[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun)
posted on 26 Dec 2011 09:08 by myneird in INFINITEfic.....นัมอูฮยอนหายไปแล้ว
ผมนั่งมองเตียงที่ว่างเปล่าหลังจากที่สังเกตอย่างเต็มตาว่า คนร่วมห้องของผมหายไปแล้วจริงๆ เพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ร่างเล็กยังเพิ่งทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างแรงโดยไม่คิดจะเดินสำรวจรอบห้อง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องตรวจดูความเรียบร้อย เปิดหน้าต่างเพื่อระบายไล่กลิ่นอับชื้นที่อบอวลบ่งบอกถึงระยะเวลาที่ไม่เคยมีใครเปิดใช้งาน
ผมลอบมองสำรวจวอลล์เปเปอร์ฟ้าอ่อนหากแต่เหลืองกรอบและลอกร่อน ปลายสุดของห้องเป็นประตูกระจกบานกว้างเลื่อนได้ทั้งซ้ายขวา เป็นทางออกไปด้านนอกซึ่งระเบียงยื่นออกไปเล็กน้อย ถึงแม้จะเห็นแค่ตึกรามบ้านช่องที่มาพร้อมกับเสียงการจราจรและผู้คนเซ็งแซ่ แต่ระเบียงเล็กๆ นั้นก็ไม่แย่เกินไปที่ผมจะใช้เป็นที่สูบบุหรี่ส่วนตัว
..... 406 คือหมายเลขห้องที่เขาเลือกโดยไม่ลังเล ห้องเก่าห้องเดิมของเขา.....
ตลอดช่วงเวลาอันเงียบงัน ผมปล่อยให้ความว่างเปล่าทับทมจิตใจของอีกฝ่ายเท่าที่เจ้าตัวจะต้องการ ผมคาดเดาว่า เขาต้องการเช่นนั้น เพราะความรู้สึกมันคงไม่ต่างอะไรจากการที่ผมต้องเผชิญหน้ากับการจากลาของคนที่รักซึ่งผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงจะเคยพบเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาเป็นสิบครั้งจนรู้สึกด้านชา แต่ผมก็ยังต้องเยียวยาตัวเองด้วยวิธีนี้แทบทุกครั้ง มากบ้างน้อยบ้างตามระดับความผูกพันในชีวิต เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้เขามีผมที่เดินเตร่ไปเตร่มาอย่างทำอะไรไม่ถูก .....มันก็คงจะดีกว่าการไม่มีใครเลยละมั้งนะ
------------------------------------------------------------
นัมอูฮยอนไปแล้ว แต่เดี๋ยวเขาก็กลับมาอีก.....ผมพบความจริงข้อนั้นเมื่อ 1 เดือนที่แล้ว และเริ่มจะเคยชินกับการที่เขาไปไหนแบบไม่บอกไม่กล่าว จะว่าไปมันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมนึกถึงอยู่เสมอว่า เขาเป็นใครและมาจากไหน แน่นอนว่า มันพลอยทำให้ผมนึกถึง “เส้นตาย” ที่ค่อยๆ เลื่อนเข้ามาทุกที รวมทั้งพรสามข้อที่เขาเพิ่งทำให้ผมได้ข้อครึ่งนั่นด้วย อันที่จริงมันก็ไม่มีความสำคัญอะไรมากนักหรอกสำหรับชีวิตที่เหมือนหนังที่ไม่มีตอนเปิดเรื่อง ไม่มีที่มาที่ไปของตัวละคร ไม่มีโครงเรื่อง และก็กำลังจะจบไปโดยไม่มีตอนจบของเรื่องเช่นกัน
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่นำพรสามข้อมาให้ผมจะหมดความสำคัญหรอกนะ.....
