[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo) Part 6
posted on 08 Nov 2012 22:04 by myneird in INFINITEfic[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo)
Rate: PG
Details: Science, Fantasy, AU
.....สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องพาหุ่นกระป๋องดงอูกลับไปส่งบ้านเหมือนเดิมก็หนีไม่พ้นโฮย่า.....
ชายหนุ่มถอนหายใจนานระหว่างเดินไปตามทางกลับบ้านที่เขาคุ้นเคย แต่สิ่งที่ทำให้การเดินทางของเขาในวันนี้ต่างไปจากเดิมก็คือเพื่อนร่วมทางที่มัวหลงระเริงชมนกชมไม้พูดคุยกับสารพัดสัตว์ที่ผ่านไปสองข้างทาง ทั้งแวะเล่นดอกหญ้าเล็กๆ สีขาวที่ขึ้นอยู่ริมถนน จ้องมองนกที่เกาะเสาไฟฟ้าด้วยความสงสัย หรือไม่ก็ทักทายหมาแมวข้างทางอย่างไม่เลือกตัวจนแม้แต่โฮย่าเองยังกลัวเจ้าตัวจะโดนบางตัวที่ไม่น่าไว้ใจฟัดจนได้แผลไปเสียก่อน นิสัยเหล่านี้ของดงอูทำให้ชายหนุ่มรำคาญไม่ใช่น้อยที่ต้องคอยตะโกนตักเตือนไม่ให้เดินซุ่มซ่ามทำข้าวของพังที่ไหน แถมยังพะวงซ้ายขวากลัวเจ้าหุ่นยนต์ตัวดีจะละสายตาหลงทางไปทำให้ยากจะตามหา เสียงเรียก “ดงอู” ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางพร้อมกับคำบ่นยาวเหยียดแต่เมื่อใดที่เจ้าตัวก้มหน้างุดทำตาเศร้า ชายหนุ่มก็อดที่จะสงสารอีกฝ่ายจนเลิกโมโหไปเองจนได้
.....ก่อนหน้านี้ดงอูเองก็คงเคยอยู่แต่ในห้องทดลอง พอถูกส่งมาก็อยู่แต่ในห้องของเขา จะตื่นเต้นกับทิวทัศน์ใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยเห็นก็คงไม่แปลก.....
“.....พอถึงตรงนี้แล้วเลี้ยวขวาก็ถึงแมนชั่นเราแล้วล่ะ จำได้นะ.....อ่ะ อ้าวเฮ้ย”
โฮย่าหันมาย้ำเส้นทางกลับบ้านกับหุ่นเจ้าปัญหาที่น่าจะเดินอยู่ข้างตัวแต่ก็ต้องหันไปพบกับความว่างเปล่า .....นั่นไง เอาอีกแล้ว..... ชายหนุ่มคิดพลางถอนหายใจยาวอีกครั้ง เมื่อ 10 นาทีที่แล้วก็หายตัวไปเล่นกับแมวข้างทางจนเขาต้องดุยกใหญ่ แต่ไม่ทันขาดคำก็หายตัวไปอีกแล้ว โฮวอนสอดส่ายสายตามองหารอบตัวอีกครั้งก่อนจะหยุดสายตาไปยังภาพที่เห็นตรงหน้า
.....หุ่นกระป๋องเจ้าปัญหาของเขากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ตัวเล็กหลากสีพร้อมกับไกวตัวเองไปมาเบาๆ พอจะให้ความเพลิดเพลินแก่ตัวเองได้ ท่ามกลางท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มจะมืดครึ้มเหลือแค่เพียงแสงเรืองๆ ของดวงอาทิตย์ก้อนกลมที่กำลังจะลาขอบฟ้าไป มีเพียงใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของคนที่กำลังบันเทิงอยู่กับ ‘ของเล่นใหม่’ ที่แสนจะคุ้นเคยสำหรับอีโฮวอนที่เปล่งประกายความสุขจนเขาเองอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย.....
ชายหนุ่มนึกขำกับภาพตรงหน้านิดหน่อย ถึงแม้รูปร่างของหุ่นดงอูจะตัวเล็กกว่ามาตรฐานผู้ชายทั่วไป แต่ก็ไม่ถือว่าตัวเล็กพอที่จะเรียกได้ว่า “เด็ก” ถึงกระนั้นภาพเจ้าตัวที่ยิ้มจนตาหยีกลับเข้ากันดีกับสนามเด็กเล่นหลากสีรอบข้าง พื้นที่ว่างเปล่าที่เลยเวลาสำหรับเด็กๆ ส่วนใหญ่จะจับจองตอนนี้ดูเหมือนกลายเป็นอาณาจักรขนาดย่อมของเจ้าหุ่นกระป๋องไปโดยปริยาย ในขณะที่ม้าหมุน ชิงช้า และไม้ลื่นรอบข้างก็เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของปราสาทของเจ้าชายผู้แสนบริสุทธิ์ตรงหน้า
.....แล้วจู่ๆ โฮย่าก็รู้สึกอิจฉาดงอูขึ้นมา.....
สำหรับชายวัยทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มายี่สิบกว่าปี เป็นไปได้ยากที่ตัวเขาจะมองโลกที่เป็นอยู่นี้ได้งดงามเหมือนสมัยตอนเด็กๆ แน่นอนว่าตลอดการมีชีวิตอยู่ที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้ว่าอะไรหลายๆ อย่างมันไม่ได้เป็นงดงามเหมือนในนิทานวัยเด็ก สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้อีโฮวอนเติบโตขึ้นมาจนเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีทั้งด้านดีและด้านร้ายอยู่ในตัวเอง การเดินทางออกตามหาความฝันที่สวนทางต่อความต้องการของครอบครัวแต่เพียงลำพังครั้งวัยเยาว์ก็ทำให้เขาต้องสร้างเกราะที่ปกป้องความรู้สึกในใจลึกๆ และแสดงออกแต่เฉพาะส่วนที่ตัวเองต้องการให้สังคมรอบข้างเห็นเท่านั้น
.....ช่างต่างจากหุ่นยนต์ที่กำลังแกว่งไกวชิงช้าอย่างสนุกสนานตรงหน้าเขา หุ่นยนต์ที่พอชอบก็หัวเราะ ไม่ชอบก็ร้องไห้ ไม่เข้าใจก็ทำหน้ายุ่ง แต่พอสบายใจก็ยิ้มกว้าง เรียกได้ว่าแสดงออกทุกอย่างโดยที่คนรอบข้างไม่จำเป็นต้องตีความให้ซับซ้อนมากมาย...
