลังเลก่อนเล็กน้อยแต่สองแขนเรียวก็ยกขึ้นมาคล้องคอแนบแน่นแต่โดยดี ขณะที่แก้มกลมก็ซุกลงที่ไหล่ของผมอย่างว่าง่าย ......คงเพราะรู้แล้วว่าถ้าผมพูดอย่างนั้นขึ้นมา.....ได้ทำจริงๆ แน่ๆ

 

“.......ใจร้าย แกล้งฉันตลอดเลย” น้ำเสียงออดอ้อนแสดงความน้อยใจออกมาจากริมฝีปากอิ่มที่กำลังขมุบขมิบเบาๆ แต่ด้วยระยะทางจากแหล่งที่มาของเสียงที่อยู่ห่างไม่เกิน 10 เซนติเมตรทำให้ผมได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนจนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าของแก้มยุ้ย ก่อนจะสูดกลิ่นหอมจากแก้มที่กำลังพองลมด้วยความไม่พอใจฟอดใหญ่

 

“ถ้างั้นนายก็เป็นยมทูตที่ดวงซวยสุดๆ เลยล่ะ เพราะพี่เนี่ย.....นอกจากจะลามกแล้วยังขี้แกล้งโดยกำเนิดอีกด้วย” ผมเปิดเผยความจริงอีกข้อให้เขารู้ก่อนยิ้มทะเล้น ทำเอาอีกฝ่ายจิ๊ปากอย่างขัดใจ

 

“ใช่ ลามก ขี้แกล้ง ชอบฉวยโอกาส ขี้งอน ขี้บ่น แถมยัง.....อุ๊บบ” ไม่ปล่อยให้เจ้าตัวร่ายคุณสมบัติที่ว่ามานานนัก ผมจัดการปิดริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่เพื่อตักตวงรสชาติแห่งความปรารถนาอันหอมหวาน แล้วจึงพาร่างของอีกคนมาบรรจงวางลงในอ่างน้ำอย่างเบามือก่อนกดจูบลงบนหน้าผากมนอีกครั้ง

 

“แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น..... พี่ก็รักนายนะ” ผมย้ำคำเดิมที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเมื่อคืนอีกครั้ง พร้อมยิ้มหวานให้พลางจ้องมองเจ้าแมวตาแป๋วที่ก้มหน้างุดมองปลายเท้าตัวเองพร้อมพวงแก้มสีแดงระเรื่อที่ยังไม่จางหาย.....ซึ่งตอนนี้กลายเป็นภาพที่น่ามองที่สุดในชีวิตของผม

 

“......อาบน้ำนะ เดี๋ยวพี่เอาผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าของเรามาให้ เสร็จแล้วจะได้ไปกินข้าวกัน” ขยี้กลุ่มผมนุ่มสีดำเข้มของเจ้าแมวขี้เขินอีกครั้งก่อนผละออกจากขอบอ่างไปจัดการกับภารกิจตามที่บอก แต่ยังไม่ทันที่จะงับประตูให้สนิทก็มีเสียงกระซิบหวานลอยมาตามลมเบาๆ

 

......ด้วยคำที่แม้จะเคยพูดแล้ว ก็อยากพูดอีก.....

......ด้วยคำที่แม้จะเคยได้ฟังแล้ว ก็อยากฟังอีก.....

 

 

“......ฉันก็รักพี่นะ”

 

.....ฟังแล้วอยากหันกลับไปแหย่เล่นให้เจ้าตัวโวยวายอาละวาดอีกครั้ง แต่ผมก็ตัดสินใจทำไม่รู้ไม่ชี้ปิดประตูห้องน้ำไปนั่งจัดของอีกฝ่ายพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนคนบ้า

 

.....ก็เจ้าของวิญญานของผมน่ารักซะขนาดนี้ ไม่ให้ผมเป็นบ้ายังไงไหว.....

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แต่แล้วความสุขก็อยู่กับพวกเราได้ไม่นานนัก เมื่อข่าวการเสียชีวิตของคุณลุงประจำเคาน์เตอร์โรงแรมปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์ สิ่งที่ข่าวให้ข้อมูลมาไม่ต่างจากอะไรที่เราหาเจอที่ห้องสมุดนัก คุณลุงถูกอ้างอิงในฐานะสมาชิกมาเฟียเก่าอีกครั้ง ขณะที่ปาร์คแจฮยองถูกสันนิษฐานเป็นผู้ต้องสงสัยพร้อมกับการร่ายคดีเก่าโลกลืมอย่างที่ผมและอูฮยอนได้อ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์เก่าเรียบร้อยแล้ว.....ผมเปิดสมุดจดข้อมูลสำคัญที่ได้มาจากบาริสต้าคนเมื่อวานอีกครั้ง แน่นอนว่า “ทอง” คือรหัสลับระหว่างแกงค์ของผมที่พูดถึงเฮโรอีน ซึ่งก็ไม่แปลกที่คุณลุงจะใช้ในเมื่อเขาก็มาจากแกงค์เดียวกันกับผม นอกจากนั้น ผมยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า คุณลุงมักจะหายไปนานๆ ในทุกคืนวันที่ 15 ดังนั้นวันที่คุณลุงเสียชีวิตจึงไม่มีใครเอะใจถึงการหายไปของเขาจนแม่บ้านมาพบศพเข้า

