[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 10)

posted on 02 May 2012 22:58 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 10)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

กริ๊งงง....

เสียงเตือนจากเครื่องปิ้งขนมปังดึงความสนใจจากผมที่กำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ขนมปังปิ้งสองแผ่นสุดท้ายเด้งตัวขึ้นส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง ผมละสายตาจากไส้กรอกในกระทะมาที่มันเล็กน้อยก่อนจะคว้าออกมาอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะกลับไปพลิกไส้กรอกไม่ให้ไหม้ไปเสียก่อน ไม่นานนักอาหารมื้อเช้าง่ายๆ สำหรับสองคนก็ถูกจัดเรียงบนโต๊ะรอคอยร่างบางที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน ผมมองดูเขาที่กำลังนอนหลับสบายอีกครั้งพร้อมกับคิดย้อนไปจนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน

 

......ยอมรับตามตรงว่าผมค่อนข้างแปลกใจที่เช้าวันนี้ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยสักอย่าง.....

 

ทั้งๆ ที่เตรียมใจไว้อย่างเต็มที่ว่าอาจจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น และผมก็เชื่อว่า สิ่งที่อูฮยอนพร่ำเตือนคงไม่ใช่เรื่องโกหก แต่เช้าวันนี้ผมก็ลืมตาขึ้นมาพบกับเจ้ายมฑูตจอมแสบที่นอนหลับตาพริ้มฝันหวาน สิ้นฤทธิ์อยู่ในอ้อมกอดของตัวเองไม่ต่างจากวันอื่นๆ

 

.....สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาก็ดูจะมีก็แต่รอยสักสีดำประหลาดรูปดาวหกแฉกที่อยู่บนข้อมือของเขาและผม....

 

แต่ไม่นานนักเสียงกุกกักก็ดึงผมออกมาจากภวังค์ความคิดเกี่ยวกับรูปดาวปริศนาดังกล่าว ที่พักที่ไม่มีอะไรกั้นเป็นสัดส่วนชัดเจนระหว่างแต่ละห้องเช่นนี้ทำให้ผมหันไปมองได้ชัดเจนว่า “เจ้านาย” ตัวน้อยที่กำลังงัวเงียลุกขึ้นมานั่งบนเตียงนุ่มด้วยความงุนงงพลางเกาหัว 2-3 ครั้ง เหมือนพยายามลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิต ก่อนที่จะหันมาส่งสายตาหวาดระแวงใส่ผมเมื่อจับได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาจากห้องครัวแห่งนี้

 

.....เหมือนแมวไม่มีผิดเลย..... ผมคิดพลางอมยิ้ม

 

“หัวเราะอะไร” สายตาที่เหมือนแมวขี้ระแวงมองผมตอบอย่างไม่ไว้วางใจ ขณะที่มือทั้งสองข้างพลางสำรวจความเรียบร้อยบนร่างกายตัวเอง ก่อนจะรีบกระชับปกเสื้อตัวหลวมขึ้นมาปกปิดร่องรอยกลีบกุหลาบสีแดงที่แต่งแต้มบนคอเรียวระหงหลังจากสังเกตได้ว่าลำคอขาวที่ถูกเปิดเผยให้โดดเด่นราวกับงานศิลป์เลอค่ามาตลอดคืนจนถึงกระทั่งเมื่อครู่นี้

 

“มองอะไร!!!!!!” และแล้วเจ้าแมวตัวน้อยแสนเชื่องที่ริมระเบียงเมื่อคืนก็หายไป กลายเป็นแมวซ่าหาเรื่องผมทั้งๆ ที่ตัวเองยังลุกขึ้นยืนแทบไม่ไหว ตัวผมเองที่ขี้แกล้งโดยนิสัยก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหรากวนโมโหตอบ

 

“อะไร พี่ยืนอยู่ในห้องครัวของพี่ดีๆ นะ” ย้ำคำอีกครั้งก่อนจะชี้ลงไปยังพื้นที่ที่ยืนอยู่

 

“ก็พี่มอง.......” คำพูดถูกกลืนหายไปในลำคอเหลือเพียงสีหน้าที่ร้อนวาบขึ้นมา

 

“อะไร พี่มองอะไร.....ไหนพูดมาสิว่าพี่มองอะไรนายถึงหงุดหงิดขนาดนี้” ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่ผมก็สาวเท้าเข้าไปไล่จี้อีกคนที่หน้าแดงก่ำไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นเจ้าของจมูกเชิดรั้นก็ยังไม่โอนอ่อนให้ผม

 

“พี่มองฉันด้วยสายตาลามก..... ใครอนุญาตให้มองเจ้าของวิญญาณแบบนี้กัน” นิ้วเรียวชี้มาทางผมจนหลุดขำพรืด ....ถึงจะทำท่าดุแบบนั้น แต่ยมทูตเจ้าของวิญญาณผมคนนี้กำราบยากเสียเมื่อไหร่....

 

“แปลว่า รูปดาวที่ข้อมือตรงนี้แปลว่าวิญญาณพี่เป็นของนายแล้วใช่ไหม” สบโอกาสเหมาะก็ถามให้หายสงสัยก่อนจะชูรอยปริศนาดังกล่าวยืนยันอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กชะงักเล็กน้อยก่อนจะดึงปลายแขนเสื้อสำรวจของตัวเองบ้างและพบสิ่งเดียวกัน

 

“....ก็.....ใช่แหละ เห็นอย่างนี้ก็รู้ไว้ซะนะว่าฉันเป็นเจ้าของวิญญาณพี่ ดังนั้นอย่ามาทำอวดดีล่ะ” ถึงแม้สองแก้มจะยังแดงระเรื่อ แต่ปลายจมูกที่เชิดรั้นอย่างไม่ยอมแพ้ก็ทำให้ผมอยากเย้าแหย่ให้เขินเล่นกลับไปเหมือนกัน.....

 

“......ถึงจะขู่ไปก็ไม่มีผลหรอก ยังไงตอนนี้พี่รู้วิธีทำให้ใครบางคนเรียก พี่จ๋า พี่จ๋า ได้ทั้งคืนก็แล้วกัน” แกล้งกวาดสายตาสำรวจผิวนุ่มลื่นที่ได้สัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้เสื้อเชิ้ตขาวบางเพียงตัวเดียวที่ผมสวมใส่ให้กับมือตัวเองเมื่อคืน ก่อนจะเอียงไปกระซิบข้างหูเจ้าแมวขี้ตื่นอีกครั้ง

 

 “......ฉันไม่พูดกับพี่แล้ว!! ตาแก่ลามก!!” แล้วคนหาเรื่องที่พ่ายทัพไปก็กระวีกระวาดลุกจากเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำถึงใบหู แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะคว้าคอเสื้อไว้แน่น แต่ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ จากความรู้สึกเจ็บหน่วงด้านล่างก็ทำให้ชายเสื้อถลกขึ้นเผยต้นขานวลอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนผมได้ทีผิวปากแซวอีกครั้งทำเอาเจ้าตัวหันมาค้อนวงใหญ่ให้คนขี้แกล้งระเบิดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

 

“นี่ปล่อยนะ!!!!เพราะพี่คนเดียวทำให้ฉันลงไม่ไหวแบบนี้ ไอ้หมีหื่น!!!!” เสียงแผดแปดหลอดจากเจ้านายหมาดๆ ของผมดังขึ้นทันทีที่ผมอดรนทนไม่ได้ ช้อนร่างบางๆ ที่ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าเข้ามาในอ้อมกอด

 

“ก็เห็นเจ้านายลุกไม่ไหวผมก็ต้องช่วยสิครับ เอ๊ะ หรืออยากจะให้พี่ทำให้นายเอวเคล็ดไปทั้งวันเลยดีน้า.....” พอยื่นคำขาดไปแบบนั้น เจ้าแมวตัวน้อยที่ดิ้นตะกุกตะกักในอ้อมกอดก็นอนแข็งถือ ถึงจะลังเลก่อนเล็กน้อยแต่สองแขนเรียวก็ยกขึ้นมาคล้องคอแนบแน่นแต่โดยดี ขณะที่แก้มกลมก็ซุกลงที่ไหล่ของผมอย่างว่าง่าย ......คงเพราะรู้แล้วว่าถ้าผมพูดอย่างนั้นขึ้นมา.....ได้ทำจริงๆ แน่ๆ

 

“.......ใจร้าย แกล้งฉันตลอดเลย” น้ำเสียงออดอ้อนแสดงความน้อยใจออกมาจากริมฝีปากอิ่มที่กำลังขมุบขมิบเบาๆ แต่ด้วยระยะทางจากแหล่งที่มาของเสียงที่อยู่ห่างไม่เกิน 10 เซนติเมตรทำให้ผมได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนจนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าของแก้มยุ้ย ก่อนจะสูดกลิ่นหอมจากแก้มที่กำลังพองลมด้วยความไม่พอใจฟอดใหญ่

 

“ถ้างั้นนายก็เป็นยมทูตที่ดวงซวยสุดๆ เลยล่ะ เพราะพี่เนี่ย.....นอกจากจะลามกแล้วยังขี้แกล้งโดยกำเนิดอีกด้วย” ผมเปิดเผยความจริงอีกข้อให้เขารู้ก่อนยิ้มทะเล้น ทำเอาอีกฝ่ายจิ๊ปากอย่างขัดใจ

 

“ใช่ ลามก ขี้แกล้ง ชอบฉวยโอกาส ขี้งอน ขี้บ่น แถมยัง.....อุ๊บบ” ไม่ปล่อยให้เจ้าตัวร่ายคุณสมบัติที่ว่ามานานนัก ผมจัดการปิดริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่เพื่อตักตวงรสชาติแห่งความปรารถนาอันหอมหวาน แล้วจึงพาร่างของอีกคนมาบรรจงวางลงในอ่างน้ำอย่างเบามือก่อนกดจูบลงบนหน้าผากมนอีกครั้ง

 

“แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น..... พี่ก็รักนายนะ” ผมย้ำคำเดิมที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเมื่อคืนอีกครั้ง พร้อมยิ้มหวานให้พลางจ้องมองเจ้าแมวตาแป๋วที่ก้มหน้างุดมองปลายเท้าตัวเองพร้อมพวงแก้มสีแดงระเรื่อที่ยังไม่จางหาย.....ซึ่งตอนนี้กลายเป็นภาพที่น่ามองที่สุดในชีวิตของผม

 

“......อาบน้ำนะ เดี๋ยวพี่เอาผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าของเรามาให้ เสร็จแล้วจะได้ไปกินข้าวกัน” ขยี้กลุ่มผมนุ่มสีดำเข้มของเจ้าแมวขี้เขินอีกครั้งก่อนผละออกจากขอบอ่างไปจัดการกับภารกิจตามที่บอก แต่ยังไม่ทันที่จะงับประตูให้สนิทก็มีเสียงกระซิบหวานลอยมาตามลมเบาๆ

 

......ด้วยคำที่แม้จะเคยพูดแล้ว ก็อยากพูดอีก.....