ทั้งยังพูดคำว่า “รัก” และแสดงความรู้สึกนั้นออกมาได้อย่างไม่ลังเลอีกต่างหาก ช่างน่าอิจฉาจริงๆ
“อ้ะ โฮย่า.... ขอโทษที่จู่ๆ ก็หายออกมา”
ชิงช้าที่แกว่งไกวอยู่เมื่อครู่ชะงักลงเมื่อหุ่นน้อยที่กำลังเพลิดเพลินเห็นอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า แววตาสำนึกผิดที่ตัวเองออกนอกเส้นทางโดยไม่บอกกล่าวปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน โฮย่ายิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนที่จะนั่งลงตรงชิงช้าตัวด้านข้าง
“ไม่เป็นไรหรอก เล่นไปเถอะ.....อยากเล่นไม่ใช่เหรอ”
“โฮย่าจะรอให้ดงอูเล่นจริงๆ เหรอ”
“เออสิ ชักช้าเดี๋ยวเปลี่ยนใจหนีกลับบ้านไม่รู้ด้วยนะ”
เป็นไปตามคาด ทันทีที่ขึ้นเสียงขู่ ดงอูก็จัดการเหวี่ยงชิงช้าอย่างแรงและเร็วขึ้นประหนึ่งว่ามันจะช่วยลดความอยากเล่นได้ภายในเวลาที่สั้นลง ทำเอาชายหนุ่มที่นั่งรออยู่บนชิงช้าตัวข้างเคียงอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ ไม่นานนัก เขาเองก็จัดการเหวี่ยงตัวเองตามจังหวะสลับไปมากับหุ่นกระป๋องเพื่อนซี้ส่งเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นปะปนไปกับลูกรอกชิงช้าที่ดังอี๊ดอ๊าดบ่งบอกความเคลื่อนไหวของพาหนะข้างใต้
.....นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่มีเพื่อนนั่งเล่นชิงช้าแบบนี้ โฮย่าจำไม่ได้จริงๆ.....
“นายรู้จักที่ได้ยังไง”
ชิงช้าที่ถูกแกว่งเป็นวงกว้างสร้างความสนุกสนานให้คนหนึ่งคนกับหุ่นยนต์หนึ่งตัว.....บัดนี้แกว่งไปมาแผ่วเบาตามแรงลมยามพลบค่ำพัดกระเพื่อม เด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่สองคนเมื่อครู่นั่งกองอยู่บนเนินสนามหญ้าบริเวณใกล้เคียงท่ามกลางสวนกว้าง บอกตามตรงว่า โฮย่าเองรู้สึกอายนิดหน่อยที่อยู่แถวนี้มานานหลายปี แต่กลับไม่เคยรู้ว่าจากถนนหน้าบ้านเขามีทางลัดตัดมายังสวนสาธารณะขนาดย่อมที่เปิดกว้างสำหรับผู้คนทั่วไป อาจจะเพราะว่าทุกครั้งที่เขาเดินทางไปทำงานก็จะต้องไปด้วยความเร่งรีบ ขณะที่ตอนกลับก็มัวแต่เหม่อคิดเรื่องต่างๆ มากมายจนไม่ได้สังเกตบริเวณรอบข้างจนกระทั่งดงอูพบมันเข้า ซึ่งเขารู้สึกแปลกใจมากที่เจ้าตัวรู้จักที่แห่งนี้ได้ภายในไม่กี่วันที่มาอยู่เท่านั้น
“ก็....เห็นจากระเบียงตรงห้องโฮย่าไง ถ้ามองจากตรงนั้นจะเห็นที่เขียวๆ ตรงนี้ชัดเจนเลยล่ะ”
คำตอบของเจ้าหุ่นกระป๋องที่นั่งข้างกายทำให้เขาละอายหนัก ในตอนแรกเขาคิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่า เจ้าตัวจะมีระบบ GPS ค้นหาสถานที่ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วกลับใช้วิธีง่ายๆ อย่างการมองลงมาจากระเบียง .....ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็น แต่ไม่เคยจำหรือใส่ใจมันต่างหาก ในเมื่อมันไม่ใช่ทางไปตลาด ห้างสรรพสินค้า หรือสถานีตำรวจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ตอนที่ย้ายเข้ามาครั้งแรก โฮย่าคิดแบบนี้กับสถานที่แห่งนี้จริงๆ
ชายหนุ่มนั่งนึกถึงเหตุการณ์ของตัวเองในอดีต เขาออกจากบ้านมาตั้งแต่มัธยมปลายเพื่อสานต่อความฝันเกี่ยวกับการเต้นของตัวเอง ที่ต้องเป็นแบบนั้นเพราะความฝันดังกล่าวขัดแย้งกับความต้องการของพ่อที่อยากให้ตัวเขากลับมาช่วยดูแลกิจการที่บ้านเหมือนที่พี่ชายของเขาทำอยู่ตอนนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นหมอกจางๆ ที่กีดขวางความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนในบ้านมาตลอดจนกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจเลือกการเต้นแทนชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หมอกจางๆ ดังกล่าวก็กลายเป็นพายุก่อให้เกิดความแตกหักระหว่างเขาและครอบครัวในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็อยู่คนเดียว ร้องไห้ให้กับความพ่ายแพ้เพียงคนเดียว ยิ้มรับให้กับความสำเร็จเพียงคนเดียวมาโดยตลอด
ใช่ นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่เขาพยายามดำเนินชีวิตแบบผู้ใหญ่เพื่อเสริมสร้างให้จิตใจแข็งแกร่ง จนลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งบนโลกนี้ก็มีเด็กชายอีโฮวอนที่เคยตื่นเต้นกับการเล่นชิงช้าครั้งแรก หัวเราะร่าให้กับเรื่องที่คิดว่าตลก และร้องไห้ฟูมฟายให้กับเรื่องที่เสียใจได้อย่างเต็มที่อยู่
.....เขาถึงบอกว่า เขารู้สึกอิจฉาดงอู อิจฉาจนสงสัยว่า มนุษย์ที่เป็นแบบนี้จะมีอยู่บนโลกจริงๆ หรือ......