คิดถึงตรงนี้ ความอดทนทั้งหมดก็สิ้นสุด...... ผมขยี้ก้นบุหรี่มวนที่สามหลังจากที่ดูดจนมันจนหมดไส้ อันที่จริง ผมค่อนข้างเป็นห่วงเขา ถึงจะเข้าใจว่า เขาเองก็ต้องทำหน้าที่ของเขา และตัวผมเองก็ทำอะไรไม่ได้มากมาย แต่อย่างที่บอกว่า มันคงดีกว่าถ้าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังในเวลาแบบนี้ คิดได้ดังนั้นผมก็คว้ากุญแจออกจากห้องเพื่อตามหาเขาทันที แม้จะไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นที่ไหนก็ตาม
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวออกจากตัวตึกก็พบผู้คนที่น่าจะเป็นทั้งแขกและผู้ที่พักอาศัยกำลังยืนออกันอยู่บริเวณทางเดินด้านหน้า พยายามจ้องมองเข้าไปภายในห้อง 415 ที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของผม ถึงแม้ว่าผู้พักที่นี่จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อเทียบกับประตูขนาดหนึ่งคนออกก็สามารถบดบังไม่ให้ผมเห็นเหตุการณ์ด้านใน จึงได้แต่แอบฟังบทพูดคุยระหว่างกลุ่ม จับใจความได้ว่า เป็นคุณลุงหน้าเคาน์เตอร์ยิงตัวตายใน “ห้องอาถรรพ์” เป็นเหยื่อรายที่สามของที่นี่นั่นเอง
ผมพยายามขยับเข้าใกล้สถานที่เกิดเหตุให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ให้มากเกินไปจนมีพิรุธ ก่อนจะสำรวจไปทั่วห้องภายใน นอกจากตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว ผมยังไม่เห็นวี่แววคนที่ผมตามหา ซึ่งตัวผมเองก็ชะเง้อคอมองดูนานไม่ได้นัก กลัวว่าจะมีเจ้าหน้าที่สักคนที่จำหน้าผมได้เสียก่อน เพราะผมเองก็มีชนักปักหลังเหมือนกัน
ยิงตัวตายเหรอ? ไม่น่าจะใช่..... จากประสบการณ์ของผม คนที่ยิงตัวตายห้องไม่สะอาดขนาดนั้น แบบนี้มันเหมือนพาไปยิงแล้วเอามาทิ้งไว้มากกว่า..... ว่าแต่ว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ห้องนี้ เรื่องตำนานนั่นก็ด้วย ถ้าอาถรรพ์การฆ่าตัวตายมันจะถูกเล่าต่อๆ กันก็ควรจะมีเรื่องของนัมอูฮยอนด้วยไม่ใช่เหรอ? แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนด้วยที่จะยิงตัวตายทั้งหมด? ห้องนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ
“ยืนเหม่ออะไรหน่ะ” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อมือเย็นปริศนาจับไหล่ผม.....