......ด้วยคำที่แม้จะเคยได้ฟังแล้ว ก็อยากฟังอีก.....

 

 

“......ฉันก็รักพี่นะ”

 

.....ฟังแล้วอยากหันกลับไปแหย่เล่นให้เจ้าตัวโวยวายอาละวาดอีกครั้ง แต่ผมก็ตัดสินใจทำไม่รู้ไม่ชี้ปิดประตูห้องน้ำไปนั่งจัดของอีกฝ่ายพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนคนบ้า

 

.....ก็เจ้าของวิญญานของผมน่ารักซะขนาดนี้ ไม่ให้ผมเป็นบ้ายังไงไหว.....

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แต่แล้วความสุขก็อยู่กับพวกเราได้ไม่นานนัก เมื่อข่าวการเสียชีวิตของคุณลุงประจำเคาน์เตอร์โรงแรมปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์ สิ่งที่ข่าวให้ข้อมูลมาไม่ต่างจากอะไรที่เราหาเจอที่ห้องสมุดนัก คุณลุงถูกอ้างอิงในฐานะสมาชิกมาเฟียเก่าอีกครั้ง ขณะที่ปาร์คแจฮยองถูกสันนิษฐานเป็นผู้ต้องสงสัยพร้อมกับการร่ายคดีเก่าโลกลืมอย่างที่ผมและอูฮยอนได้อ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์เก่าเรียบร้อยแล้ว.....ผมเปิดสมุดจดข้อมูลสำคัญที่ได้มาจากบาริสต้าคนเมื่อวานอีกครั้ง แน่นอนว่า “ทอง” คือรหัสลับระหว่างแกงค์ของผมที่พูดถึงเฮโรอีน ซึ่งก็ไม่แปลกที่คุณลุงจะใช้ในเมื่อเขาก็มาจากแกงค์เดียวกันกับผม นอกจากนั้น ผมยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า คุณลุงมักจะหายไปนานๆ ในทุกคืนวันที่ 15 ดังนั้นวันที่คุณลุงเสียชีวิตจึงไม่มีใครเอะใจถึงการหายไปของเขาจนแม่บ้านมาพบศพเข้า

 

“เวลาถาม ลุงแกชอบบอกว่า ไปเล่นไพ่กับเพื่อน ขาดลุงเดี๋ยวขาไม่ครบ เพื่อนคนที่ลุงพูดถึงบ่อยๆ แน่นอนมีปาร์คแจฮยอง ซองคาฮโย กับนัม ฮเย อึน......”

 

“นัม ฮเย อึน!!!!” อีกฝ่ายที่ฟังอยู่เบิกตาโพลงเมื่อได้ยินนามสกุลที่คุ้นเคย

 

“ใช่..... อาจจะเป็นคุณแม่ของนายก็ได้” ผมสรุปพลางยิ้มตอบรับเด็กน้อยที่กำลังฉีกยิ้มกว้าง ก่อนที่เจ้าตัวจะโถมร่างเข้ามากอดจนผมที่ไม่ทันตั้งตัวแทบเซตกโซฟา แต่สองมือก็ยังทันประคองเอวบางของเจ้ายมทูตที่กำลังหน้าบานดีใจสุดขีดในอ้อมกอด กอนจะลูบผมนุ่มละมุนนั้นอย่างเอ็นดู แขนเรียวกอดผมอยู่เป็นเวลาเนิ่นนานก่อนจะผละออกเล็กน้อยพอให้ผมได้เห็นรอยยิ้มน่าเอ็นดูของคนที่กำลังแนบซบอกผมอยู่อีกครั้ง

 

“ถ้าฉันไม่ได้มาเจอพี่ ป่านนี้ก็คงได้แต่นั่งเพ้อเจ้อคิดไม่ตกไปเรื่อยๆ อยู่แน่เลย .....ขอบคุณพี่มากจริงๆ นะ” เสียงแผ่วเบาในประโยคสุดท้ายพร้อมกับแก้มแดงระเรื่อของเจ้าตัวทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะมอบจูบให้กับริมฝีปากนุ่มเบาๆ ก่อนกระชับอ้อมกอดไว้ให้แนบแน่นอีกครั้ง พลางยกมือหยิกจมูกรั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“แล้วก็คงจะคิดไม่ตกจนซุ่มซ่ามเก็บวิญญาณผิดรายอีกแน่ๆ เลย อันที่จริงต้องขอบคุณยมทูตจอมโก๊ะคนนี้ต่างหากที่ทำให้เราได้อยู่ด้วยกันแบบนี้”

 

“ไม่ต้องมาตอกย้ำเลย ตัวเองไม่พลาดบ้างก็แล้วไป ชริ”

 

“ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่นา ถ้าวันนั้นนายไม่จำวันผิด เราสองคนก็คงเป็นแค่สิ่งแปลกปลอมที่ต่างเดินตามหนทางของตัวเองไป แต่อะไรบางอย่างก็ทำให้เรามาพบกันแล้วก็..........” ผมลูบรอยดาวสีดำบนข้อมือด้านซ้ายของตัวเองช้าๆ อูฮยอนบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเป็นเจ้าของวิญญาณของผม แต่สำหรับผมแล้วมันแปลว่าเขาและผมจะอยู่ด้วยกันไปชั่วนิรันดร์ต่างหาก

 

“แหวะ ไม่ต้องมาน้ำเน่าเลย!!!! ปล่อยได้แล้วไอ้พี่บ้า....” ถึงจะโวยวายแบบนั้นแต่แก้มสีแดงสดที่ถูกอมลมจนพองขึ้นมาก็เป็นสิ่งบ่งบอกชัดเจนว่า ที่พูดไปนั้นเป็นเพราะเขินมากกว่า ผมเลยจัดการหม่ำมะเขือเทศจากสองข้างแก้มเพิ่มพลังให้ตัวเองเสียยกใหญ่

 

“อะไรกันเล่า!!บอกให้ปล่อยไง!!ไอ้หมีบ้า!!ปล่อยเดี๋ยวนี้น้า........” .....แต่ก็อย่างที่คุณรู้ๆ กันนั่นแหละครับ.....ว่าผมฟังคนที่ดิ้นพล่านๆ อยู่ในอ้อมกอดตอนนี้เสียเมื่อไหร่ คิกคิก

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แล้วผมกับอูฮยอนก็กลับมาที่ห้องปริศนาอีกครั้งเพื่อค้นหาเฮโรอีนกองปริศนา และหลักฐานบางอย่างในกลางค่ำวันนั้น เราสันนิษฐานกันว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องทุกอย่างน่าจะถูกเก็บรักษาอยู่ด้วยกันโดยที่มีคุณลุงเป็นคนเฝ้าพร้อมเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาไม่อาจตุกติกไปไหนได้ อันที่จริงผมสงสัยว่า คน 3 คนที่อยู่ในรายชื่อ “ผู้ตาย” ในตำนานของลุงเฝ้าตึกจะหมายถึงคนที่มีเปอร์เซ็นต์ในกองผลประโยชน์ดังกล่าว เพราะดูจากข้อมูลแล้ว ซอง คา ฮโย ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อนั้นเป็นเจ้าของคอนโดฯ คนเก่าหลังนี้ซึ่งไม่น่าแปลกที่เธอจะมีชื่ออยู่ในนั้น

 

แล้ว นัม ฮเย อึน คนที่พวกเราอยากรู้จักที่สุดล่ะ..... ทำไมถึงไม่มีข้อมูลของเธอในข่าวหรืออินเทอร์เน็ตอะไรเลย

 

.....ข้าวของในห้องถูกรื้ออย่างเบามือและวางเก็บที่เดิมเพื่อไม่ให้มีพิรุธมากที่สุด รวมทั้งป้องกันไม่ให้ทั้งผมและคนข้างตัวทิ้งหลักฐานอะไรให้คนอื่นสังเกตเห็น ฝุ่นหนาในห้องเกาะกุมอากาศอับจนแทบหายใจไม่ออกแถมต้องแอบจามหลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แววอะไรที่จะบ่งบอกได้ว่า เรากำลังมาถูกทาง

 

“ฮัดชิ้ว” แล้วจู่ๆ เจ้ายมทูตตัวน้อยด้านหลังก็จามขึ้นมาดังลั่นจนพวกเราหวาดระแวงว่าจะมีใครพบเข้า จอมยุ่งปิดปากตัวเองแน่นอย่างสำนึกผิดก่อนจะเหลียวซ้ายขวาเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามต้นเสียงมาจริงๆ