“นาย...... มาจากต้นฉบับที่เป็นมนุษย์จริงๆ ใช่ไหม”
ชายหนุ่มถามขึ้นขณะที่แกว่งชิงช้าไปมาเบาๆ ทำเอาหุ่นยนต์เด็กน้อยที่กำลังเล่นสนุกชะงักที่นั่งชิงช้าของตัวเองเอาไว้ เขาเงียบไปนานเพื่อนิ่งคิดถึงที่มาที่ไปของคำถามดังกล่าว ก่อนส่งเสียงตอบรับในลำคอเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความไร้เดียงสาเช่นเดิม
“อื้อ แต่ดงอูก็ไม่รู้หรอกนะว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน ดงอูรู้แต่ว่า วันที่ดงอูลืมตาขึ้นมา ข้อมูลต่างๆ จากไหนไม่รู้มันก็เหมือนไหลเข้ามาในหัวแล้ว”
“อย่างนั้นเหรอ?”
“อื้อ.....แต่บางทีดงอูก็สงสัยนะว่า เขาเป็นใคร ดงอูจะหน้าเหมือนเขาหรือเปล่า เขาจะรู้จักดงอูหรือเปล่า แล้วเขาจะใจดีกับดงอูไหม แล้วก็มีอีกตั้งหลายเรื่องที่ดงอูอยากถามเขานะ”
“......อย่างเช่น?”
“ก็อยากพวกความทรงจำ ความรู้ในสมองดงอู ดงอูอยากรู้ว่าเขาไปรู้มาจากไหน”
“แต่ในคู่มือของนายก็บอกชัดเจนนะว่า ข้อมูลในสมองของนายดึงมาจากอินเทอร์เน็ตได้ จะรู้นู่นนี่นั่นเยอะก็ไม่เห็นแปลกเลย”
“แต่ดงอูอยากรู้มากกว่านั้นนะ อย่างเช่นเขาไปรู้สูตรทำกับข้าวจากไหน รู้เส้นทางถนนได้ยังไง ดงอูตัวจริงมีพี่น้องกี่คน คุณแม่ของดงอูเป็นยังไง คุณพ่อเป็นยังไง แล้วก็ ..... เขาสร้างดงอูขึ้นมาเพื่ออะไรในเมื่อเขามีดงอูตัวจริงอยู่แล้วทั้งคน”
“ก็ให้มาเป็น.....เอ่อ อะไรนะ Boyfriend Bot ไง..... ออกจะชัดเจน” อีกฝ่ายตอบพลางกลั้วหัวเราะเพื่อปลอบโยนอีกฝ่ายที่เริ่มเศร้า แต่ก็ชะงักไปเมื่อไม่มีเสียงหัวเราะเหมือนบทสนทนาครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาก
“......ถ้างั้น ถ้าดงอูไม่ถูกส่งมาให้โฮย่า ดงอูก็จะถูกทำลายทิ้งใช่ไหม หรือถ้าดงอูถูกส่งไปอยู่กับคนอื่นๆ ที่ไม่ใจดีเหมือนโฮย่า ดงอูก็อาจจะต้องเจออะไรก็ไม่รู้ใช่ไหม......”
ปลายรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ที่โฮย่าเพิ่งซื้อให้เขี่ยพื้นทรายไปมาอย่างไร้จุดหมาย ทุกอย่างที่ร่างเล็กกล่าวมันฟังดูเศร้าและว่างเปล่าจะทั้งคู่ต้องปล่อยให้สายลมยามเย็นที่พัดผ่านกายไปเป็นผู้ตอบสิ่งที่ร่างเล็กเอ่ยขึ้น อันที่จริงมันก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไปนักที่มักจะคิดพะวงถึงอีกเส้นทางหนึ่งที่ตัวเองตัดใจไม่เลือกเดินไปในอดีต หากแตกต่างกันตรงที่หุ่นกระป๋องที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นผู้เลือก แต่เป็นผู้ที่ถูกเลือกจากที่อยู่ผู้รับบนตราไปรษณีย์ที่จัดส่งมานั่นเอง
“โอ้ยยยย พอแล้วๆ ไม่พูดเรื่องเศร้า กลับบ้านไปทำอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า”
ฝ่ามือหนาเอื้อมขึ้นมาขยี้ปอยผมสีทองที่ตอนนี้กำลังพยายามยิ้มกว้างตอบรับอีกฝ่ายก่อนที่เจ้าของจะลุกออกจากชิงช้าตัวเดิมนำลิ่วไป แต่ก็ชะงักเมื่ออีกคนที่ลุกจากชิงช้าออกมาเหมือนกันยังไม่ยอมไปไหม พลางร้องเรียกให้เขากลับมาด้วยซ้ำ
“โฮย่า ดงอูมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอก ดงอูเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนเห็นโฮย่าทำงานที่โรงเรียนหน่ะ”
“อะไรเหรอ?”
ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย แต่เมื่อโฮย่าหันกลับไปมองก็ต้องพบกับท่วงท่าที่เขาคุ้นเคย ลีลาและจังหวะที่พริ้วไหวสลับกับหนักเบาตามจังหวะทำให้ชายหนุ่มต้องตะลึงกับความสามารถของอีกฝ่าย ถึงแม้จะพอเข้าใจว่าหุ่นยนต์ตรงหน้าถูกออกแบบมาให้สารพัดประโยชน์ขนาดทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่า ความสามารถด้านการเต้นจะกลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัตินั้น แถมอีกฝ่ายยังจดจำทุกท่วงท่าที่เขาสอนในคลาสเรียนได้แทบทุกรายละเอียดอีกด้วย
“......”
“ก็ประมาณนี้แหละ ดงอูแค่.....อยากจะบอกว่า อันนี้ก็เป็นอีกอย่างที่พอจะมีอยู่ในโปรแกรมของดงอู ดงอูเองก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรเหมือนกัน แต่ถ้ามันพอจะช่วยอะไรโฮย่าได้ล่ะก็.....”
“.....มันเรียกว่า ‘การเต้น’ หน่ะดงอู”
“เออ นั่นแหละ การเต้น ดงอูบอกไว้เผื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างเพราะ.....”
“ดงอูจำได้ท่าถึงแค่กลางเพลงใช่ไหม”
พอโฮย่าพูดถึงตอนนี้หุ่นยนต์กระป๋องก็ทำหน้างงหนักจนหันมาจ้องคนถามด้วยดวงตาแป๋วแหววแต่ก็ต้องพยักหน้าเล็กน้อยยอมรับ ในขณะที่อีกฝ่ายก็ได้แต่อมยิ้มให้กับภาพของเจ้าตัวที่แสนน่าเอ็นดูในขณะนั้น เขาค่อนข้างมั่นใจกับคำตอบที่จะได้ในเมื่อท่วงท่าเหล่านั้นเขาเป็นคนคิดเองตั้งแต่ต้น และในคลาสที่ดงอูนั่งดูอยู่ เขาก็สอนไปได้แค่ประมาณครึ่งเพลงเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่าดงอูจะไปรู้ท่าเพิ่มเติมจากที่ไหน
“ถ้างั้น ฉันสอนดงอูจนจบเพลงเอาไหม”
จบคำถามปุ๊บ โฮย่าก็ได้คำตอบที่ตัวเองคาดไว้เช่นกัน ใบหน้าที่พยักรัวเร็วเหมือนทุกครั้งทำเอาชายหนุ่มเจ้าของคำถามยิ้มกว้างออกมาในที่สุด ชายหนุ่มวางกระเป๋าเป้ใบเก่งไว้ข้างเสาชิงช้าก่อนจะยึดพื้นที่ทางเดินที่ปูด้วยบล็อกคอนกรีตตัดสนามหญ้าเป็นลานซ้อมเต้น สมาร์ทโฟนเครื่องดำเงาถูกเร่งเสียงให้ดังพอเหมาะสำหรับการเต้น ขณะที่กระจกบานขุ่นของอาคารที่ตั้งเคียงข้างก็ทำหน้าที่ต่างกระจกเงาที่สะท้อนภาพลีลาการเต้นของทั้งคู่ในห้องซ้อม แล้วท่วงทำนองที่สอดประสานท่าทางการเคลื่อนไหวของทั้งสองก็ดังขึ้น อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง......
It's like I've waited my whole life for this one night
It's gonna be me you and the dance floor
'cause we've only got one night (one night)
Double your pleasure
Double your fun and dance
Forever…..ever……ever on the floor
(Chris Brown - Forever)
“.....3 .....4 จากนั้นก็ก้าวแล้วหมุน อ้ะ....”
“.....โอ๊ะ”
เพียงเพราะทางเดินที่แสนแคบ เพียงเพราะบล็อกอิฐที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่ให้ปูเรียบเสมอกัน เพียงเพราะองศาการหมุนที่เหวี่ยงตัวกว้างไปหน่อย เพียงเพราะจังหวะที่คลาดกันเพียงเสี้ยววินาที เพียงเพราะขาด้านหนึ่งที่บังเอิญไปสะดุดบล็อกหินที่เหลื่อมขึ้นมาจากก้อนอื่นๆ เพียงเพราะแรงโน้มถ่วงที่ชอบดึงอะไรต่อมิอะไรสู่พื้นโลก เพียงเพราะความซุ่มซ่ามส่วนตัวของเจ้าหุ่นกระป๋อง เพียงเพราะคนสอนเองก็ไม่ทันได้ดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงเพราะสายลมที่บังเอิญพัดไปทางนั้น เพียงเพราะลำตัวที่ทิ้งลงทับร่างของอีกฝ่ายจนนอนหงายลงไปกับพื้นหญ้าสีเขียวนุ่ม เพียงเพราะสองแขนหนาที่โอบรอบเอวคนซุ่มซ่ามไว้ตามสัญชาตญาณ เพียงเพราะใบหน้าที่บังเอิญห่างกันด้วยระยะทางไม่ถึงคืบ เพียงเพราะความเงียบไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าคนแปลกหน้า เพียงเพราะเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องคลอไปตามสายลม เพียงเพราะท้องฟ้าที่เริ่มมืดเหลือเพียงแสงจันทร์สาดลงมาหาทั้งคู่
เพียงเพราะนัยน์ตากลมที่จ้องมองกลับมา
เพียงเพราะแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อตัดกับผิวขาวนุ่มเนื่องจากความร้อนของร่างกาย
เพียงเพราะกลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ ที่ลอยมากระทบจมูกเป็นระยะ
เพียงเพราะริมฝีปากหนาที่เผยอเตรียมเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดรอด
หรือเพียงเพราะอะไรก็แล้วแต่.....