-----------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องราวทั้งหมดที่พรั่งพรูมาจากปากของนัมอูฮยอนขณะที่เรากำลังเดินกลับห้องทำให้ผมถึงบางอ้อ ศพถูกเคลื่อนย้ายมาจากป่าด้านหลังโรงแรมจริงๆ แต่จะด้วยวิธีอะไรเขาเองก็ไม่รู้ ในเมื่อหน้าที่ของเขาคือ การพาดวงวิญญาณของคุณลุงไปสู่ภพหน้าให้ตรงตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น
“ใครคือคนฆ่า” ผมถามตามประสาแต่เขาก็ได้แต่ยักไหล่
“มือปืนรับจ้าง น่าจะมีเบื้องหลังมั้ง แต่ฉันก็รู้แค่นั้น ฉันมันเป็นแค่ยมทูต ยุ่งอะไรกับเรื่องทางนี้ไม่ได้มากหรอก” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็ดูหัวเสียที่ทำอะไรไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางไปที่ริมแม่น้ำนั้นลุงกับหลานคู่นี้เขาจะคุยอะไรกันบ้าง หรือเขาเพิ่งพบเจออะไรมาบ้าง .....แต่ผมรู้สึกว่า เขาดูเหนื่อยเหลือเกิน
“.....มีอะไรอึดอัดอยู่หรือเปล่า?” คำพูดของผมทำเอาเขาชะงักไปเล็กน้อยขณะที่เรากลับมาถึงห้องพอดี
“ทำไมเหรอ? สีหน้าฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอพี่?” เขาหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะกลับไปทิ้งตัวลงบนขอบเตียงที่เดิมอีกครั้ง
“ใช่ แย่มาก.....จนฉันรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่กับนาย....” น้ำเสียงผมจริงจังจนเขาหยุดเสียงหัวเราะก่อนจะหลบตาไม่เผชิญหน้ากับผม
“.......ลุงเขาอยู่แกงค์เดียวกับพี่เลยล่ะ ฉันเองก็เพิ่งรู้ เหมือนจะเป็นหัวหน้าสาขาด้วย” ผมพยักหน้ารับฟังเรื่องของเขา
“ดังนั้นพ่อของฉันที่สนิทกันกับลุงก็น่าจะ..........” อีกฝ่ายเริ่มชันเข่าขึ้นมากอดคุ้ดคู้ ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“.....เกี่ยวข้องกัน? นายก็เลยอยากสืบดูว่างั้น?” ผมย้อนถามทำเอาอีกฝ่ายเงียบไป
“แต่ก็ช่างมันเถอะพี่..... พี่อยากจะเลิกอาชีพนี้ไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นก็ลืมๆ มันไปดีกว่า ว่าแต่พี่คิดเมนูเย็นนี้ไว้หรือยัง.......”
“พี่ช่วยนายได้นะ อยากรู้เรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ?” เขาทำท่าเหมือนจะลุกจากเตียงแต่ผมก็รั้งมือเขาไว้พร้อมคำพูดที่ว่ามา แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่หันมาสบตาผม
“......แต่ถ้าพี่มีความเคลื่อนไหวตำรวจก็จะรู้ที่อยู่พี่นะ อีกอย่างพี่กำลังบาดเจ็บ”
“แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยเราก็จะค้างคาใจไม่ใช่เหรอ? ถ้าได้รู้เรื่องราวของอีกคนที่ผูกพัน......ถึงจะสายไปหน่อยแต่มันก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยไม่ใช่หรือไง” ผมย้อนคำในวันที่เขาถามเรื่องตามหาพ่อแม่กับผมจนเขาต้องมองตอบในที่สุด
พูดตรงๆ บางทีผมก็ไม่รู้ว่าอะไรดีกว่า....... ระหว่างผมที่พ่อแม่ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี กับเขาที่ถูกเลี้ยงดูไม่ต่างจาก “ตัวภาระ” จากผู้ให้กำเนิดที่แทบไม่เคยมาให้เห็นหน้า ......หรือว่าจริงๆ แล้วเราก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก
“......พี่จะช่วยฉันจริงๆ เหรอ”
“แน่นอนสิ พี่ยังมีเวลาอีกตั้งเกือบ 2 เดือนไม่ใช่เหรอ อีกนานนนนนนนน” ผมลากเสียงยาวพร้อมยกยิ้มน้อยๆ อย่างทะเล้นจนอีกฝ่ายหลิ่วตาอย่างหมั่นไส้ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า นัมอูฮยอนคนเดิมกลับมาแล้ว
“ทำเป็นพูดดีไปนะ เดี๋ยวฉันนี้แหละจะทำให้พี่ตายก่อนเวลาเอง เอาแบบเดทโน้ตไงดีไหม?”