 

“เอ้า เอามือออกสิ บอกให้ปิดไว้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็ไม่เชื่อ” บ่นเบาๆ เป็นคนแก่พลางคว้าผ้ามาปิดให้เจ้าตัวยุ่ง .....จริงๆ สำหรับผมแล้ว ถ้าไม่นับเวทย์มนตร์ประหลาดๆ ที่ใช้การได้บ้างไม่ได้บ้างแล้ว นัมอูฮยอนก็แทบจะไม่แตกต่างจากมนุษย์ปกติทั่วไปเท่าไรนัก

 

“ขอบคุณ ฮะ ฮะ ฮะ ฮัดชิ้ว” แต่ผ้าของผมก็ไม่ทันได้ทำหน้าที่ เมื่อเข้าจามอย่างแรงออกมาอีกครั้งจนร่างบางเผลอเซไปชนประตูตู้หลังเก่าตรงหน้า

 

แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงกึกกักดังขึ้นแบบไร้ที่มาก่อนที่กระดานไม้บริเวณพื้นตู้จะพับลงไปด้านล่างเปิดให้เราเห็นอุโมงค์ขนาดหนึ่งคนรอด เราสองคนเลยได้แต่ค่อยๆ ไต่ไปตามบันไดซึ่งเป็นเพียงโครงเหล็กเส้นบางขึ้นสนิมที่ยึดเกาะไว้กับแท่นปูนเก่าลอกร่อนเป็นทางยาว ผนังปูนเปลือยที่มีตะไคร่เกาะเขียวครึ้มไปตามทางที่ยาวเหยียดลงไปยังด้านล่างที่เรามองไม่เห็นปลายทาง ผมตัดสินใจใช้ไฟฉายของตัวเองง้างแผนกระดานที่เป็นพื้นตู้จำแลงนั้นเอาไว้เพื่อให้พอมีอากาศหายใจ และน่าจะเป็นต้นทางตอนขากลับในกรณีฉุกเฉินได้บ้าง ขณะที่เจ้าตัวป่วนยังคงมองลงไปด้านล่างด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

 

“หวา ทางนี้มันจะไปไหนเนี่ย ลึกจังเลย!!!!”

 

“อูฮยอนขอไฟฉายนายให้พี่หน่อย ส่วนนายก็เฝ้าอันที่พี่ง้างไม้กระดานนี้ไว้นะ อย่างให้ใครปิดได้เดี๋ยวหาทางขึ้นกันไม่เจอ” เขาแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ส่งมันให้พร้อมกับทำตามขั้นตอนทุกอย่างแต่โดยดี ผมจึงพออุ่นใจและค่อยๆ ปีนลงไปตามลำพังได้

 

“แล้วนั่นพี่จะไปไหนอ่ะ!!!”

 

“ลงไปสำรวจว่าข้างล่างมีอะไร”

 

“ให้ฉันไปด้วยสิ!!!!” อย่างที่ผมคาดไว้ เจ้าตัวปีนลงมาหาผมอย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องชะงักเมื่อผมห้ามเสียงเข้ม

 

“ไม่ได้นะอูฮยอน เกิดมีคนมาดึงไฟฉายตรงนี้ออกแล้วปิดไม้กระดาน ทั้งเราทั้งพี่ก็หาทางกลับออกไปไม่ได้พอดีสิ” สิ้นเสียงของผมเจ้าตัวก็นิ่งไปเล็กน้อย ผมไม่รู้หรอกว่าเขากำลังทำอะไร แต่คิดว่า คงกำลังกัดริมฝีปากด้วยความขัดใจที่โดนห้ามไม่ให้เล่นซนแบบเด็กๆ แน่ๆ

 

“.......งั้นพี่จ๋ากลับมาไว้ๆ นะ ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว” เสียงอ้อนๆ เหมือนเด็กน้อยกำลังจะถูกทิ้งทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก ถ้าเป็นเวลาปกติก็คงจะลูบกลุ่มผมนิ่มของเจ้าตัวปลอบใจสักสองสามรอบ ......แต่สำหรับตอนนี้ ทำหน้าที่ตรงหน้าให้เร็วที่สุดดีกว่า จะได้ไปจากสถานที่เหม็นอับที่นี่สักที

เมื่อปีนลงมาจนถึงพื้น ผมก็พบว่าความสูงของมันมากกว่าตึก 3 ชั้นด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าคือ บริเวณก้นบ่อแห่งนี้มีทางเดินมืดที่ทอดไปยังอีกฝั่ง ถึงแม้จะไกลสักหน่อยแต่จากที่กะด้วยสายตาแล้วก็ไม่เท่าความสูงของบ่อที่ผมปีนลงมาเมื่อสักครู่นัก ทั้งยังเห็นได้ชัดว่า อีกด้านหนึ่งเองก็มีบันไดเหล็กทอดยาวขึ้นไปข้างบนในลักษณะไม่ต่างกัน.....

 

ผมส่องไฟฉายกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้งเพื่อเช็คสถานภาพของอีกฝ่าย เมื่อได้เห็นเจ้าตัวยุ่งนั่งห้อยขาลงมาจากปากทางพร้อมมองซ้ายขวาอย่างอารมณ์ดีก็สบายใจ จึงลงมือสำรวจเส้นทางดังกล่าวที่ทอดยาวไปอีกฝั่ง ผมตัดสินใจปีนขึ้นไปทางบันไดอีกด้าน และพบว่าด้านบนมีทางออกที่ถูกประตูสังกะสีปิดอยู่ จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ ดันประตูดังกล่าวออก ซึ่งมันง่ายได้ผิดคาดหากแต่มีแสงอะไรบางอย่างสะท้อนเข้ามาด้านในจนผมอดไม่ได้ที่จะชะเง้อมอง

 

“นี่มันอะไรกัน........” 


[FIC].....Till Die(SunggyuXWoohyun)(Part 9)

posted on 20 Apr 2012 16:44 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 9)

Rate: NC-17, R (Violence, Sex)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

Special credit: Thanks to Mookiyeah's featuring

 
 
ลงในบล็อกก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยไปลงบอร์ด เอาความเร็วไว้ก่อน
 
......ของมันร้อน 5555555555
 
เหมือนเดิมก่ะ ขอขอบพระคุณน้องรักที่นั่งแต่งของร้อนมาให้นะคะ ข้าพเจ้าเสียสติไปแล้ว กรี๊ดดดดด
 
ป.ล. ลืมว่าคนเขียนแปะ ซาวน์แทร็คมาให้ด้วย นี่ก่ะ..... เชิบ เชิบบบบบ
 
 
 
 
 

 

ผมแค่อยากจะอ้อยอิ่ง ซึมซับความสุขอันอุ่นหวามนี้ให้นานที่สุด 

เพราะไม่รู้ว่าจะได้กอดกันอีกครั้งเมื่อไหร่ 

ผมกลัว... กลัวว่านี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราจะได้กอดกัน...  

ในฐานะคนรัก 

 

 

 
 
 
 
 

[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo) Part 4

posted on 14 Apr 2012 22:58 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian

[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo) Part 4

Rate: PG

Details: Science, Fantasy, AU 

โฮย่าทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะถอนหายใจยาวอีกครั้งเมื่อเห็นหุ่นกระป๋องเจ้าปัญหายังคงหลับพริ้มอย่างไม่รู้ความเป็นไปรอบตัว เขาเพิ่งทําความสะอาดพร้อมเก็บกวาดข้าวของในครัวเสร็จเมื่อครู่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่รู้จะทําอย่างไรให้ดงอูกลับมาพูดคุยเจื้อยแจ้วได้อย่างเป็นปกติ ถึงแม้พื้นฐานแล้ว เขาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าง่ายๆ ได้บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า กับสิ่งประดิษฐ์แสนซับซ้อนอย่างหุ่นยนต์แล้ว...เขาไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ

 

"...เพราะนายคนเดียวเลย" จิ้มหัวโทษอีกฝ่ายที่หลับปุ๋ยอยู่จิกๆ แต่ถึงจะโทษอีกฝ่ายที่หลับไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปก็เท่านั้น.....ยังไงเขาก็รู้ตัวเองว่าผิดเต็มประตู นี่ถ้าเขาขยันทําความสะอาดบ้านเสียหน่อย ไม่มัวแต่เอ้อระเหยหาอุปกรณ์นู่นนี่นั่นมาทำแทนเสียตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่บานปลายถึงขนาดนี้

.....หรือจะเอาไปทิ้งทั้งอย่างนี้เลยดี..... และแล้วความคิดชั่วร้ายก็ผุดเข้ามาในหัว ไหนๆ อีกฝ่ายก็เป็นหุ่นยนต์ที่ได้มาฟรี แถมคนที่ให้ก็ดูไม่ได้มีวี่แววว่าจะใส่ใจอะไรอีก คิดได้แบบนั้น โฮย่าก็เริ่มอุ้มอีกฝ่ายขึ้นอีกครั้งพร้อมดันให้หัวทรงไข่ของอีกฝ่ายหนุนมาตรงบ่าเพื่อความถนัด ทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายประจัญกับหน้าของชายหนุ่มพอดี......