ริมฝีปากของหุ่นยนต์จอมซุ่มซ่ามก็ถูกครอบครองโดยเจ้าของอ้อมกอดเป็นครั้งที่สองโดยไม่ต้องการเหตุผล ไม่ใช่การเปิดสวิตซ์ ไม่ใช่การทดลองที่รอผลลัพธ์ ไม่ใช่คำสั่งจากใครทั้งนั้น ......ไม่มี แม้กระทั่งคำอธิบายสักคำที่ชายหนุ่มจะใช้ตอบตัวเองได้ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีเขาก็มอบจุมพิตแผ่วเบาให้แก่ร่างในอ้อมกอดแล้ว
.....จะเหลือให้คำนึงถึงก็เพียงเสียงหัวใจที่เต้นแรงและถี่ขึ้นเป็นเท่าตัวของเขาเท่านั้นเอง.....
......It's like I've waited my whole life for this one night
It's gonna be me you and the dance floor......
-----------------------------------------------------------------------------------------------
"มาแล้ววว มาแล้ววววว"
เสียงเอะอะโวยวายของนัมอูฮยอนทำเอาผู้มาใหม่ที่หิ้วของพะรุงพะรังได้แต่ทำหน้ายิ้มเจื่อนเหมือนที่ชอบทำ เจ้าของบ้านตัวเล็กรีบกุลีกุจอช่วยหอบหิ้วกล่องพลาสติกบรรจุอาหารในมือดงอูไว้อย่างหวงแหนพร้อมพร่ำคำขอบคุณไม่หยุดปาก
.....นี่เป็นหนึ่งใน “แผนเร่งรัด” ที่จะทำให้ดงอูเลิกชอบโฮย่าตามที่อูฮยอนบอก หลังจากที่เขาสารภาพเจ้าตัวไปถึงเหตุการณ์ที่สนามเด็กเล่นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน พร้อมกับคะยั้นคะยอให้คนที่รับปากจะช่วยทำอะไรจริงจังขึ้นมาสักอย่าง…
"ก็ถ้านายใช้งานเขาเยอะๆ ทำให้เขาเหนื่อย เขาท้อ สักวันเขาก็ตัดใจจากนายเอง นายก็เคยเห็นเวลาพวกผู้หญิงที่ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ เขาทำกัน ใช้ล้างรถ เลี้ยงหมา ซ่อมเสาไฟฟ้า ถ้าผู้ชายเบื่อเดี๋ยวก็ไปเอง"
"แต่ดงอูเป็นหุ่นยนต์นะ แถมถ้าชาร์ตไฟเต็มก็ทำงานได้ 24 ชั่วโมงด้วย จะได้ผลเหรอ"
"..…เถอะน่า ลองดูก็ไม่เสียหาย"
“แล้วทางฝั่งของฉันล่ะ ฉันควรทำยังไงบ้าง”
“......ทางฝั่งของนาย.....ฝั่งของนายทำไมเหรอ?”
“คือ..... ก็หมายถึงที่ฉัน.....เอ่อ..... อาจจะ....แบบ เริ่มผิดปกติอ่ะ”
“อ๋อ ที่นายจูบดงอูเข้าแล้วนะเหรอ คราวหน้าก็ปล้ำเลยสิอย่าทำแค่จูบ”
“ไม่ใช่ว้อย.... ฉันหมายถึงตัดใจอ่ะ ตัดใจ ฉันมีแฟนเป็นหุ่นยนต์ไม่ได้ โอเคไหม?”
“....... ก็ได้ๆ ไม่เห็นจะยากเลย เดี๋ยวพอดงอูยุ่งจนไม่มีเวลาคุยเล่นกับนาย พวกนายห่างกัน นายก็กลับมาเป็นปกติเอง”
ฟังดูเป็นคำตอบแบบขอไปทีชะมัด แต่อีโฮวอนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากลองวิธีดังกล่าว เพราะนอกจากสิ่งที่อูฮยอนพูดแล้วเขาก็นึกอะไรไม่ออกอีก แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็มีปัญหาใหม่ ภายในบ้านเขาที่มีแค่ชายโสดหนึ่งคนกับหุ่นกระป๋องหนึ่งตัวก็ไม่มีอะไรวุ่นวายซับซ้อนให้ทำนัก แถมทุกอย่างที่โฮวอนใช้ให้ทำแต่เดิมไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว ซักผ้า ปัดกวาดเช็ดถูบ้านก็ดูดงอูจะมีความสุขไปเสียหมดจนเขาจนปัญญา จะใช้อะไรพิสดารอย่างการไปเก็บว่าวบนเสาไฟฟ้าให้เด็กเล็กก็กลัวว่า ทุกอย่างจะวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้เจ้าตัวก็เลยยอมให้อูฮยอนดำเนินแผนที่แนะนำมาด้วยความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ แกนๆ ไปอย่างนั้น
......ซึ่งหลังๆ อีโฮวอนกลับรู้สึกว่า แผนไร้สาระของนัมอูฮยอนมันย้อนมาหักหลักเขาเสียเอง......
"โอ้โห กับข้าวจัง ขอบคุณมากๆ นะดงอู”
วาจาป้อยอฉอเลาะตามสไตล์นัมอูฮยอนดังไปทั่ว แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรในเมื่อคนที่ดูน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากแผนการนี้ก็ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนต้นคิดอย่างร่างเล็กแสนเจ้าเล่ห์คนนี้นี่แหละ เพราะพอเขาบอกว่า ไม่รู้จะให้ดงอูทำอะไรแล้ว ก็ดูเหมือนเจ้าของแผนจะสวมรอยแนบเนียนโดยนำเสนอการให้ดงอูทำอาหารกลางวันเพิ่มขึ้นมาจากส่วนที่ทำส่งโฮย่า เพื่อให้ทั้งสี่คนได้มากินข้าวกลางวันร่วมกัน โดยมีชายหนุ่มเป็นตัวกลางคอยบอกเมนูที่อยากกินในแต่ละวัน
“แล้วทำไมต้องทำเผื่อด้วยล่ะ ชั้นนเป็นคนจ่ายค่าวัตถุดิบนะเฟร้ย” อีโฮวอนถามขึ้นทันควันในวันนั้น
“เออน่า เดี๋ยวชั้นช่วยออกก็ได้ เราต้องหางานให้ดงอูทำนะ ลืมแล้วหรือไง”
“แล้วทำไมต้องให้ชั้นไปบอกเขาด้วยล่ะ แกบอกเองไม่ได้รึไง”
“อ้าว มีสมองไว้คั่นหูนะเรานี่ ก็ดงอูเขาเป็นหุ่นยนต์ของแก เขาก็ต้องฟังแต่แกคนเดียวใช้ไหม แล้วถ้าแกอยากให้วิธีนี้ได้ผลก็ต้องใช้การทำซ้ำบ่อยๆ เขาจะได้เกิดการเรียนรู้ไง ตามทฤษฎี Classical Conditioning ของอีวาน พาฟลอฟไงที่เขาบอกว่า.......”