 

“เวลาถาม ลุงแกชอบบอกว่า ไปเล่นไพ่กับเพื่อน ขาดลุงเดี๋ยวขาไม่ครบ เพื่อนคนที่ลุงพูดถึงบ่อยๆ แน่นอนมีปาร์คแจฮยอง ซองคาฮโย กับนัม ฮเย อึน......”

 

“นัม ฮเย อึน!!!!” อีกฝ่ายที่ฟังอยู่เบิกตาโพลงเมื่อได้ยินนามสกุลที่คุ้นเคย

 

“ใช่..... อาจจะเป็นคุณแม่ของนายก็ได้” ผมสรุปพลางยิ้มตอบรับเด็กน้อยที่กำลังฉีกยิ้มกว้าง ก่อนที่เจ้าตัวจะโถมร่างเข้ามากอดจนผมที่ไม่ทันตั้งตัวแทบเซตกโซฟา แต่สองมือก็ยังทันประคองเอวบางของเจ้ายมทูตที่กำลังหน้าบานดีใจสุดขีดในอ้อมกอด กอนจะลูบผมนุ่มละมุนนั้นอย่างเอ็นดู แขนเรียวกอดผมอยู่เป็นเวลาเนิ่นนานก่อนจะผละออกเล็กน้อยพอให้ผมได้เห็นรอยยิ้มน่าเอ็นดูของคนที่กำลังแนบซบอกผมอยู่อีกครั้ง

 

“ถ้าฉันไม่ได้มาเจอพี่ ป่านนี้ก็คงได้แต่นั่งเพ้อเจ้อคิดไม่ตกไปเรื่อยๆ อยู่แน่เลย .....ขอบคุณพี่มากจริงๆ นะ” เสียงแผ่วเบาในประโยคสุดท้ายพร้อมกับแก้มแดงระเรื่อของเจ้าตัวทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะมอบจูบให้กับริมฝีปากนุ่มเบาๆ ก่อนกระชับอ้อมกอดไว้ให้แนบแน่นอีกครั้ง พลางยกมือหยิกจมูกรั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“แล้วก็คงจะคิดไม่ตกจนซุ่มซ่ามเก็บวิญญาณผิดรายอีกแน่ๆ เลย อันที่จริงต้องขอบคุณยมทูตจอมโก๊ะคนนี้ต่างหากที่ทำให้เราได้อยู่ด้วยกันแบบนี้”

 

“ไม่ต้องมาตอกย้ำเลย ตัวเองไม่พลาดบ้างก็แล้วไป ชริ”

 

“ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่นา ถ้าวันนั้นนายไม่จำวันผิด เราสองคนก็คงเป็นแค่สิ่งแปลกปลอมที่ต่างเดินตามหนทางของตัวเองไป แต่อะไรบางอย่างก็ทำให้เรามาพบกันแล้วก็..........” ผมลูบรอยดาวสีดำบนข้อมือด้านซ้ายของตัวเองช้าๆ อูฮยอนบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเป็นเจ้าของวิญญาณของผม แต่สำหรับผมแล้วมันแปลว่าเขาและผมจะอยู่ด้วยกันไปชั่วนิรันดร์ต่างหาก

 

“แหวะ ไม่ต้องมาน้ำเน่าเลย!!!! ปล่อยได้แล้วไอ้พี่บ้า....” ถึงจะโวยวายแบบนั้นแต่แก้มสีแดงสดที่ถูกอมลมจนพองขึ้นมาก็เป็นสิ่งบ่งบอกชัดเจนว่า ที่พูดไปนั้นเป็นเพราะเขินมากกว่า ผมเลยจัดการหม่ำมะเขือเทศจากสองข้างแก้มเพิ่มพลังให้ตัวเองเสียยกใหญ่

 

“อะไรกันเล่า!!บอกให้ปล่อยไง!!ไอ้หมีบ้า!!ปล่อยเดี๋ยวนี้น้า........” .....แต่ก็อย่างที่คุณรู้ๆ กันนั่นแหละครับ.....ว่าผมฟังคนที่ดิ้นพล่านๆ อยู่ในอ้อมกอดตอนนี้เสียเมื่อไหร่ คิกคิก