 

…..ถ้าหมอนี่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอใครคงต้องร้องไห้โฮแน่ๆ……  

....ข้อสันนิษฐานสั้นๆ ทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก เขากลืนก้อนอากาศลงคออย่างยากลำบากเมื่อได้มองใบหน้าที่ซบอยู่บนไหล่ของเขา .....และแล้วใบหน้าของเจ้าหุ่นกระป๋องตัวยุ่งตอนร้องไห้ก็ปรากฏอีกครั้ง..... คิดได้แค่นั้น ความเป็นห่วงก็ตีรวนในจิตใจของอีโฮวอนจนตัดสินใจวางเจ้าหุ่นตัวเล็กไว้ตรงที่เก่า ก่อนจะต่อสายโทรศัพท์หาเจ้าของหุ่นคนเก่าอีกครั้งอย่างเก้ๆ กังๆ

 

“ฮะ ฮัลโหล”

“......บอกแล้วไงว่าอย่าโทรมา”

“ดะ ดะ เดี๋ยวสิคุณ!!! คือผมเพิ่งทำหุ่นยนต์คุณเสียอ่ะ” ชายหนุ่มลากเสียงยาวรั้งปลายสายที่มีทีท่ากำลังจะวางด้วยคำพูดที่รวบรัดตัดความทำเอาอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทำให้ท่าทีที่แข็งกระด้างอ่อนลง

“.....แต่ฉันก็บอกไปแล้วนี่ว่ามีปัญหาอะไรก็แก้เอง”

“ผมจะแก้ได้ยังไง ผมไม่รู้เรื่องหุ่นยนต์เลยนะคุณ อีกอย่าง หุ่นยนต์ที่คุณสร้างมากับมือ คุณก็คงไม่อยากให้ผมไปรื้อข้างในจนพังเรี่ยราดด้วยใช่ไหมล่ะ”

“นายทำมันไม่ได้!!!” ชายชราปลายสายตะคอกกลับมาอีกครั้งจนโฮย่าสะดุ้ง ก่อนจะเงียบไปนานปล่อยให้เขายืนงงว่าตัวเองพูดอะไรผิด แต่ไม่นานนัก ปลายสายก็กลับมาคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงปกติอีกครั้ง

“.....เอาเป็นว่า เล่าอาการมา แล้วฉันจะลองบอกวิธีดู แต่เสร็จเรียบร้อยแล้วห้ามโทรหาฉันอีกนะ”

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

โฮย่ากลับมานั่งจุมปุ๊กอยู่กับเจ้าหุ่นตัวเดิมอีกครั้ง ตอนนี้หุ่นตัวยุ่งถูกจัดการเรียบร้อยหอมฟุ้งด้วยกลิ่นสบู่ที่ชายหนุ่มเพิ่งเช็ดตัวให้หมาดๆ พร้อมกับร่างกายที่ถูกพันด้วยผ้าขนหนูผืนใหญ่ เพื่อรอสวมชุดเปลี่ยนใหม่ที่โฮย่ารื้อเสื้อผ้าที่เขาใส่ไม่ได้แล้วมาให้ .....นับว่าโชคดีที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชายด้วยกัน แถมตัวเล็กกว่าเขามาก ไม่อย่างนั้นดงอูก็อาจจะต้องนอนแก้ผ้าไปในคืนนี้ก็ได้

 

.....พูดถึงนอนแก้ผ้า โฮย่าก็นึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งได้ฟังจากนักประดิษฐ์เจ้าของหุ่นว่า แท้จริงแล้วร่างกายของดงอูไม่ได้ทำจากวัสดุสังเคราะห์อะไรทั้งนั้น หากแต่เกิดจากการนำเนื้อเยื่อของมนุษย์จริงมาเพราะพร้อมกับฝังไมโครชิพควบคุมไปในการเติบโตดังกล่าว ส่วนที่ “สังเคราะห์” จริงๆ จึงเป็นเพียงแผงควบคุมที่ฝังอยู่ตามระบบประสาทในตัวของเขา และนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ดงอูถูกส่งมาให้โฮย่าฟรีๆ เป็นเพราะตัวดงอูเองเกิดจากการลอบทดลองแบบผิดกฎหมายจากองค์กรใต้ดินแห่งหนึ่ง แต่องค์กรดังกล่าวก็ถูกตำรวจกวาดล้างไปแล้ว ไม่มีเงินอัดฉีดเพื่อการวิจัยต่อไปอีก และถ้าตำรวจพบเข้า ดงอูเองก็อาจจะถูกทำลายเนื่องจากเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีด้วย

 

“ฉันก็แค่ไม่อยากให้สิ่งที่ฉันสร้างมาเป็นปีๆ ต้องป่นปี้เพียงเพราะเรื่องแค่นี้เท่านั้นแหละ” ชายชรากล่าว แต่ก็ไม่ยอมบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของโปรเจ็กต์ที่เขาว่ามา

 

“มิน่า.... ดงอูถึงเหมือนมนุษย์ไปทุกกระเบียดนิ้วไม่มีผิด” ชายหนุ่มพึมพำพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างหุ่นตัวเล็กตัวเดิมอีกครั้ง เขามองผ้าขนหนูที่คลุมตัวของอีกฝ่ายทั้งบนล่าง .....ใช่ เขาเห็นร่างกายใต้ผ้าสองผืนนี้มาโดยทั้งหมดแล้ว ด้วยถือวิสาสะว่า เป็นผู้ชายด้วยกันเลยจัดการทำความสะอาดคราบเหม็นที่เกิดขึ้นในห้องครัวออกให้ทุกอย่าง

 

.....ตอนแรกก็คิดว่า ผู้ชายด้วยกันคงไม่เป็นไรหรอก แต่พอได้เจอผิวขาวผ่องที่เติบโตมาในแท่นแคปซูลไม่โดนแดดโดนฝน แถมยังละเอียดนุ่มเนื่องจากไม่เคยสัมผัสโดนสารหยาบกระด้างใดๆ ในโลกแบบนั้น .....มันก็ทำให้เขาลุกลี้ลุกลนจนต้องรีบเช็ดรีบหาอะไรมาคลุมอย่างที่เห็น

 

“.....” ชายหนุ่มกลืนก้อนอากาศลงคออีกครั้ง ก่อนจะรีบเปิดผ้าขนหนูที่คลุมตัวอีกฝ่ายท่อนบนออกก่อนที่จะสวมเสื้อผ้าชุดเก่าของเขากลับเข้าไปให้ใหม่ แต่ขั้นตอนต่อไปของเขานี่แหละลำบาก..... การรีสตาร์ทให้หุ่นยนต์กลับมาใช้ได้อีกครั้ง

 

“จูบเลยเหรอลุ๊งงงงงงงงงงงงง” อีโฮวอนร้องเสียงหลงทำเอาอีกฝ่ายแก้วหูแทบแตกก่อนจะโดนสวนกลับมาชุดใหญ่

“แกจะโวยวายอะไรกันนักหนาห๊า ทำพังเองก็ต้องซ่อมเองไม่ใช่เหรอไง”

“ก็ลุงนั่นแหละ ทำระบบอะไรลามกชะมัด เปิดสวิตซ์ก็สัมผัส รีสตาร์ทก็จูบ”

“......ฉันประดิษฐ์มาให้เป็นหุ่นยนต์คู่รักก็ต้องให้กอดให้จูบนะสิ คนที่ซื้อหุ่นฉันไปทั้งหมดมีแค่แกนั่นแหละทำพิเรนทร์จะเอาไปถูบ้าน ทำกับข้าวเอง ......ช่วยไม่ได้ สงสารภรรยาแกในอนาคตจริงๆ” คำสวนสั้นๆ ทำเอาอีโฮวอนรู้สึกเหมือนถูกน็อค แต่ก็ต้องยอมเลิกราไปเนื่องจากมันคือความจริงอย่างที่สุด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังมิวายถามในสิ่งที่อยากรู้

“แล้วพอรีสตาร์ท ดงอูเขาจะลืมผมไหม”

“.....ไม่ลืมหรอกตราบใดที่แกไม่เลาะสมองหุ่นออกไปซะก่อน”

“โห ลุงโหดจัง ไม่มีวิธีง่ายกว่านั้นเหรอ”

“แล้วแกหวังอะไรอยู่..... จำไว้นะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมันไม่มีอะไรย้อนกลับได้หรอก ต่อให้เป็นไฟล์ในคอมพิวเตอร์ถึงจะลบแล้วลบอีก..... แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีร่องรอยอะไรสักอย่างนั่นแหละ” .....นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ชายชรานักประดิษฐ์กล่าวเท่าที่อีโฮวอนจำได้

 

“.....ลืมฉันไม่ได้เลยเหรอ” ร่างสูงกว่าถอนหายใจยาว เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเพราะตัวเองก็มีประสบการณ์ “ลืมไม่ลง” กับอะไรหลายๆ อย่างไม่ใช่น้อย และรู้ดีอีกด้วยว่า ดงอูอาจจะต้องทรมานแน่ๆ ถ้าวันหนึ่งเขาไปรักผู้หญิงอื่น ขณะที่ตัวดงอูเองยังคง “ลืมไม่ลง” อยู่แบบนี้

 

......เพราะจะอย่างไร ชายหนุ่มก็มั่นใจว่า เขาคงจะไม่มีทางรู้สึกอะไรกับ “หุ่นยนต์” ไปได้แน่นอน.....