“พอเลยๆๆๆๆๆๆ แกขี้เกียจทำกับข้าวเองใช่ไหมเลยมาใช้ดงอูหน่ะ”
“แกต่างหาก อยากหวงไว้คนเดียวใช่ไหมล่ะถึงปกป้องกันขนาดนี้ แหม แล้วปากก็บอกว่ากลุ้มใจนู่นนั่นนี่ แต่จริงๆ.....”
“เออ ก็ได้ๆ ชั้นไปบอกให้ก็ได้ แต่ถ้ามันไม่ได้ผลจริงนะ แกตายแน่อูฮยอน”
ด้วยเหตุนี้แผนดังกล่าวจึงเริ่มขึ้น ซึ่งในช่วงแรกๆ อูฮยอนก็จ่ายค่าอาหารคืนบ้างตามความเหมาะสม แต่หลังๆ ก็เริ่มหนักข้อโดยการเปลี่ยนเป็นซื้อข้าวของให้ดงอูแทนบ้าง แอบพาดงอูไปชอปปิ้งบ้าง ให้บัตรดูหนังฟรีมาแทนสองที่บ้าง แอบสอนดงอูทำอาหารที่โฮย่าชอบมาเซอร์ไพรส์บ้าง และมันก็ส่งผลต่อความรู้สึกของโฮย่าได้ไม่เบา เพราะนอกจากเซนส์เรื่องการแต่งตัวของอูฮยอนที่ค่อนข้างแม่นจะช่วยขับให้ความน่ารักของดงอูเพิ่มขึ้นทุกๆ ครั้งที่เปลี่ยนสไตล์แล้ว โฮวอนยังรู้สึกได้ว่า เขามีโอกาสเจอดงอูมากขึ้นนอกเหนือจากที่บ้าน แถมเจ้าตัวยังเรียนรู้การเซอร์ไพรส์อะไรแปลกๆ ที่เขาไม่คาดคิดจากอูฮยอนมากขึ้นเรื่อยๆ
.....ก็เพราะอย่างนี้นั่นแหละ โฮย่าถึงรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเพื่อนตัวเองทรยศ......ให้รักเจ้าหุ่นกระป๋องแสนซื่อตัวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้ก็เลยเหลือแต่ “สติ” ของตัวเองล้วนๆ ที่จะต้องคอยย้ำตัวเองเอาไว้ว่าอีกฝ่ายเป็น “หุ่นยนต์” เท่านั้น
.....ซึ่งเอาจริงๆ ก็ดูจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรเหมือนกัน.....
--------------------------------------------------------------------------------------------------
“อะอ้ามมม กุ้งตัวใหญ๊ใหญ่แหน่ะพี่จ๋า มาฉันป้อนให้พี่น้า”
โฮย่าถอนหายใจยาวให้กับตัวต้นเหตุแสนเพี้ยนที่จู่ๆ ก็อยากจะอ้อนแฟนกลางโต๊ะอาหารอีกครั้ง สาเหตุสำคัญที่ต้องมาทนภาพรำคาญสายตาก็คือ เขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบในแผนบ้าๆ บอๆ ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ชายหนุ่มได้แต่พยายามตั้งอกตั้งใจกับการเคี้ยวข้าวในปากจนแทบจะนับเม็ดเพื่อให้ตัวเองละความสนใจจากเสียงสุดแสนรำคาญโสตประสาทจากเพื่อนที่เขาเริ่มไม่ค่อยอยากเป็นเพื่อนเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน หุ่นตัวน้อยเจ้าของอาหารตรงหน้าก็ดู enjoy eating ไม่สนใจเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นนัก
“.....เอ่อ พี่ว่าเรานั่งกินดีๆ ดีกว่าไหมอูฮยอน” ฝ่ายสามี(?)ที่ดูสติดีกว่านิดหน่อยท้วงขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าคนที่คีบกุ้งค้างจ่ออยู่ตรงหน้าจะหามีสำนึกอันใดไม่แถมโวยวายกลับเสียด้วย
“อะไรกันฉันอุตส่าห์ป้อนพี่ พี่ไม่รักฉันแล้วเหรอ!!!!!”
“เอ่อ..... ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าแบบ.....”
“โอ้ย โฮย่าเขาชินแล้วล่ะพี่ เขาเป็นเพื่อนชั้นมาตั้งหลายปี เขารู้ดีว่าเรารักกันแค่ไหน”
“แต่พี่ว่า...............”
“พี่ไม่รักชั้นแล้วใช่ไหมล่ะถึงไม่ยอมให้ชั้นป้อนกุ้งให้!!!!!!”