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แล้วผมกับอูฮยอนก็กลับมาที่ห้องปริศนาอีกครั้งเพื่อค้นหาเฮโรอีนกองปริศนา และหลักฐานบางอย่างในกลางค่ำวันนั้น เราสันนิษฐานกันว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องทุกอย่างน่าจะถูกเก็บรักษาอยู่ด้วยกันโดยที่มีคุณลุงเป็นคนเฝ้าพร้อมเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาไม่อาจตุกติกไปไหนได้ อันที่จริงผมสงสัยว่า คน 3 คนที่อยู่ในรายชื่อ “ผู้ตาย” ในตำนานของลุงเฝ้าตึกจะหมายถึงคนที่มีเปอร์เซ็นต์ในกองผลประโยชน์ดังกล่าว เพราะดูจากข้อมูลแล้ว ซอง คา ฮโย ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อนั้นเป็นเจ้าของคอนโดฯ คนเก่าหลังนี้ซึ่งไม่น่าแปลกที่เธอจะมีชื่ออยู่ในนั้น

 

แล้ว นัม ฮเย อึน คนที่พวกเราอยากรู้จักที่สุดล่ะ..... ทำไมถึงไม่มีข้อมูลของเธอในข่าวหรืออินเทอร์เน็ตอะไรเลย

 

.....ข้าวของในห้องถูกรื้ออย่างเบามือและวางเก็บที่เดิมเพื่อไม่ให้มีพิรุธมากที่สุด รวมทั้งป้องกันไม่ให้ทั้งผมและคนข้างตัวทิ้งหลักฐานอะไรให้คนอื่นสังเกตเห็น ฝุ่นหนาในห้องเกาะกุมอากาศอับจนแทบหายใจไม่ออกแถมต้องแอบจามหลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แววอะไรที่จะบ่งบอกได้ว่า เรากำลังมาถูกทาง

 

“ฮัดชิ้ว” แล้วจู่ๆ เจ้ายมทูตตัวน้อยด้านหลังก็จามขึ้นมาดังลั่นจนพวกเราหวาดระแวงว่าจะมีใครพบเข้า จอมยุ่งปิดปากตัวเองแน่นอย่างสำนึกผิดก่อนจะเหลียวซ้ายขวาเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามต้นเสียงมาจริงๆ

 

“เอ้า เอามือออกสิ บอกให้ปิดไว้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็ไม่เชื่อ” บ่นเบาๆ เป็นคนแก่พลางคว้าผ้ามาปิดให้เจ้าตัวยุ่ง .....จริงๆ สำหรับผมแล้ว ถ้าไม่นับเวทย์มนตร์ประหลาดๆ ที่ใช้การได้บ้างไม่ได้บ้างแล้ว นัมอูฮยอนก็แทบจะไม่แตกต่างจากมนุษย์ปกติทั่วไปเท่าไรนัก

 

“ขอบคุณ ฮะ ฮะ ฮะ ฮัดชิ้ว” แต่ผ้าของผมก็ไม่ทันได้ทำหน้าที่ เมื่อเข้าจามอย่างแรงออกมาอีกครั้งจนร่างบางเผลอเซไปชนประตูตู้หลังเก่าตรงหน้า

 

แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงกึกกักดังขึ้นแบบไร้ที่มาก่อนที่กระดานไม้บริเวณพื้นตู้จะพับลงไปด้านล่างเปิดให้เราเห็นอุโมงค์ขนาดหนึ่งคนรอด เราสองคนเลยได้แต่ค่อยๆ ไต่ไปตามบันไดซึ่งเป็นเพียงโครงเหล็กเส้นบางขึ้นสนิมที่ยึดเกาะไว้กับแท่นปูนเก่าลอกร่อนเป็นทางยาว ผนังปูนเปลือยที่มีตะไคร่เกาะเขียวครึ้มไปตามทางที่ยาวเหยียดลงไปยังด้านล่างที่เรามองไม่เห็นปลายทาง ผมตัดสินใจใช้ไฟฉายของตัวเองง้างแผนกระดานที่เป็นพื้นตู้จำแลงนั้นเอาไว้เพื่อให้พอมีอากาศหายใจ และน่าจะเป็นต้นทางตอนขากลับในกรณีฉุกเฉินได้บ้าง ขณะที่เจ้าตัวป่วนยังคงมองลงไปด้านล่างด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

 

“หวา ทางนี้มันจะไปไหนเนี่ย ลึกจังเลย!!!!”

 

“อูฮยอนขอไฟฉายนายให้พี่หน่อย ส่วนนายก็เฝ้าอันที่พี่ง้างไม้กระดานนี้ไว้นะ อย่างให้ใครปิดได้เดี๋ยวหาทางขึ้นกันไม่เจอ” เขาแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ส่งมันให้พร้อมกับทำตามขั้นตอนทุกอย่างแต่โดยดี ผมจึงพออุ่นใจและค่อยๆ ปีนลงไปตามลำพังได้

 

“แล้วนั่นพี่จะไปไหนอ่ะ!!!”

 

“ลงไปสำรวจว่าข้างล่างมีอะไร”

 

“ให้ฉันไปด้วยสิ!!!!” อย่างที่ผมคาดไว้ เจ้าตัวปีนลงมาหาผมอย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องชะงักเมื่อผมห้ามเสียงเข้ม

 

“ไม่ได้นะอูฮยอน เกิดมีคนมาดึงไฟฉายตรงนี้ออกแล้วปิดไม้กระดาน ทั้งเราทั้งพี่ก็หาทางกลับออกไปไม่ได้พอดีสิ” สิ้นเสียงของผมเจ้าตัวก็นิ่งไปเล็กน้อย ผมไม่รู้หรอกว่าเขากำลังทำอะไร แต่คิดว่า คงกำลังกัดริมฝีปากด้วยความขัดใจที่โดนห้ามไม่ให้เล่นซนแบบเด็กๆ แน่ๆ

 

“.......งั้นพี่จ๋ากลับมาไว้ๆ นะ ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว” เสียงอ้อนๆ เหมือนเด็กน้อยกำลังจะถูกทิ้งทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก ถ้าเป็นเวลาปกติก็คงจะลูบกลุ่มผมนิ่มของเจ้าตัวปลอบใจสักสองสามรอบ ......แต่สำหรับตอนนี้ ทำหน้าที่ตรงหน้าให้เร็วที่สุดดีกว่า จะได้ไปจากสถานที่เหม็นอับที่นี่สักที

เมื่อปีนลงมาจนถึงพื้น ผมก็พบว่าความสูงของมันมากกว่าตึก 3 ชั้นด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าคือ บริเวณก้นบ่อแห่งนี้มีทางเดินมืดที่ทอดไปยังอีกฝั่ง ถึงแม้จะไกลสักหน่อยแต่จากที่กะด้วยสายตาแล้วก็ไม่เท่าความสูงของบ่อที่ผมปีนลงมาเมื่อสักครู่นัก ทั้งยังเห็นได้ชัดว่า อีกด้านหนึ่งเองก็มีบันไดเหล็กทอดยาวขึ้นไปข้างบนในลักษณะไม่ต่างกัน.....

 

ผมส่องไฟฉายกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้งเพื่อเช็คสถานภาพของอีกฝ่าย เมื่อได้เห็นเจ้าตัวยุ่งนั่งห้อยขาลงมาจากปากทางพร้อมมองซ้ายขวาอย่างอารมณ์ดีก็สบายใจ จึงลงมือสำรวจเส้นทางดังกล่าวที่ทอดยาวไปอีกฝั่ง ผมตัดสินใจปีนขึ้นไปทางบันไดอีกด้าน และพบว่าด้านบนมีทางออกที่ถูกประตูสังกะสีปิดอยู่ จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ ดันประตูดังกล่าวออก ซึ่งมันง่ายได้ผิดคาดหากแต่มีแสงอะไรบางอย่างสะท้อนเข้ามาด้านในจนผมอดไม่ได้ที่จะชะเง้อมอง

 

“นี่มันอะไรกัน........” 


Comment

Comment:

Tweet

อ่อว ลุงตายซะแล้ว - - แสดงว่ายังมีคนอื่นตามเรื่องนี้อยู่ หรืออะไร ยังไง OTL

จากการเดาด้วยสมองอันชาญสมร(?) คาดว่าแม่นัมน้อยเป็นเมียของซักคนที่ใหญ่มากของแก๊งค์เก่ากยู

อาจจะเป็นท่านหัวหน้า? โอ้ =[ ]=

ถ้าตอบถูกขอดงอูเป็นของรางวัลนะคะ 5555555555555
พี่สาวเอาดงอูมาถูหลังน้องซิ #โดนแบน

คืออันที่จริงแล้วควรอ่านต่อก่อนเนอะ แต่อยากเดาดู 555555555555

สติลติดตามต่อไป ไม่อยากให้จบ TT TT #ขอเอ็นซีอีกสามรอบ #พถรุย

ปล. ทำไมเขินอ่าาาาาา ทำไมอยากเลี้ยงแมววววววววววววววว 55555555555555555 -///-

ถ้ามีจะกดทั้งวันเลย -..- #เดี๋ยวนะ
ปล.ปล. นี่คือฟค.รายเดือน(เหรอ)ที่ชอบแอบแวะมา 55555555  คือสมัครแอคใหม่ค่ะ มุมิ

#2 By memo on 2013-01-23 12:06

ค้างดังกึ่ก! ไรท์เตอร์มาอัพเร็วๆนะ ติดตามㅜㅡㅜ

#1 By No name (103.7.57.18|110.49.235.180) on 2012-05-05 22:02