 

“เอาเถอะ!!!!!” อีโฮวอนสูดหายใจลึกอีกครั้ง จะอย่างไรเสีย เขาก็ต้องทำให้ดงอูฟื้นขึ้นมา เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของคุณลุงนักประดิษฐ์ที่อุตส่าห์วางใจส่งหุ่นยนต์มาให้เขาฟรีๆ อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเขาเอง แถมห้องนี้ก็เป็นห้องปิดล็อกเรียบร้อย คงไม่มีใครทะเล่อทะล่ามาเห็นเขาจูจุ๊บกับผู้ชายแน่นอน

 

.....ก็แค่จุ๊บกับตุ๊กตา ไม่เป็นไรหรอก..... อีโฮวอนให้กำลังใจตัวเอง

ฝ่ามือหนาลูบใบหน้าเรียวที่กำลังหลับพริ้มก่อนจะช้อนคางคมขึ้นอย่างเบามือ จ้องมอริมฝีปากอิ่มเผยอเล็กน้อยเหมือนรอรับจุมพิตจากใครสักคนมาปลุกให้ออกจากห้วงนิทรา ก่อนจะใช้อีกฝ่ายมือดันพนักโซฟาเพื่อรั้งตัวเองให้ได้องศาที่พอเหมาะพลางโน้มใบหน้าเข้าใกล้ที่ละน้อยพลางสัมผัสถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างกายของอีกฝ่าย ปลายจมูกโด่งคมสัมผัสกันเบาๆ ทำเอาร่างที่ดันตัวขึ้นคร่อมอยู่ด้านบนสะดุ้งเฮือก แต่ก็กลับมาเอียงคอให้รับมุมกับใบหน้าของอีกคนที่นอนนิ่งก่อนที่ลิ้มรสริมฝีปากอิ่มที่รอคอยคนตรงหน้าอยู่อย่างเงียบงัน

 

“......โฮย่า ฉันหลับไปเหรอ?” ร่างเล็กๆ งัวเงียตื่นขึ้นก่อนที่จะพบเพียงอากาศว่างเปล่า เสียงกระแทกประตูห้องน้ำดังอยู่ไกลๆ ชวนให้เกิดความสงสัย หุ่นยนต์ตัวเดิมลุกขึ้นสำรวจรอบบ้านก่อนจะลองเคาะประตูที่ปิดอยู่พลางร้องเรียกคนที่น่าจะอยู่ในนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“โฮย่า..... อยู่ในนั้นหรือเปล่า? โฮย่า”

.....เคาะไปเถอะ ไม่มีเสียงตอบหรอก เพราะคนที่ถูกร้องเรียกชื่อกำลังนั่งกอดเขาคุดคู้อยู่หน้าส้วมพร้อมใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหูกับสารพัดคำถามที่ไม่รู้จะหาคำตอบจากที่ไหน

 

......คอมพิวเตอร์ลบไฟล์ได้ไหมหมดฉันท์ใด สมองมนุษย์ก็คงลืมความหวานจากริมฝีปากนุ่มๆ นี้ไม่ได้ฉันท์นั้นนั่นแล.....

--------------------------------------------------------------------------------------------------

เช้าวันนี้โฮย่ารีบร้อนออกมาจากบ้านเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีสอนคลาสเช้าและตารางจริงๆ จะว่าง แต่เขาก็ไม่อยากเผชิญหน้าอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้จะระบุว่าเป็นคนหรือสิ่งของที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าหมอนี่เหมือนคนจนเกินไป...... เกินกว่าอะไรๆ ที่มันไม่สมควรจะเกิดในความรู้สึกของเขามันก็เกิดขึ้นจนได้ แถมยังเกิดมากเกินไปเสียจนเขาเองยังตั้งตัวแทบไม่ติด

 

......นี่ขนาดแค่วันเดียวนะ ยังลากมาตั้ง 3-4 ตอนฟิคเลยดูสิ อีโฮวอนคิดในใจ.....

 

ด้วยเหตุนี้เช้าวันนี้เขาเลยยังไม่ได้ลองชิมรสชาติอาหารฝีมือเจ้าหุ่นกระป๋อง หรือคอยคุมการทำงานเหมือนเมื่อวันก่อน แต่ถึงกระนั้นอีโฮวอนก็ยังรู้สึกวางใจขึ้นมานิดหน่อยเพราะได้ตาลุงนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องสอนการใช้งานโดยตรงให้กับเขาชนิดติวผ่านโทรศัพท์จนต้องยืมเงินค่าโทรกันเลยทีเดียว

 

.....แต่สิ่งที่ไม่น่าไว้ใจคือตัวเขาเองกับเจ้าหุ่นยนต์จริตประหลาดนั่นแหละ.....

อีโฮวอนพยายามนึกถึงภาพล่าสุดที่เขาพบเห็นเจ้าหุ่นกระป๋องตัวปัญหา เจ้าตัวยังนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายอารมณ์พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับฝันหวาน ขณะที่เครื่องชาร์ทเจ้าหุ่นยนต์ก็ยังคงส่งสัญญาณออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้ชายหนุ่มรู้ว่า มันกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ หลังจากที่เขารีสตาร์ทดงอูกลับมาใหม่อีกครั้งก็ดูเหมือนทุกอย่างจะกลับมาปกติสมบูรณ์ดี ดงอูเองก็กลับมาจ้อไม่หยุดปาก แต่เจ้าตัวก็ยังต้องการการชาร์ตไฟอยู่

 

“งั้นคืนนี้นายนอนตรงโซฟาแล้วกัน สัญญาณไวร์เลสจะได้ไม่หลุดไปไหน” ชายหนุ่มกลางพลางหอบทั้งหมอนและผ้าห่มมาโยนกองให้เสร็จสรรพ ขณะที่อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับรัวเร็ว ร่างสูงกว่าจึงพาตัวเองเข้าไปในห้อง

“แล้วก็อย่าลืมซักผ้ากับล้างจานให้ตามที่บอกด้วยนะ” แต่ยังไม่ทันที่จะทำอะไรต่อ อีโฮวอนก็เปิดประตูออกมาอีกครั้งพร้อมกับกำชับสิ่งที่บอกไว้ ร่างเล็กพยักหน้ารับทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมานิดหน่อย ก่อนจะปิดประตูห้องนอนตัวเองลงไป .....แต่ก็หายเข้าไปในห้องได้ไม่นานนัก

“อ่อ อย่าลืมที่ฉันบอกนะ อย่าไปเที่ยวเล่นซนอะไรเข้าล่ะ” เขาเปิดประตูออกมาขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะทิ้งตัวลงหนุนหมอนใบนุ่ม จนเจ้าตัวตกใจต้องลุกพรวดพราดขึ้นมาอีกครั้ง หุ่นตัวเล็กลุกขึ้นมาพยักหน้ารับเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ไม่ทันที่อีกคนจะงับประตูกลับไปอีกครั้ง เจ้าหุ่นตัวเล็กก็ชิงถามขึ้นมาเสียก่อน

“โฮย่ามีอะไรจะบอกดงอูอีกไหม” เจ้าของแววตาใสถามขึ้นอย่างซื่อๆ แต่อีกฝ่ายกลับทำคิ้วขมวดมุ่นเหมือนลังเลที่จะพูดอะไรบางอย่าง

“ก็.....มะ ไม่มีนี่..... ทำไมเหรอ?”

“เปล่าหรอก ดงอูไม่อยากให้โฮย่าต้องเดินออกมาบ่อยๆ” พูดไปด้วยความหวังดีพร้อมกับยิ้มจนตาปิดเหมือนทุกครั้ง แต่โฮย่ายังคงเกาะอยู่ที่ประตูจ้องมองอีกฝ่ายที่ดูเหมือนเตรียมตัวพร้อมจะหลับลงไปอย่างเต็มที่

“.....อรุณ เอ้ย ราตรีสวัสดิ์นะ”

“อือ ราตรีสวัสดิ์”  .....หลังจากที่ร่างเล็กตอบรับ ประตูห้องนอนก็งับลงไปอย่างรวดเร็ว.....

 

“.....ท่าทางเราจะอยู่คนเดียวนานเกินไปจริงๆ” โฮย่าพึมพำกับตัวเองระหว่างที่นั่งจุมปุ๊กอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าที่ยังไม่เปิด ก่อนจะนวดสองข้างแก้มตัวเองให้อุณหภูมิลดลงมาหลังจากที่นึกถึงเรื่องเมื่อคืน

.....อะไรมันจะยากขนาดนั้น แค่พูดว่า ราตรีสวัสดิ์ กับหุ่นกระป๋องก่อนนอนแค่นั้นเอง......

ขั้นตอนสั้นๆ ที่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่สำหรับอีโฮวอนแล้วมันกลับทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะเขาเองก็อยู่เพียงลำพังมาตั้งแต่มัธยมปลาย ถึงจะมีเพื่อนๆ มาค้างคืนชั่วคราวบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มาเพื่อเมาหัวราน้ำจนกระทั่งเช้า ไม่มีใครที่จะให้บอกอรุณสวัสดิ์หรือราตรีสวัสดิ์กันเท่าไหร่ จึงนับว่า นานไม่ใช่น้อยที่เขาได้เอ่ยคำๆ นี้กับใครสักคนเป็นครั้งสุดท้าย

 

......แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ควรจะใจเต้นขนาดนี้.....

 

เอาน่า หมอนั่นเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกผลิตมาเพื่อเป็นคนรัก ก็คงมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คนที่อยู่รอบๆ หลงเสน่ห์นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคนที่อยู่ด้วยทุกวันคงเบื่อแย่ โฮย่าคิดเข้าข้างตัวเองไปแบบนั้น เขามั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางตกหลุมรักผู้ชายด้วยกันเด็ดขาด เขาแค่รู้ร้อนรู้หนาวตามประสามนุษย์ทั่วไปเวลารู้ว่ามีใครบางคนมาให้ความรักเท่านั้นแหละ แถมในเมื่อเป็นความรักแบบที่สังเคราะห์มาจากคอมพิวเตอร์แล้ว อีโฮวอนก็ไม่ควรจะใส่ใจอะไรกับมันให้มากมายอีก

 

.....อย่าใส่ใจ แม้แต่แก้มกลมแดงๆ ที่ตัดกับผิวขาวผ่อง บนใบหน้าได้รูปที่ดูน่ามองด้วยผมสีทองที่ยาวลงมาปรกใบหน้า แต่ก็ไม่อาจบดบังดวงตายิ้มหยีจนปิดนั้นก็อย่าใส่ใจ.....