แล้วจู่ๆ คนขี้งอนก็กระแทกเท้าเดินตึงตังออกจากโต๊ะทำเอาคนที่เหลือนั่งอึ้งกิมกี่ชนิดที่กุ้งหอยปูปลาบนโต๊ะแทบจะอยากชะโงกหน้าออกจากจานมาดูเหตุการณ์เต็มที่
“เอ่อ..... เดี๋ยวพี่ไปดูอูฮยอนก่อนนะ”
ท่ามกลางความเงียบที่แสนทะมึนตึง มีเสียงแอร์ดังหึ่งๆ เป็นแบ็คกราวน์ คิมซองกยูลุกออกจากโต๊ะไปอีกคนท่ามกลางความงงงวยที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับโฮย่าที่ต้องมาเจออะไรนอกบทเช่นนี้
“......เหลือเราแค่สองคนแล้วล่ะ กินข้าวกันเถอะ”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะบอกหุ่นกระป๋องที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่ข้างๆ เขาว่าแล้วว่ามันต้องมีสักวันที่ล่มไม่เป็นท่า มินำซ้ำนัมอูฮยอนเจ้าของแผนยังเป็นคนทำพังด้วยความงี่เง่าเสียเอง .....น่าหงุดหงิดชะมัด ก็พอเข้าใจหรอกนะว่าอยากสวีทกับแฟน และคู่นี้ก็สวีทไม่เคยเกรงใจชาวบ้านมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่.....อย่าทำแผนตัวเองพังด้วยการงอนสามีกับอีแค่เรื่องป้อนกุ้งป้อนปลาได้ไหมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!!!
“โฮย่า..... ทำไมโฮย่าต้องเอาตะเกียบจิ้มชามข้าวอ่ะ ระวังมันแตกนะ”
เสียงใสซื่อที่ทักขึ้นทำเอาชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์มาก้มลงมองอุปกรณ์ในมือตัวเองที่ปัจจุบันกลายเป็นอาวุธจัดการข้าวในชามให้กระจุยกระจายไปรอบชอบ อีโฮวอนชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะเก็บกวาดแล้วก้มลงจัดการอาหารตรงหน้าต่อเพื่อเลี่ยงจากสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองอยู่
......ใช่ หลบตาเข้าไว้จะได้ตัดความรู้สึกได้นะโฮวอนนะ อย่าไปมองตาแป๋วแหววที่พยายามหาคำตอบทางด้านขวามือของตัวเองสิ เข้มแข็งไว้นะอีโฮวอน ไม่ต้องคิดด้วยว่าวันนี้แต่งตัวน่ารัก ถึงแม้คาร์ดิแกนสีเขียวมีเข็มกลัดลายการ์ตูนติดที่อูฮยอนเพิ่งซื้อให้และกำชับนักหนาให้ใส่มาให้ดูจะดูเข้ากับเจ้าตัวมาก็เถอะ......
........................................TT{ }TT
แต่ยังไม่ทันขาดคำก็ปรากฎฝ่ามือสีขาวที่ใช้ตะเกียบคีบกุ้งตัวใหญ่มาจ่อตรงหน้าเขา…
"อ่ะ อ้ามมมมม"
"เอ่อ นาย…จะเลียนแบบนัมอูเหรอ? ไม่ดีมั้ง"
"เลียนแบบ? คืออะไร?"
"เอ่อ…ก็ทำเหมือนกับนัมอูเมื่อกี้ไง"
"โฮย่าไม่ชอบเหรอ?" ว่าแล้วเจ้าของกุ้งก็ทำหน้าหงอยทั้งที่ถือตะเกียบค้าง
"จะว่ายังไงดีล่ะ…"
"…เข้าใจแล้วล่ะ ดงอูเห็นเขาทำในทีวีแล้วเขาหัวเราะกันก็นึกว่ามันจะทำให้อารมณ์ดี แต่เมื่อกี้พออูฮยอนทำ พี่ซองกยูก็ไม่กิน พอดงอูทำโฮย่าก็ไม่ชอบอีก ดงอูคงเข้าใจผิดจริงๆ สินะ"
เสียงใสอันแสนซื่อก้มลงมองผ้าปูโต๊ะลายสวยพร้อมกับฝ่ามือขาวที่ชักตะเกียบกลับมาอยู่ในชามตัวเองแก้เก้อ ชายหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยถึงความไร้เดียงสาของอีกฝ่ายซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำเขาเกี่ยวกับสภาพแท้จริงของเจ้าหุ่นกระป๋องที่นั่งเคียงข้างเสมอ
.....ใช่ ถึงจะเหมือนคนแค่ไหนก็ตามทีเถอะ เอาเข้าจริงก็ไม่มีมนุษย์ตัวเท่านี้คนไหนที่ซื่อถึงขนาดเชื่อว่าเหตุการณ์ในทีวีจะเป็นเรื่องจริงหรอก.....
"ทำไมล่ะ ฉันดูหงุดหงิดขนาดนั้นเลยเหรอ" อีโฮวอนย้อนถามอีกครั้ง
"…ก็ไม่หรอก แต่วันนี้โฮย่าไม่ยิ้มเลย ดงอูเลยอยากให้โฮย่ายิ้มๆ นะ …แต่ก็ช่างมันเถอะนะ อ๊ะ"
"…"
ไม่ทันขาดคำ อีโฮวอนก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะทำมาก่อนเลยในชีวิต ซึ่งก็คือ การคว้ามือของอีกฝ่ายที่ยังถือตะเกียบอยู่มาป้อนกุ้งเข้าปากตัวเองพร้อมเคี้ยวตุ้ยๆ พลางยิ้มร่าส่งท้ายอีกต่างหาก
"ทีนี่ดงอูก็ได้ป้อนกุ้งโฮย่าแล้วนะ"
"อือ…"
"แล้วโฮย่าก็ยิ้มให้ดงอูแล้วนะ"
"อือ…"
"ดงอูก็ไม่ต้องกลุ้มใจแล้วนะ"
"อือ โฮย่าใจดีจัง…"
คำสุดท้ายมาพร้อมรอยยิ้มกว้างจนตาหยีแถมด้วยพวงแก้มขาวที่เริ่มแดงระเรื่ออีกครั้ง ขณะที่อีโฮวอนเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมแปลกๆ ที่ตัวเองทำลงไป ทำให้โต๊ะกินข้าวกลับมาสู่ความเงียบ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกความรู้สึกดีใจที่จู่ๆ ก็เข้ามาทับถมในอกของเขาทั้งๆ ที่สิ่งที่อีกฝ่ายทำก็เป็นเพียงอุปนิสัยทั่วไปที่เห็นกันได้แทบทุกวัน แต่สิ่งนั้นก็ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นจนแทบทะลุมานอกอก ขณะที่สองข้างแก้มก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่สูบฉีดอยู่บนสองข้างแก้มของเขา
.....อีโฮวอนสปอยล์ตัวเองชัดๆ.......