“อะไรกันเล่า.... พี่อุตส่าห์รับปากจะช่วยนายนะ ทำร้ายกันซะแล้วเหรอ”
“ไม่ต้องมาทวงบุญคุณเลย ที่ฉันต้องทำนั่นทำนี่ให้ตั้งหลายอย่าง ฉันยังไม่เคยทวงเลย ชริ”
“อ้าว ก็นั่นมันหน้าที่ของนาย ตามข้อตกลงของพร 3 ข้อไง” ผมย้อนพลางหัวเราะคิกทำเอาเขาลุกขึ้นยืนตึงตังด้วยความไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ไปไหนผมก็ยื่นแขนรั้งเอวบางๆ มากอดไว้ได้ทันท่วงที
“จะแกล้งอะไรอีกล่ะ..... ปล่อยได้แล้ว จะกินไหมข้าวเย็นหน่ะ ปล่อยนะ!!!!” เจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดผมยังดิ้นกุกกัก แถมโวยวายเสียงดังพร้อมกับยกเรื่องอาหารมาขู่ แต่หน้ามุ่ยๆ ของเขาตอนนี้ก็น่ารักเสียจนผมอดไม่ได้ที่จะหอมหลายๆ ฟอดใหญ่
“.....ขอบคุณนะ อยู่กับนายพี่มีความสุขมากเลยรู้ไหม” และแล้วผมก็ตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดมานานแต่ไม่เคยได้บอกเขา เจ้าตัวชะงักนิดหน่อยพร้อมกับแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงต่อล้อต่อเถียงกับผมเช่นเดิม
“แหงสิ แกล้งฉันทุกวันชนาดนี้ก็คงแฮปปี้มากอยู่แล้วล่ะ.....” อูฮยอนเสตาไปมองทางอื่นพร้อมยื่นปากใส่ ซึ่งมันน่าหมั่นเขี้ยวมากจนผมเผลองับริมฝีปากสีแดงสดนั้นเข้าไปเบาๆ หนึ่งที
.....หรือถ้าเรียกให้มันดีๆ ตามแบบฉบับหนังรักโรแมนติกก็คือ จูบ นั่นแหละ.....
“อื้อ.....” เจ้าของริมฝีปากที่ผมจู่โจมครางออกมาเล็กน้อยอย่างขัดขืน ผมรู้สึกถึงแรงดันบริเวณช่วงอกเล็กน้อยก่อนที่ฝ่ามือเรียวจะค่อยๆ เปลี่ยนมาขยุ้มเสื้อจนยับยู่ด้วยเหตุที่ถูกป้อนความปรารถนากลิ่นบุหรี่จากผมอย่างต่อเนื่อง ความหอมหวานที่ได้ลิ้มลองทำให้หยุดไม่ได้ที่จะสำรวจลึกลงไปภายในเพื่อค้นหารสชาติที่หลงเหลืออยู่และตักตวงมาเป็นของตัวเองจนหมด ในขณะเดียวกันก็พร้อมป้อนความสุขรสขมปร่าที่อีกฝ่ายหลับตาพริ้มรอรับทั้งยังตอบสนองด้วยปลายลิ้นเล็กเรียวสีเชอร์รี่นั้นด้วยความสุขสม
“.....จะจูบกันก็ไม่บอกนะ” น้ำเสียงที่ตอบมาค้อนเคืองเล็กน้อยเมื่อผมผละจากเขาหลังจากที่ได้รับความสุขจนเต็มอิ่มแล้ว ผมจึงผละมือซ้ายจากรอบเอวของเขามาประคองแก้มที่ยังคงแดงก่ำไม่จาง ก่อนจะจ้องมองลงไปที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเรียวคู่นั้นอีกครั้งพลางยิ้มน้อยๆ
“ช่วยไม่ได้ ก็นายมาทำตัวให้พี่รักแบบไม่บอกกันก่อนเหมือนกัน” และแล้ววันนั้นผมก็โดนหมอนปริศนาฟัดแบบนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว..... หรือจะเปลี่ยนชื่อเรื่องนี้เป็น “หมอนอาถรรพ์” ดีนะ คิคิ
To be continue
------------------------------------------------------------------------------------