 

“.......” ชายหนุ่มกระดกน้ำเปล่าอึกสุดท้ายที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อลงคออีกครั้ง เขามองไปยังสวนด้านหน้าของห้างที่ประดับตกแต่งไปด้วยไม้พุ่มขนาดเล็กอย่างไร้จุดหมาย อีกประมาณ 1 ชั่วโมงโรงเรียนที่เขาสอนอยู่ถึงจะเปิด ชายหนุ่มจึงได้แต่นั่งเตร่คิดเรื่องเพ้อเจ้อทั่วไป ก่อนจะเศร้าใจกับตัวเองทุกครั้งที่ตัวเองนั่งแกร่วเนื่องจากรีบออกจากบ้านมาเร็วกว่าทุกที่

 

......พอนึกวนมาถึงตรงนี้ เรื่องที่เขา “ไม่ใส่ใจ” มันก็ย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง.....

 

“โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย พอแล้วจะวนมาทำไมกันนักหนา” อีโฮวอนตะโกนลั่นหน้าลานห้างสรรพสินค้า ก่อนจะได้สติเมื่อผู้คนที่บางตาหันมามองเขาเป็นตาเดียว ถึงในตอนเช้าบริเวณแถวนี้จะไม่คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเหมือนตอนห้างเปิด แต่ความสงบนั้นก็ทำให้เสียงของเขาดังกว่าปกติจนเป็นที่สนใจได้ไม่ยากนัก

 

“.....” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนเหมือนเป็นการขอโทษคนรอบตัวก่อนจะนั่งกลับลงไปอีกครั้งอย่างสิ้นหวัง แต่เขาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีมือเย็นโผล่มาจับที่ไหล่จากด้านข้าง

“เฮ้ยยย” *ตุ๊บ*

“โอ้ยย แค่หยอกนิดเดียวเอง เบาๆ สิวะ” เสียงโวยวายดังขึ้นต่อจากเสียงอุทานที่ตามด้วยเสียงชกใบหน้าของใครบางคน เพื่อนของเขาที่เป็นครูสอนร้องเพลงจากโรงเรียนเดียวกันเจ็บจนเอามือกุมปลายคางมนร้องโอดโอยพร้อมใบหน้ายู่ยับ

“ก็ชั้นไม่รู้ว่าเป็นแกนี่ มีอย่างที่ไหน โผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง” ชายหนุ่มหน้าเบ้แต่ก็ยังคงสู้ฝีปากไม่หยุด

“ให้เสียงบ้าอะไร ชั้นนั่งข้างแกเป็นชาติแล้วไม่รู้ตัวเลยหรือไง แล้วเมื่อกี้ลุกขึ้นโวยวายอะไรไม่ทราบ”

“......เรื่องของชั้นน่า” อีโฮวอนน่ามุ่ยเมื่อถูกถามคำถามย้ำปมในใจ แต่มีหรือที่เพื่อนซี้อย่างนัมอูฮยอนจะไม่อยากรู้ต่อ ขอให้เป็นเรื่องของคนอื่น เรดาร์นัมสตาร์ก็กระดิกดิ๊กๆ แล้ว

“แกเป็นอะไร? มีความรัก อกหัก แย่งสาว ทำเขาท้อง หรือ..... โอ้ย” อีกฝ่ายเดาสุ่มไปเรื่อยจนกระทั่งโดนศอกแหลมๆ กระทุ้งด้านข้าง แต่ก็ยังไม่วายหัวเราะเยาะกับสีหน้ายับยุ่งของอีกฝ่ายที่รู้สึกกวนใจเต็มแก่

“อะไรเล่า ไม่เห็นต้องทำหน้ายุ่งเลย อย่างอนสิจ๊ะ เมี๊ยวๆๆๆ”

“ไม่ต้องมายุ่งเลย!!!! ยุ่งเรื่องของตัวเองกับพี่ซองกยูไปเถอะ!!!!” ไม่พูดเปล่า เขายกฝ่าเท้าขึ้นขู่จนอีกฝ่ายต้องรีบถอยกรูพร้อมยกมือขึ้นปัดป้อง

“อะไรกันวะ เพื่อนอุตส่าห์หวังดี เห็นแกตื่นเช้าผิดปกติแถมยังมาตะลอนๆ พร้อมท่าทางแปลกๆ อีก ฉันก็ถามดูนะสิ” พออีกฝ่ายอ้างดังนั้น อีโฮวอนก็เลยกลับมานั่งเรียบร้อยปกติอีกครั้งพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เฮ้อออ ช่างมันเถอะ ว่าแต่แกออกมาทำไมแต่เช้า ไม่อยู่ช่วยพี่ซองกยูเปิดโรงเรียนหรือไง”

“ก็ต้องออกมาหาอะไรกินก่อนสิ”

“อ่อเหรอ นึกว่ากินกันเองเป็นข้าวเช้าทุกวัน”

“ไม่ต้องพูดมากเลย ชั้นจะกลับโรงเรียนแล้ว จะไปนั่งรอด้วยกันไหมล่ะ แอร์เย็นๆ” อีกฝ่ายฟาดตุบเข้ามาที่กลางหลังของเขาจนไหล่แทบเคลื่อน แต่ก็ไม่วายชวนอีกคนไปที่โรงเรียนด้วยกัน

 

โรงเรียนที่เขาสอนอยู่เป็นโรงเรียนของพี่ซองกยูคนดังกล่าว ถึงแม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่โรงเรียนแห่งนี้ก็มีหลักสูตรสอนที่หลากหลายไม่ว่าจะร้องเพลง เต้นรำ หรือเล่นดนตรี รวมทั้งยังรับแต่งเพลงให้โฆษณา ละคร และการแสดงทั่วไป ซึ่งทั้งสองคนก็ช่วยกันดูแลธุรกิจจนอยู่ตัวได้ทุกวันนี้

 

และแล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดเข้ามาในสมองเขา ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่บางทีคนที่มีคนรักเป็นผู้ชายเหมือนกันอย่างอูฮยอนน่าจะมีความคิดดีๆ กับอาการที่เจ้าหุ่นดงอูมาหลงรักเขาแบบนี้

 

......หรือจริงๆ เขาควรจะลองปรึกษาอูฮยอนดูดีนะ.....

 

[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo) Part 3

posted on 09 Apr 2012 11:38 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian

[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo) Part 3

Rate: PG

Details: Science, Fantasy, AU (มีคำไม่สุภาพเล็กน้อยเพื่ออรรถรสในการอ่านนะจ๊ะ)


หลังจากที่ใช้เวลาไปพักใหญ่ ในที่สุดอีโฮวอนก็ทั้งขู่ทั้งปลอบให้เจ้าหุ่นยนต์จอมซับซ้อนหยุดร้องไห้จนได้ เขาทั้งสองคนเสียพลังงานกันไปมากจนชายหนุ่มคิดว่า เขาควรจะเร่งทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้สารพัดเหตุการณ์มันบานปลายอีก ว่าแล้วเจ้าตัวก็เลิกล้มความตั้งใจที่จะนั่งๆ นอนๆ สบายๆ ดูอีกฝ่ายทำงาน เพราะคิดๆ ไป กว่าจะอธิบายว่าตรงไหนทำอย่างไรก็คงต้องสอนกันเป็นสัปดาห์ ดังนั้นตัวเขาเองก็ทำไปด้วย และให้หุ่นยนต์เจ้าปัญหาข้างตัวดูตัวอย่างไปด้วยดีกว่า อย่างน้อยถึงแม้จะต้องลงมือทำเอง แต่ก็ยังดีที่มีผู้ช่วยที่คอยเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างๆ

“ฮู่ววว เสร็จเสียที” โฮย่าถอดหายใจยาวเหยียดก่อนนอนแผ่หลาบนพื้นหอมๆ ที่เขาและเจ้าหุ่นตาใสเพิ่งช่วยกันถูน้ำยาถูพื้นซ้ำไปไม่นาน แต่เหลือบมองไปข้างๆ ก็เห็นหุ่นยนต์ดงอูกำลังจ้องมองกองทัชมาฮาลที่ยังไม่ถูกรื้อถอนด้วยความสงสัย

“โฮย่าไม่ทำตรงนี้ด้วยเหรอ? โฮย่าไม่ชอบหอเอนปิซ่าของฉันนี่” เขามองกลับไปที่กองซึ่งดงอูบรรจงเอาหนังสือและข้าวของมาเรียงเป็นแบบจำลองสถาปัตยกรรมโบราณอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มให้ดงอู

“อืมม ไม่ใช่ไม่ชอบ ฉันบอกแล้วไงว่า หอเอนปิซ่าของนายมันทำจากซองขนมกับกระป๋องน้ำ ถึงมันจะสวยแต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีแมลงสาบที่ฉันเกลียด.....นายก็คงไม่ชอบที่จะต้องไล่จับแมลงสาบให้ฉันใช่ไหม?” อธิบายยาวเหยียดก่อนจะหันไปสบตาหุ่นยนต์ใสซื่อที่พยักหน้าระรัวอีกครั้ง

 “แต่อันนี้ส่วนใหญ่มันเป็นหนังสือฉันเลยคิดว่า ฉันเก็บไว้ดีกว่าเพราะมองๆ ไปมันก็สวยดี” คำตอบดังกล่าวทำเอาแก้มใสของอีกฝ่ายเปล่งไปตามรอยยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยิน ชายหนุ่มจัดการเปลี่ยนเอาของที่จำเป็น ออกและของที่จะมาแทนกันได้เสียบเข้าไปนิดหน่อยๆ เพื่อให้เขาสามารถหยิบฉวยของที่ใช้อยู่ประจำได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องรื้อเจ้าทัชมาฮาลเข้าๆ ออกๆ อยู่บ่อยๆ .....ถึงแม้ห้องของเขาจะถูกปัดกวาดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แต่ทัชมาฮาลที่เด่นตระหง่านอยู่ริมฝาผนังกลางห้องก็ทำเอาพื้นที่ภายในดูแคบลงไปเหมือนกัน แต่สำหรับชายหนุ่ม ทัชมาฮาลอันนี้มันก็สวยเกินกว่าจะรื้อจริงๆ.....