วินาทีนี้ชายหนุ่มรู้สึกอยากจะเอาตัวเองเข้าโรงพยาบาลด่วนจี๋ทั้งสำหรับพฤติกรรมประหลาดๆ ของตัวเอง และอาการสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอออกจากโรงพยาบาลมาปุ๊บก็อยากจะขุดหลุมแทรกแผ่นดินหนีที่ตัวเองก็ทำให้ความพยายามจะตัดใจจากเจ้าหุ่นกระป๋องที่ทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่าภายในระยะเวลาไม่ถึงข้ามเดือน
......นัมอูฮยอนนะ นัมอูฮยอน ความผิดทั้งหมดชั้นโทษแกคนเดียวเลย!!!!!!!!!!!!!............
"คิกๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ"
เสียงหัวเราะแบบหลบๆ ซ่อนๆ ของคนที่แอบมองจากด้านนอกทำเอาคิมซองกยูเหนื่อยหน่าย เมื่อเขาพบว่าสาเหตุที่นัมอูฮยอนทำอะไรไปแปลกๆ ทั้งหมดเป็นเพราะต้องการให้ทั้งคู่อยู่สองต่อสอง คนอย่างอีโฮวอนนะ ต่อให้อารมณ์เสียขนาดไหนก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้าของแววตาใสซื่อรายนี้แน่นอน ยืนยันได้จากการที่ชายหนุ่มไม่กล้าไล่เจ้าหุ่นกระป๋องออกไปทั้งๆ ที่ตัวเองบ่นรำคาญไม่เคยหยุดปาก แต่สิ่งที่ทำให้อูฮยอนหัวเราะคิกคักชนิดเก็บอารมณ์แทบไม่อยู่ก็คือ ชอตป้อนกุ้ง ที่ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะใจอ่อนถึงขนาดคว้ามืออีกฝ่ายมาส่งกุ้งตัวอวบเข้าปากด้วยตัวเอง
เป็นเพื่อนกันมาหลายปี เห็นอีกฝ่ายควงสาวตั้งมากมาย แต่ไม่มีสักคนที่จะทำให้โฮย่ายอมฝืนตัวเองทำอะไรหวานเลี่ยนได้ขนาดนี้ แม้จะดูเก้งๆ กังๆ ไปหน่อยก็น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรก้าวหน้าเลย…
"สนุกไหมนั่น แกล้งเพื่อนตัวเองแบบนี้"
ชายหนุ่มที่นั่งออมควันแก้หิวท้วงขึ้นทำเอาอีกคนที่ถูกขัดอารมณ์ทำหน้ามุ่ยก่อนถอนหายใจยาวให้กับพฤติกรรมของคนรักตัวเองครั้งที่ร้อย เรื่องแกล้งคนล่ะเก่งนัก เมื่อกี้ก็ทำเอาเขาหัวหมุนกับอารมณ์ขึ้นลงก่อนจะแอบมาเฉลยลับๆ ว่าแค่อยากทิ้งให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน นี่ยังไม่นับรวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ ที่ดูเจ้าตัวจะจงใจจัดฉากให้โฮย่าได้อยู่ใกล้ชิดกับดงอูมากขึ้น
“อะไรกัน ก็ถ้าใช้วิธีนี้จะให้ใช้วิธีไหนเล่า ก็โฮย่ามันปากแข็งขนาดนั้นนี่”
“แต่เราหน่ะเร่งเขามากไปไหม เดี๋ยวถ้าอะไรมันได้ที่เขาสองคนก็รักกันเองนั่นแหละ”
“รอจนเราแก่นั่นแหละพี่ซองกยู โฮย่ามันฝังใจจะตายว่าอีกฝ่ายเป็นหุ่นยนต์ มันบ่นทุกวันว่า ถ้ามันยอมรับขึ้นมาก็เท่ากับตัวเองไม่ต่างจากพวกวิปริตที่แต่งงานกับเลิฟดอลล์ ทั้งๆ ที่ชั้นก็ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันเลยสักนิด”
“......แต่มันก็น่าคิดนะ ถ้าดงอูเป็นหุ่นยนต์ขึ้นมาจริงๆ ล่ะ อย่างเช่น เกิดดงอูดันเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เราไม่เคยเห็น แต่โฮย่าดันไปเจอมาอะไรอย่างนี้”
“นี่พี่ก็บ้าบอตามสองคนนี้ไปอีกคนด้วยเหรอ =_= ชั้นจะบอกให้นะ......เท่าที่คุยมาเนี่ย ดงอูก็เป็นแค่คนที่ดูป้ำๆ เป๋อๆ นิดหน่อยเท่านั้นแหละ ไม่เห็นเหมือนหุ่นยนต์เลยสักนิด แต่อะไรที่ทำให้สองคนนี้เล่นคอสเพลย์เป็นหุ่นยนต์นี่ ชั้นยังต้องสืบต่อไปนะ ยังไม่รู้หรอก”
“..........นี่เรายังจะเข้าไปยุ่งเรื่องเขาอีกเหรอ?” ซองกยูถอนหายใจยาวอีกครั้งพร้อมใบหน้าเหนื่อยหน่ายระดับสูงสุด
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ชั้นต้องรู้ให้ได้ว่า จริงๆ แล้วสองคนนั้นมัวเล่นอะไรบ้ากันอยู่”
“......นายก็เลยแกล้งทำเป็นวางแผนให้ฉัน แต่จริงๆ ตลบหลังฉันแทนใช่ไหม”
“......ก็ใช่นะสิ เย้ย!!!!! อีโฮวอนนายมาได้ไง!!!!!”