คิดได้ดังนั้น อีโฮวอน ก็มองกลับไปถึงเจ้าของทัชมาฮาลที่กำลังภูมิอกภูมิใจกับผลงานของตัวเองตรงหน้าอีกครั้ง เขาก็ไม่รู้หรอกว่า คำว่า “หลงรัก” หรือ “คนรัก” ที่ระบุไว้ในนิตยสารมันจะมากน้อยแค่ไหนในความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่สำหรับเขาแล้วมันคงแย่ไม่ใช่น้อยถ้าหุ่นยนต์ที่ดูจะคิดอะไรได้เองจะต้องถูกตั้งโปรแกรมให้ “รักคนที่เจอหน้าครั้งแรก” แบบนี้ ขณะที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ปรารถนาความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวกับผู้ชายด้วยกันสักเท่าไหร่ด้วย..... คิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็คว้าหนังสือคู่มือเล่มเดิมกลับมาอ่านอีกครั้ง พยายามค้นหาวิธีปรับหรืออะไรก็ได้ที่พอจะเปลี่ยนฟังก์ชั่นให้ไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ได้

.....แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า อะไรที่มันผิดวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรก ก็ย่อมไม่ตอบสนองไปตามที่คิดเท่าไหร่.....

สิ่งที่อีโฮวอนเจอในหนังสือแทบจะไม่ต่างจากกิจกรรมเกมจีบหนุ่มที่เคยได้ยินมา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโปรแกรมให้จดจำวันเกิด การพาไปออกเดท กำหนดให้สั่งดอกไม้ให้ในวันสำคัญ หรือแม้กระทั่งเรื่องบนเตียงก็สามารถตั้งโปรแกรมได้ตามใจด้วยซ้ำ

“โห อย่างนี้แล้วจะมีความสุขหรือไงวะ ฝ่ายหนึ่งเล่นกำหนดอีกฝ่ายยิกๆ แบบนี้” ชายหนุ่มบ่นขึ้นเมื่อหนึ่งถึงภาพที่หญิงสาวสักคนกับหุ่นยนต์ในลักษณะเดียวกันขึ้นมา ก่อนจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ และวางหนังสือในมือทิ้งอย่างสิ้นหวัง .....บางทีตัวเขาเองอาจจะต้องคุยกับอีกฝ่ายให้ชัดเจนขึ้นด้วยตัวเอง.... หวังว่า จะคุยด้วยไม่ยากนะ

“นี่ ดงอูอา” ทันทีที่เรียก ดวงตาแป๋วๆ ที่กำลังนั่งจุมปุ๊กมองไปรอบๆ ก็หันมามองเขาด้วยความสงสัยทำเอาคนมีธุระต้องเผลอกลืนน้ำลายอีกครั้งด้วยความลำบากใจ

“เอ่อ คือ.....” โฮย่าพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ออกมาโอเคที่สุด เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีฟังก์ชั่นอะไรสักอย่างที่ทำให้ร้องไห้ได้ และเขาก็ไม่อยากให้หมอนี่ร้องไห้อีกเป็นรอบสอง ดังนั้นเขาจึงอาจจะต้องรักษาน้ำใจไม่ต่างจากการพูดคุยกับคนทั่วไปนัก

“นายรู้ใช่ไหม? ว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์” ดงอูพยักหน้าเร็วอย่างเข้าใจ อีกฝ่ายจึงกล่าวธุระของตัวเองต่อ “คือ...... ที่ฉันขอให้เขาส่งนายมาที่นี่ เพราะฉันอยากได้คนที่มาช่วยงานฉันนะ”

“อย่างเช่นทำความสะอาด หรือทำกับข้าว ซักผ้าอย่างนี้เหรอ? ไม่ต้องห่วง!!! ฉันทำได้” ดงอูพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ก่อนจะรับปากพร้อมรอยยิ้มกลับมาให้เขาอีกครั้ง โฮย่าเองก็รู้ว่าอีกฝ่ายทำได้ เพราะคุณสมบัติถูกระบุชัดเจนทั้งในนิตยสารและคู่มือที่แนบมา แน่นอนว่า คุณสมบัติการเป็น “คนรัก” ที่เพอร์เฟ็กต์นั้นไม่ใช่แค่คำพูดหวานๆ แต่หมายถึงการช่วยเหลือภาระหนักเบาเพื่อเอาใจอีกฝ่ายด้วย..... ซึ่งโฮย่าเดาว่า ฟังก์ชั่นเหล่านี้ก็คงใส่มาเพราะการนี้นี่แหละ

“ฉันรับปากคนที่ประดิษฐ์นายเอาไว้ว่า....จริงๆ ก็ไม่ได้รับปากหรอก เอาเป็นว่า ฉันต้องเก็บเรื่องที่นายเป็นหุ่นยนต์เป็นความลับ ดังนั้นถ้าใครถาม เราต้องบอกเขาว่า นายเป็นเพื่อนสมัยเรียนของฉัน โอเคไหม?”

“อือ”

“แล้วก็..... อย่าซี้ซั้วไปบอกรักฉันไปทั่วเหมือนเมื่อกี้อีกนะ คือ....นายอาจจะถูกตั้งโปรแกรมเพื่อให้มาเป็น “คนรัก” แต่ฉันไม่ได้เอานายมาเพื่อวัตถุประสงค์อย่างนั้น”

“...........ดงอูรักโฮย่าไม่ได้เหรอ” ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่จะถูกถามกลับแบบนั้น เพราะคู่มือที่เขาอ่านก็ระบุชัดเจนว่าหุ่นยนต์เข้าใจอย่างนั้น แต่พอเห็นดวงตาใสที่เพิ่งหยุดร้องไห้มาหมาดๆ เริ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่แทบจะหายไปในทันทีแล้วก็ต้องยอมรับว่า ใจหาย แถมอะไรที่เตรียมๆ จะพูดไปก็ร่วงผ่านหลอดอาหารให้กระเพาะเอาไปย่อยเป็นแป้งเสียหมด เพราะถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นหุ่นยนต์ แต่ก็อภิมหาเหมือนมนุษย์ปุถุชนเอามากๆ ซะจนตัวเขาเองยังรู้สึกเหมือนต้องปฏิเสธรักจากมนุษย์ขึ้นมาจริงๆ

......แถมยังเป็นมนุษย์ที่ถึงจะเป็นเพศชายแต่ก็นับว่า ตัวเล็กกว่าปกติ แถมยังมีแก้มขาวเนียนที่มาพร้อมกับดวงตากลมโตใสซื่อบริสุทธิ์ ที่กำลังจ้องมองเข้ากลับมาด้วยความไม่เข้าใจนั่นด้วย.....

ไอ้บ้าเอ้ย ใครเจอแบบนี้เข้าไปก็พูดไม่ออกหรอก..... ชายหนุ่มสบถในใจให้กับชะตากรรมอันแสนโหดร้ายของตัวเองก่อนจะรวบรวมสติที่แตกกระเจิงกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะหันมาอธิบายให้คนตัวเล็กข้างๆ ฟังอย่างใจเย็นที่สุด

“......มะ ไม่ได้หรอก แบบ.....โฮย่าไม่ได้รักกับดงอูด้วยอ่ะ.....ดงอูเข้าใจใช่เปล่า” อย่างที่คาดเอาไว้..... พอเจอคำอธิบายแบบนั้น เจ้าหุ่นยนต์หน้าตาบ้องแบ๊วก็สะบัดหัวอย่างแรงย้ำว่าตัวเองไม่เข้าใจจริงๆ เดือดร้อนอีกฝ่ายต้องค่อยๆ เรียบเรียงคำอธิบายใหม่ “คือ.....จะพูดว่าไงดีล่ะ คือมนุษย์เนี่ย..... ผู้ชายกับผู้ชายเขาไม่รักกันหรอก ดังนั้น ถ้าดงอูไปพูดว่า รักโฮย่า คนอื่นเขาก็จะหันมามองเราแปลกๆ ใช่ไหม”

“.....หันมามองแปลกๆ ???” ดูเจ้าตัวยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก โฮย่าจึงพยายามอธิบายต่อ

“อือ ก็..... อย่างเช่นมองเหมือนสัตว์ประหลาด เหมือนดงอูไม่ใช่มนุษย์อะไรอย่างนี้”

“...........แต่ดงอูเป็นหุ่นยนต์ ดงอูไม่ใช่มนุษย์”

“แต่เราต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไง อย่าลืมสิ”

“แต่ดงอูรักโฮย่าได้ใช่ไหม? เพราะดงอูไม่ใช่มนุษย์ผู้ชาย จริงๆ ดงอูเป็นหุ่นยนต์.....” ถ้าเจ้าของคำพูดวกวนนั้นเป็นเพื่อนเขาสักคน โฮย่า คงจะต่อยให้ปากแตกข้อหากวนประสาท แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นหุ่นยนต์อ่อนต่อโลกที่เขาเพิ่งเปิดใช้งานเมื่อสักครู่ ชายหนุ่มจึงได้หันไปชกหมอนอิงข้างตัวถี่หยิบอย่างพูดอะไรไม่ออก

“......มะ ไม่ได้หรอก เพราะดงอูเหมือนมนุษย์เกินไป”  อีกฝ่ายพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจทำเอาอีโฮวอนใจชื้น แต่คำตอบของเจ้าตัวก็ทำเขาแทบทรุดอีกครั้ง

“งั้นเดี๋ยวดงอูจะทำให้ตัวเองไม่เหมือนมนุษย์ โฮย่าจะสบายใจ”

“แว๊กกกก อย่านะๆๆๆๆๆๆ อยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว” ชายหนุ่มผลีผลามห้ามอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มแย้มกับคำตอบของตัวเอง พร้อมจะลุกขึ้นไปไหนสักแห่งอย่างตกอกตกใจ ก็ไม่ใช่อะไรหรอก แค่กลัวว่า เจ้าตัวจะไปทำอะไรแปลกๆ จนชาวบ้านร้านตลาดจะแตกตื่นกันไปหมด  .....แค่มีทัชมาฮาลกลางห้องกับแมลงสาปกลางมือ อีโฮวอนก็เหนื่อยพอแล้ว.....

“โอเคๆ ดงอูจะรักโฮย่าก็ได้ แต่เราต้องเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับนะ โอเค?” อีโฮวอนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะพูดออกไปส่งๆ ที่เขาตัดสินใจทำแบบนั้น ใจหนึ่งเพราะไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนอะไรให้ตัวเองอีก อีกใจหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ลงเพราะยอมรับว่าเริ่มเห็นใจกับความใสซื่อของเจ้าตัวขึ้นมาตะหงิดๆ .....เอาเป็นว่า เดี๋ยวค่อยๆ หาวิธีลบความคิดแบบนั้นของดงอูทีหลังแล้วกัน.....

ย้ำอีกครั้ง!!!! เขาแค่เห็นใจดงอูเท่านั้น...... ไม่ได้หวั่นไหวไปกับดวงตายิ้มหยีพร้อมท่าทางขี้อ้อนนั่นเลยสักนิดจริงๆ นะ

.....เชื่ออีโฮวอนกันหน่อยสิ.....

----------------------------------------------------------------------------------------------------
.....เสียงกระทะตะหลิวและอุปกรณ์เครื่องครัวดังออกมาจากห้องแคบๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับกลิ่นหอมชวนหิวที่ลอยมา
ตามลมเป็นระยะ อีโฮวอนนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมพาดขาขึ้นเสพรายการต่างๆ จากจอโทรทัศน์อย่างสบายอารมณ์รอคอยอาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟ.... นับตั้งแต่วันนี้ไปเขาไม่จำเป็นต้องลงไปซื้ออาหารกินเองให้เปลือง หรือลงมือทำให้เมื่อยตุ้มในเมื่อหุ่นยนต์ที่เขาได้มาหมาดๆ ดูจะทำได้สารพัด

.....อะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวคือ เรื่องเมื่อวานนั่นแหละที่ต้องทำให้เขาคิดมาก คิดแล้วคิดอีก.....

ลำพังการถูกรักจากดงอูมันก็ไม่แย่อะไรมากมายนักหรอก แต่พูดตรงๆ เขาทำตัวไม่ถูกที่จู่ๆ ก็ถูกหุ่นยนต์ที่ไหนก็ไม่รู้มารัก แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก เอาจริงๆ เขาก็เชื่อว่า ดงอูเองไม่ได้ถูกสร้างให้มารักผู้ชายตั้งแต่แรกแบบนี้หรอก ไม่อย่างนั้นคนสร้างก็คงทำเป็นหุ่นยนต์ผู้หญิงเหมือนตุ๊กตาเลิฟดอลมากกว่า ถ้าอย่างนั้น เขาจะทำยังไงดีที่ให้เจ้าหุ่นยนต์ดงอูกลับมาสู่สภาพปกติที่ควรจะเป็น โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการกลับไปปัดกวาดเช็ดถูบ้านด้วยตัวเองเพียงลำพังอีก

อีโฮวอนคิดฟุ้งซ่านซ้ำไปซ้ำมาอย่างนั้นเพียงลำพังพร้อมคว้ารีโมตในมือเพื่อกดเปลี่ยนช่องให้ไปพ้นๆ จากรายการโทรทัศน์สุดน่าเบื่อ ก่อนจะก้มลงมองอย่างสงสัยเมื่อสิ่งที่อยู่ในมือจะถูกกดเท่าไหร่ก็ไม่เปลี่ยนช่องเสียงที

ก็จะเปลี่ยนได้ยังไง..... ในเมื่อมันเป็นมือถือ แถมแบตฯ หมดอีกต่างหาก

“เวง คุยกับตาแก่นั่นนานสองนาน แบตฯ หมดเลยดูสิ” ชายหนุ่มหน้ามุ่ยก่อนจะดันตัวเองออกไปจากโซฟาอย่างอืดอาด ก่อนจะดึงสายชาร์ตที่ถูกเสียบคาไว้ที่ปลั๊กข้างเก้าอี้มาต่อเข้ากับเครื่องมือสื่อสารในมืออย่างเฉื่อยชาด้วยความขี้เกียจ

....แล้วก็ชะงักเมื่อนึกอะไรออก.....

ถึงแม้จะเหมือนมนุษย์แค่ไหน แต่โฮย่าเชื่อว่า หุ่นยนต์ก็คือหุ่นยนต์ ต้องมีระบบให้พลังงานอะไรสักอย่างที่หมดไปได้ ดงอูเองก็เหมือนกัน..... โฮย่าศึกษาจากคู่มือเรียบร้อยแล้วว่า หุ่นยนต์ดงอูตัวนี้ต้องได้รับการชาร์ตแบตฯ ผ่านปลั๊กไวร์เลสที่พ่วงด้วยก้อนอะไรสักอย่างคล้ายอะแดปเตอร์อันใหญ่ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ดงอูไม่ต้องมีสายไฟยาวออกจากตัวเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่ก็แสดงให้เห็นว่า หุ่นยนต์ดงอูสามารถถูก “ชัทดาวน์” ได้เช่นกัน

.....ถึงจุดนี้ชายหนุ่มก็นึกถึงโทรศัพท์มือถือหลายๆ เครื่อง ที่ทันทีที่แบตฯ หมดและปิดตัวเองลงไป ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกรีเซ็ทขึ้นมาใหม่ จึงเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์ดงอูเองก็ใช้ระบบเดียวกัน ดังนั้นแค่โฮย่า “ปิดแล้วเปิดใหม่” ดงอูก็อาจจะลืมเขาได้ทันที

“จะหัวจะก้อยก็ต้องลองดูล่ะ อย่างมากก็โทรไปหาตาลุงนั่นอีกรอบ” โฮย่าให้กำลังใจตัวเองเบาๆ ก่อนจะคว้ารีโมตของจางดงอูที่แนบมากับคู่มือการใช้มาไว้ในมือ.....

“อาหารอิตาลี..... อาหารญี่ปุ่น..... อาหารจีน......อาหารฝรั่งเศส......อาหารอินเดีย......” โฮย่ากดรีโมตเปลี่ยนฟังก์ชั่นไปเรื่อยพลางมองเจ้าหุ่นที่กระตุกซ้ายกระตุกขวาไปตามแรงกระตุ้นที่ถูกส่งผ่านไปตามกระแสคลื่นอินฟาเรด แต่เนื่องจากคำสั่งที่ป้อนมีเป็นชุดจนมากเกินไปทำให้ระบบแปรปรวน จนตัวดงอูเองมีอาการผิดปกติ

“เฮ้ยยยยยย” ชายหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อเห็นข้าวของทุกอย่างถูกรื้อออกมาจากตู้เย็นกระจุยกระจายจากฝีมือหุ่นยนต์ในครัว อุปกรณ์เครื่องครัวหลายชิ้นเองก็ร่วงหล่นมาจากมือดงอูจนน้ำเดือดในภาชนะหกกระจายเต็มพื้น ทำเอาโฮย่าที่จะเข้าไประงับเหตุการณ์ต่างๆ ต้องผละตัวเองออกมาโดยอัตโนมัติ ผักสดที่หั่นแช่ในกะละมังถูกมือเรียวที่ป่ายปัดอย่างไร้ทิศทางคว่ำไม่เป็นท่า ขณะที่ตัวต้นเหตุก็ลงไปนอนหงายท้องตาลอยอยู่กลางพื้นครัวไม่เป็นท่า ก่อนที่รอยสีดำตรงท้องแขนจะปรากฏขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่า ระบบหยุดทำงานลงแล้ว

“ชิบหายของจริงแล้วล่ะสิทีนี้” อีโฮวอนกระตุกยิ้มฝืนเมื่อเห็นหุ่นยนต์ร่างเล็กนอนคว่ำอยู่ท่ามกลางน้ำเจิ่งนองท่วมครัวไปทั่ว เขาปรี่เข้าไปหงายร่างของอีกฝ่ายที่ยังนิ่งอยู่เพื่อสำรวจอาการ....ไม่สิ..... สำรวจความเสียหายของร่างตรงหน้า ก่อนที่จะอุ้มออกมาด้านนอกอย่างลุกลี้ลุกลน

“จะเป็นไรมากป่าวเนี่ย” ชายหนุ่มพึมพำก่อนจะรีบหาผ้าขนหนูมาเช็ดเนื้อตัวของอีกฝ่ายที่ยังคงหลับตาพริ้มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่สนใจสภาพตัวเองที่เปียกไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจอีกครั้ง เขารู้สึกโมโหตัวเองจนกระทั่งลืมเรื่องที่อยากลบความทรงจำของดงอูไปเสียสนิท แต่ถึงอยากจะโวยวายก็คงจะโทษได้แค่ตัวเองฝ่ายเดียวที่ดันไปเล่นอะไรพิเรนท์แบบนั้นลงไป

.....แล้วแบบนี้อีโฮวอนจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย......