[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun)

posted on 26 Dec 2011 09:08 by myneird  in INFINITEfic
 [Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 5)
Rate: NC-17, R
Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU
 

.....นัมอูฮยอนหายไปแล้ว

 

ผมนั่งมองเตียงที่ว่างเปล่าหลังจากที่สังเกตอย่างเต็มตาว่า คนร่วมห้องของผมหายไปแล้วจริงๆ เพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ร่างเล็กยังเพิ่งทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างแรงโดยไม่คิดจะเดินสำรวจรอบห้อง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องตรวจดูความเรียบร้อย เปิดหน้าต่างเพื่อระบายไล่กลิ่นอับชื้นที่อบอวลบ่งบอกถึงระยะเวลาที่ไม่เคยมีใครเปิดใช้งาน

ผมลอบมองสำรวจวอลล์เปเปอร์ฟ้าอ่อนหากแต่เหลืองกรอบและลอกร่อน ปลายสุดของห้องเป็นประตูกระจกบานกว้างเลื่อนได้ทั้งซ้ายขวา เป็นทางออกไปด้านนอกซึ่งระเบียงยื่นออกไปเล็กน้อย ถึงแม้จะเห็นแค่ตึกรามบ้านช่องที่มาพร้อมกับเสียงการจราจรและผู้คนเซ็งแซ่ แต่ระเบียงเล็กๆ นั้นก็ไม่แย่เกินไปที่ผมจะใช้เป็นที่สูบบุหรี่ส่วนตัว

 

..... 406 คือหมายเลขห้องที่เขาเลือกโดยไม่ลังเล ห้องเก่าห้องเดิมของเขา.....

 

ตลอดช่วงเวลาอันเงียบงัน ผมปล่อยให้ความว่างเปล่าทับทมจิตใจของอีกฝ่ายเท่าที่เจ้าตัวจะต้องการ ผมคาดเดาว่า เขาต้องการเช่นนั้น เพราะความรู้สึกมันคงไม่ต่างอะไรจากการที่ผมต้องเผชิญหน้ากับการจากลาของคนที่รักซึ่งผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงจะเคยพบเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาเป็นสิบครั้งจนรู้สึกด้านชา แต่ผมก็ยังต้องเยียวยาตัวเองด้วยวิธีนี้แทบทุกครั้ง มากบ้างน้อยบ้างตามระดับความผูกพันในชีวิต เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้เขามีผมที่เดินเตร่ไปเตร่มาอย่างทำอะไรไม่ถูก .....มันก็คงจะดีกว่าการไม่มีใครเลยละมั้งนะ

 

------------------------------------------------------------

 

นัมอูฮยอนไปแล้ว แต่เดี๋ยวเขาก็กลับมาอีก.....ผมพบความจริงข้อนั้นเมื่อ 1 เดือนที่แล้ว และเริ่มจะเคยชินกับการที่เขาไปไหนแบบไม่บอกไม่กล่าว จะว่าไปมันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมนึกถึงอยู่เสมอว่า เขาเป็นใครและมาจากไหน แน่นอนว่า มันพลอยทำให้ผมนึกถึง “เส้นตาย” ที่ค่อยๆ เลื่อนเข้ามาทุกที รวมทั้งพรสามข้อที่เขาเพิ่งทำให้ผมได้ข้อครึ่งนั่นด้วย อันที่จริงมันก็ไม่มีความสำคัญอะไรมากนักหรอกสำหรับชีวิตที่เหมือนหนังที่ไม่มีตอนเปิดเรื่อง ไม่มีที่มาที่ไปของตัวละคร ไม่มีโครงเรื่อง และก็กำลังจะจบไปโดยไม่มีตอนจบของเรื่องเช่นกัน

 

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่นำพรสามข้อมาให้ผมจะหมดความสำคัญหรอกนะ.....

 

คิดถึงตรงนี้ ความอดทนทั้งหมดก็สิ้นสุด...... ผมขยี้ก้นบุหรี่มวนที่สามหลังจากที่ดูดจนมันจนหมดไส้ อันที่จริง ผมค่อนข้างเป็นห่วงเขา ถึงจะเข้าใจว่า เขาเองก็ต้องทำหน้าที่ของเขา และตัวผมเองก็ทำอะไรไม่ได้มากมาย แต่อย่างที่บอกว่า มันคงดีกว่าถ้าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังในเวลาแบบนี้ คิดได้ดังนั้นผมก็คว้ากุญแจออกจากห้องเพื่อตามหาเขาทันที แม้จะไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นที่ไหนก็ตาม

 

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวออกจากตัวตึกก็พบผู้คนที่น่าจะเป็นทั้งแขกและผู้ที่พักอาศัยกำลังยืนออกันอยู่บริเวณทางเดินด้านหน้า พยายามจ้องมองเข้าไปภายในห้อง 415 ที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของผม ถึงแม้ว่าผู้พักที่นี่จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อเทียบกับประตูขนาดหนึ่งคนออกก็สามารถบดบังไม่ให้ผมเห็นเหตุการณ์ด้านใน จึงได้แต่แอบฟังบทพูดคุยระหว่างกลุ่ม จับใจความได้ว่า เป็นคุณลุงหน้าเคาน์เตอร์ยิงตัวตายใน “ห้องอาถรรพ์” เป็นเหยื่อรายที่สามของที่นี่นั่นเอง

 

ผมพยายามขยับเข้าใกล้สถานที่เกิดเหตุให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ให้มากเกินไปจนมีพิรุธ ก่อนจะสำรวจไปทั่วห้องภายใน นอกจากตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว ผมยังไม่เห็นวี่แววคนที่ผมตามหา  ซึ่งตัวผมเองก็ชะเง้อคอมองดูนานไม่ได้นัก กลัวว่าจะมีเจ้าหน้าที่สักคนที่จำหน้าผมได้เสียก่อน เพราะผมเองก็มีชนักปักหลังเหมือนกัน

 

ยิงตัวตายเหรอ? ไม่น่าจะใช่..... จากประสบการณ์ของผม คนที่ยิงตัวตายห้องไม่สะอาดขนาดนั้น แบบนี้มันเหมือนพาไปยิงแล้วเอามาทิ้งไว้มากกว่า..... ว่าแต่ว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ห้องนี้ เรื่องตำนานนั่นก็ด้วย ถ้าอาถรรพ์การฆ่าตัวตายมันจะถูกเล่าต่อๆ กันก็ควรจะมีเรื่องของนัมอูฮยอนด้วยไม่ใช่เหรอ? แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนด้วยที่จะยิงตัวตายทั้งหมด? ห้องนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ

 

“ยืนเหม่ออะไรหน่ะ” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อมือเย็นปริศนาจับไหล่ผม.....

 

-----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องราวทั้งหมดที่พรั่งพรูมาจากปากของนัมอูฮยอนขณะที่เรากำลังเดินกลับห้องทำให้ผมถึงบางอ้อ ศพถูกเคลื่อนย้ายมาจากป่าด้านหลังโรงแรมจริงๆ แต่จะด้วยวิธีอะไรเขาเองก็ไม่รู้ ในเมื่อหน้าที่ของเขาคือ การพาดวงวิญญาณของคุณลุงไปสู่ภพหน้าให้ตรงตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น

 

“ใครคือคนฆ่า” ผมถามตามประสาแต่เขาก็ได้แต่ยักไหล่

“มือปืนรับจ้าง น่าจะมีเบื้องหลังมั้ง แต่ฉันก็รู้แค่นั้น ฉันมันเป็นแค่ยมทูต ยุ่งอะไรกับเรื่องทางนี้ไม่ได้มากหรอก” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็ดูหัวเสียที่ทำอะไรไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางไปที่ริมแม่น้ำนั้นลุงกับหลานคู่นี้เขาจะคุยอะไรกันบ้าง หรือเขาเพิ่งพบเจออะไรมาบ้าง .....แต่ผมรู้สึกว่า เขาดูเหนื่อยเหลือเกิน

 

“.....มีอะไรอึดอัดอยู่หรือเปล่า?” คำพูดของผมทำเอาเขาชะงักไปเล็กน้อยขณะที่เรากลับมาถึงห้องพอดี

“ทำไมเหรอ? สีหน้าฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอพี่?” เขาหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะกลับไปทิ้งตัวลงบนขอบเตียงที่เดิมอีกครั้ง

“ใช่ แย่มาก.....จนฉันรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่กับนาย....” น้ำเสียงผมจริงจังจนเขาหยุดเสียงหัวเราะก่อนจะหลบตาไม่เผชิญหน้ากับผม

“.......ลุงเขาอยู่แกงค์เดียวกับพี่เลยล่ะ ฉันเองก็เพิ่งรู้ เหมือนจะเป็นหัวหน้าสาขาด้วย” ผมพยักหน้ารับฟังเรื่องของเขา

“ดังนั้นพ่อของฉันที่สนิทกันกับลุงก็น่าจะ..........” อีกฝ่ายเริ่มชันเข่าขึ้นมากอดคุ้ดคู้ ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“.....เกี่ยวข้องกัน? นายก็เลยอยากสืบดูว่างั้น?” ผมย้อนถามทำเอาอีกฝ่ายเงียบไป

“แต่ก็ช่างมันเถอะพี่..... พี่อยากจะเลิกอาชีพนี้ไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นก็ลืมๆ มันไปดีกว่า ว่าแต่พี่คิดเมนูเย็นนี้ไว้หรือยัง.......”

“พี่ช่วยนายได้นะ อยากรู้เรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ?” เขาทำท่าเหมือนจะลุกจากเตียงแต่ผมก็รั้งมือเขาไว้พร้อมคำพูดที่ว่ามา แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่หันมาสบตาผม

“......แต่ถ้าพี่มีความเคลื่อนไหวตำรวจก็จะรู้ที่อยู่พี่นะ อีกอย่างพี่กำลังบาดเจ็บ”

“แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยเราก็จะค้างคาใจไม่ใช่เหรอ? ถ้าได้รู้เรื่องราวของอีกคนที่ผูกพัน......ถึงจะสายไปหน่อยแต่มันก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยไม่ใช่หรือไง” ผมย้อนคำในวันที่เขาถามเรื่องตามหาพ่อแม่กับผมจนเขาต้องมองตอบในที่สุด

 

พูดตรงๆ บางทีผมก็ไม่รู้ว่าอะไรดีกว่า....... ระหว่างผมที่พ่อแม่ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี กับเขาที่ถูกเลี้ยงดูไม่ต่างจาก “ตัวภาระ” จากผู้ให้กำเนิดที่แทบไม่เคยมาให้เห็นหน้า ......หรือว่าจริงๆ แล้วเราก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก

 

“......พี่จะช่วยฉันจริงๆ เหรอ”

“แน่นอนสิ พี่ยังมีเวลาอีกตั้งเกือบ 2 เดือนไม่ใช่เหรอ อีกนานนนนนนนน” ผมลากเสียงยาวพร้อมยกยิ้มน้อยๆ อย่างทะเล้นจนอีกฝ่ายหลิ่วตาอย่างหมั่นไส้ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า นัมอูฮยอนคนเดิมกลับมาแล้ว

“ทำเป็นพูดดีไปนะ เดี๋ยวฉันนี้แหละจะทำให้พี่ตายก่อนเวลาเอง เอาแบบเดทโน้ตไงดีไหม?”

“อะไรกันเล่า.... พี่อุตส่าห์รับปากจะช่วยนายนะ ทำร้ายกันซะแล้วเหรอ”

“ไม่ต้องมาทวงบุญคุณเลย ที่ฉันต้องทำนั่นทำนี่ให้ตั้งหลายอย่าง ฉันยังไม่เคยทวงเลย ชริ”

“อ้าว ก็นั่นมันหน้าที่ของนาย ตามข้อตกลงของพร 3 ข้อไง” ผมย้อนพลางหัวเราะคิกทำเอาเขาลุกขึ้นยืนตึงตังด้วยความไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ไปไหนผมก็ยื่นแขนรั้งเอวบางๆ มากอดไว้ได้ทันท่วงที

“จะแกล้งอะไรอีกล่ะ..... ปล่อยได้แล้ว จะกินไหมข้าวเย็นหน่ะ ปล่อยนะ!!!!” เจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดผมยังดิ้นกุกกัก แถมโวยวายเสียงดังพร้อมกับยกเรื่องอาหารมาขู่ แต่หน้ามุ่ยๆ ของเขาตอนนี้ก็น่ารักเสียจนผมอดไม่ได้ที่จะหอมหลายๆ ฟอดใหญ่

“.....ขอบคุณนะ อยู่กับนายพี่มีความสุขมากเลยรู้ไหม” และแล้วผมก็ตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดมานานแต่ไม่เคยได้บอกเขา เจ้าตัวชะงักนิดหน่อยพร้อมกับแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงต่อล้อต่อเถียงกับผมเช่นเดิม

“แหงสิ แกล้งฉันทุกวันชนาดนี้ก็คงแฮปปี้มากอยู่แล้วล่ะ.....” อูฮยอนเสตาไปมองทางอื่นพร้อมยื่นปากใส่ ซึ่งมันน่าหมั่นเขี้ยวมากจนผมเผลองับริมฝีปากสีแดงสดนั้นเข้าไปเบาๆ หนึ่งที

 

.....หรือถ้าเรียกให้มันดีๆ ตามแบบฉบับหนังรักโรแมนติกก็คือ จูบ นั่นแหละ.....

 

“อื้อ.....” เจ้าของริมฝีปากที่ผมจู่โจมครางออกมาเล็กน้อยอย่างขัดขืน ผมรู้สึกถึงแรงดันบริเวณช่วงอกเล็กน้อยก่อนที่ฝ่ามือเรียวจะค่อยๆ เปลี่ยนมาขยุ้มเสื้อจนยับยู่ด้วยเหตุที่ถูกป้อนความปรารถนากลิ่นบุหรี่จากผมอย่างต่อเนื่อง ความหอมหวานที่ได้ลิ้มลองทำให้หยุดไม่ได้ที่จะสำรวจลึกลงไปภายในเพื่อค้นหารสชาติที่หลงเหลืออยู่และตักตวงมาเป็นของตัวเองจนหมด ในขณะเดียวกันก็พร้อมป้อนความสุขรสขมปร่าที่อีกฝ่ายหลับตาพริ้มรอรับทั้งยังตอบสนองด้วยปลายลิ้นเล็กเรียวสีเชอร์รี่นั้นด้วยความสุขสม

 

“.....จะจูบกันก็ไม่บอกนะ” น้ำเสียงที่ตอบมาค้อนเคืองเล็กน้อยเมื่อผมผละจากเขาหลังจากที่ได้รับความสุขจนเต็มอิ่มแล้ว ผมจึงผละมือซ้ายจากรอบเอวของเขามาประคองแก้มที่ยังคงแดงก่ำไม่จาง ก่อนจะจ้องมองลงไปที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเรียวคู่นั้นอีกครั้งพลางยิ้มน้อยๆ

“ช่วยไม่ได้ ก็นายมาทำตัวให้พี่รักแบบไม่บอกกันก่อนเหมือนกัน” และแล้ววันนั้นผมก็โดนหมอนปริศนาฟัดแบบนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว..... หรือจะเปลี่ยนชื่อเรื่องนี้เป็น “หมอนอาถรรพ์” ดีนะ คิคิ

To be continue

------------------------------------------------------------------------------------

[SF]""""" ฝ น """"""

posted on 23 Dec 2011 20:16 by myneird  in INFINITEfic

[SF]""""" ฝ น """"""
Pairing: SunggyuXWoohyun
Author: rabbitteethbug
Rate: PG-13
Inspiration: นานอีกหน่อย(ใหญ่ โมโนโทน) // Gene Futon and Gene Saliva Bastards cover version


.....ภาวนาเมื่อฝนโปรยหยดสุดท้าย ฉันเพียงขอให้เธออย่าจากไปจะได้ไหม?.....



ผมยืนใต้ชายคาหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง หวังให้กันสาดที่ยื่นออกมาเพียงเล็กน้อยจะช่วยป้องกันตัวผมจากหยดน้ำที่พรั่งพรูลงมาจากฟากฟ้า แต่ถึงอย่างนั้นกันสาดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพียงประดับร้านก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตผมดีขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่ หัวจรดเท้าก็เปียกไปค่อนตัวแล้ว




....รู้ว่าอากาศหนาวยิ่งทำให้หนาวสั่น ทำไมวันนี้นั้นไม่เป็นอย่างใจ.....




ผมยืนเปียกอยู่อย่างนั้นเนื่องจากลืมร่มไว้ที่ออฟฟิต และตอนนี้ก็ดึกเกินกว่าที่ผมจะวิ่งกลับไป แค่ออกจากตึกช้าพี่ยามก็ตาขวางใส่ผมแล้ว แต่ผมยืนอยู่อย่างนั้นไม่นานนัก ร่มสีฟ้าใสก็ยื่นเข้ามาช่วยป้องกันฝนด้านบนให้แก่ผม พร้อมกับรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้า


"ตัวคุณเปียกไปหมดแล้ว ระวังกลับไปเป็นหวัดนะครับ"ผมชะงักเล็กน้อย แต่ก็โค้งขอบคุณเขาเล็กน้อยก่อนจะลอบสังเกตรายละเอียดบนใบหน้าอีกฝ่าย

ใบหน้าคมเหมือนกำลังเหม่อคิดอะไรบางอย่าง สายตาเรียวของเขาดูเศร้าแต่ก็ยังงดงาม ริมฝีปากขาวซีดที่สั่นเทาบ่งบอกถึงความหนาวจากอากาศ ร่มสีฟ้าคันน้อยทำให้ระยะห่างระหว่างคนแปลกหน้าสองคนค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งแขนขวาของผมสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบจากผิวของอีกฝ่าย



"คุณหนาวเหรอครับ"ผมเผลอถามอะไรโง่ๆออกไป ทั้งที่อากาศแบบนั้นมันก็บ่งบอกทุกอย่างอยู่แล้ว 



เขาหันมาหัวเราะให้ผมเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า รอยยิ้มของเขางดงามและคุ้นตาเหมือนผมเคยเห็นที่ไหน แต่ความมืดและเงาของร่มก็ไม่อาจจะทำให้ผมเห็นใบหน้าของเขาเต็มๆ ได้ชัดเจนนัก แต่ผมเองคงจะมองเขานานเกินไป จนเขาหันมามองตอบด้วยความสงสัย ผมจึงแกล้งทำเป็นล้วงเสื้อหนาวในกระเป๋าออกมาส่งให้เขาก่อนจะรับร่มมาถือแทน



"คุณมีเสื้อหนาว แต่ไม่เอามากันฝนเนี่ยนะ"เขาหัวเราะทำเอาผมหัวเราะตาม"นั่นสิ ตอนแรกผมก็ลืมคิดไป ว่าแต่คุณจะไปไหนเหรอครับดึกป่านนี้"

"ผม....กำลังรอคนครับ"น้ำเสียงของเขาเศร้าลงเล็กน้อยเหมือนผมไปกระตุ้นต่อมอะไรเข้า 

"คนรักของผม....." โอ้ มีคนรักแล้วซะด้วย 

"แต่แฟนคุณคงเป็นคนใจร้ายมากนะครับ มาทิ้งให้คุณยืนตากฝนเพียงลำพังอย่างนี้" ผมพลั้งปากไปแต่เขาก็ปฏิเสธผมทันที

"ไม่หรอกครับ เขาใจดีกับผมมาก แค่ช่วงนี้เขางานยุ่งนิดหน่อยน่ะครับ.......อ่อ ที่เรียก เขา เพราะเขาเป็นผู้ชายนะครับ หวังว่าคุณคง...."

"ไม่หรอกครับ ผมก็มีเพื่อนแบบนี้หลายคน ผมเองก็มารอคนรักของผมเหมือนกัน...... แต่อีกเดี๋ยวก็น่าจะมาแล้วล่ะ"ผมบ่นให้เขาฟังนิดหน่อย

"ว่าแต่ให้แฟนคุณออกมาดึกๆแบบนี้ อันตรายออกนะครับ"เขาเสนอทำเอาผมสะอึก

"ผมพูดไปงั้นแหละครับ จริงๆเขาโกรธคงผมอยู่ ไม่รู้จะมาหรือเปล่า"

"ทะเลาะกันอยู่เหรอครับ" 

"ก็ประมาณนั้นครับ ผมทําผิดมากจนไม่น่าให้อภัย..." 

"ไม่หรอกครับ ถ้าเธอยังรักเธอก็จะให้อภัยคุณ"

"...บางทีตอนนี้ทุกอย่างอาจจะสายไปแล้วมั้งครับ" 

"แต่คุณก็ยังมารอ แสดงว่าก็ยังหวังว่าเธอจะมาใช่ไหมครับ"ผมนิ่งคิด ก็จริงของเขานะ

"ก็ถูกอย่างที่คุณบอกแหละครับ ผมยังรออยู่แม้ความจริงมันจะเป็นศูนย์ไปแล้วก็ตาม"ผมถอนหายใจเบาๆนําพาความเงียบมาสู่วงสนทนาอีกครั้ง

"ว่าแต่คุณชื่ออะไรครับ"ผมถามทําลายบรรยากาศ 

"เรียกอูฮยอนก็ได้ครับ คุณล่ะ" 

"...ซองกยูครับ" แสงไฟรถทําให้ใบหน้าเขาชัดขึ้น

"หืม คุณแปลกใจอะไรเหรอครับ"ใบหน้าของผมคงแสดงอะไรประหลาดเขาถึงถามแบบนั้น 

"เปล่าครับ ผมแค่...คุ้นหน้าคุณ"



ภาวนาเมื่อฝนโปรยหยดสุดท้าย ฉันเพียงขอให้เธอไม่จากไปไหน...

ฉันอยากขอให้ลมช่วยพัดมาอีกหน่อย ให้ฝนปรอยอีกหน่อย เพราะว่าฉัน.....อยากให้เธอยืนเคียงข้างกันอีกหน่อย



เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว แต่สายฝนยังคงกระหน่ำไม่ขาด บทสนทนาแก้เบื่อถูกขุดคุ้ยมาเรื่อยๆ 



"แฟนคุณทํางานแถวนี้เหรอครับ"เขาถามก่อน 

"ผมว่าบางทีเธออาจจะกลับบ้านไปแล้วก็ได้ ลองโทรไปไหมครับ" เขาเสนอด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วร่าเริง ผมนิ่งงันมองเขาเจื้อยแจ้วไปเรื่อยๆ

"เอ่อ ผมคงยุ่งเรื่องของคุณมากไป ยังไงก็ขอโทษนะครับ"ดูเหมือนเขาจะเข้าใจเจตนาความเงียบนั้นผิด .....ผมแค่อยากมองเขานานๆแค่นั้นเอง

"ไม่หรอกครับ แฟนคุณนี่โชคดีนะ ได้มาเจอคนร่าเริงสดใส ยิ้มได้แม้กระทั่งตอนฝนตกอย่างคุณ"เขาหัวเราะเศร้าๆอีกครั้ง

"บางทีผมอาจจะน่ารําคาญมากๆก็ได้นะครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งผมให้รออย่างนี้"

"ไม่หรอกครับ..."ไม่ทันที่จะพูดจบเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

"ครับ...ครับๆ"เสียงของเศร้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย เขาวางสายก่อนจะหันมายิ้มให้ผมก่อนแซวตัวเอง 

"เขาบอกอีก10นาทีครับ...10นาทีมา3รอบแล้ว"

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมรอเป็นเพื่อน"เขาหัวเราะ

"แล้วถ้าแฟนคุณมาล่ะครับ" 

"ช่างเถอะครับ ถ้าถูกโกรธขนาดนั้นก็ควรทําใจ"ผมแซวตัวเองบ้าง



เสียงหัวเราะดังต่อเนื่องเล็กน้อยก่อนที่เสียงฝนที่ตกหนักจะกลบไปอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบท่ามกลางกลุ่มหยดน้ำที่พรั่งพรูอีกครั้ง



.....ฝนเกือบหยุดตกแล้วหมดเวลา...ที่ฉันจะยืนตรงนี้และเธอจะยืนตรงนี้.....



.....แสงไฟดวงใหญ่สว่างวาบขึ้นมากลางถนนที่มืดมิด คนข้างตัวผมยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น"พี่เขามาแล้ว ผมไปก่อนนะครับ"



ผมยื่นมือออกไปคว้าข้อมือเขาอย่างลืมตัวแต่ก็คว้ากลับมาได้เพียงอากาศ อูฮยอนเดินออกไปแล้ว ผมได้แต่ยืนมองร่างของเขาปะทะรถกระบะคันใหญ่ที่วิ่งตรงมาด้วยความเร็ว ร่างของเขาลอยคว้างกลางอากาศก่อนตกกระทบพื้นอย่างแรง เลือดแดงฉานกระจายนองทั่วพื้น บางส่วนเปรอะใบหน้าของเขา


“…..”



ซองกยูยืนมองภาพนั้นนิ่งงัน ร่มสีฟ้าหมุนคว้างกลางถนนก่อนจะจางหายไปเหมือนภาพติดต่อ รถกระบะหายไปแล้ว เลือดที่เจิ่งนองพื้นนั่นด้วย เขาเหมือนถูกดึงกลับโลกเดิม ภาพด้านหน้าคือถนนอันมืดดําทอดตัวยาว ภาพในอดีตถูกรื้อออกมาจากความทรงจําอีกครั้ง ......น้ำตาเริ่มอาบลงสองแก้ม



------------------------------------------



"เดี๋ยวพี่ไปนะ อีกสิบนาที"วันนั้นเขาโทรบอกคนปลายสาย แต่ไม่ทันไรเจ้านายก็ส่งแฟ้มสีดํามาให้

"ซองกยู ตรวจยอดให้พี่หน่อยสิ นิดเดียวๆ" 



.....อ่ะแป๊บเดียว คิมซองกยูนั่งทําให้ต่อก็ได้ แต่ก็ดูเหมือนงานนิดเดียวจะไม่นิดเหมือนที่พูด เขาได้แต่นั่งทําไปเพราะเจ้านายคนเดิมยังอยู่ ไม่นานนักโทรศัพท์เขาก็ดังขึ้นจากคนเดิมที่คุยกันเมื่อครู่ 



"นัมอู พี่งานเข้า ขออีกสิบนาทีนะ" เขาพูดกับปลายสายอย่างรวดเร็ว แต่งานที่ว่านิดก็ไม่ได้นิดอย่างที่คิด ผ่านไปเนิ่นนานก็ดูเหมือนว่าไม่จบลงง่ายๆ ผมรู้ตัวอีกครั้งเมื่อเสียงโทรศัพท์เครื่องเดิมดัง


"พี่ อยู่ไหนแล้ว"เสียงปลายสายแสดงออกว่างอนแล้วสุดๆ 

"โทษทีพี่งานเข้า อีกสิบนาทีนะ แป๊บเดียวๆ"

"ทั้งปีอ่ะ ถ้าช้าจะกลับก่อนแล้วนะ"



เสียงปลายสายที่งอแงทำเอาผมหัวเสีย จะให้ง้อวันไหนก็ได้หรอกแต่ไม่ใช่วันนี้ที่ผมต้องเครียดสารพัดเรื่องมาตลอดทั้งวัน



"อย่าทำง๊องแง๊งเป็นเด็กๆน่านัมอู"ผมเผลอขึ้นเสียงนิดหน่อยทำเอาอีกฝ่ายเงียบจนผมรู้สึกผิด

"รอแป๊บนึง พี่กำลังรีบเข้าใจไหม อย่าดื้อล่ะ"

"....ครับ"ผมวางสายก่อนจะเคลียร์งานทุกอย่างต่อไป แต่เมื่อสบโอกาสว่าเจ้านายไม่อยู่ที่โต๊ะแล้วก็รีบลุกออกในทันที

"พี่กำลังจะไปที่รถแล้ว รออีกแป๊บนะ" 

"ครับ...."ท่าทางยังงอนไม่หาย แวะซื้อขนมไปง้อหน่อยก็ได้ ว่าแล้วก็ตรงไปร้านเจ้าอร่อยใต้ตึกทันที



ทันทีที่เลี้ยวรถผมก็ปะทะกับการจราจรชวนหัวเสีย นี่ก็ดึกแล้วจะมาติดอะไรกันนักหนา ที่ๆผมจะมารับเขาได้ก็อยู่แค่เลี้ยวหน้าตรงนี้เองแท้ๆ แต่สิ่งที่ผมกลับไม่เอะใจเลยคืออีกฝ่ายไม่ได้ติดต่อมานานเกือบชั่วโมงแล้ว เอาเถอะ เขาคงงอนผมไปแล้วหรือไม่ก็เหนื่อยกับรถติดไม่ต่างกัน 

ผมนั่งติดแหงกอยู่บนรถจนหัวเสีย ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าควรจะโทรหาอูฮยอนเสียหน่อย อีกฝ่ายจะได้ไม่เหงาเกินไปนัก



ตรู๊ดดด...ทําไมถึงไม่รับซะทีนะ ผมเริ่มแปลกใจกับท่าทีผิดปกติ เพราะต่อให้งอนขนาดไหน อูฮยอนก็ไม่เคยทิ้งโทรศัพท์ไว้นานขนาดนี้



"นัมอูอยู่ไหนแล้ว"

"นี่เจ้าหน้าที่ตํารวจนะครับ คุณรู้จักกับคุณนัมอูฮยอนหรือครับ"เสียงไม่คุ้นเคยปลายสายถามผม

"ใช่ครับ ผมนัดกับเขาไว้"

"ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ คุณอูฮยอนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้ว" 



...ทันทีที่ปลายสายพูดประโยคดังกล่าว ภาพตรงหน้าของผมก็ดับวูบลง ผมไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร รู้แต่ว่าพอรู้สึกตัวก็เห็นสายสีเหลืองดับถูกคาดกั้นเป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าที่กำลังวิ่งวุ่นท่ามกลางสายฝนที่โปรยกระหน่ำ ร่มสีฟ้าใสแต้มจุดสีแดงหมุนคว้างไปตามแรงลมพัด



....ร่มที่ผมเคยกางร่วมกับเขาสองคน…..


-----------------------------------------------------



ตั้งแต่วันนั้นผมก็มายืนตรงนี้...ที่เดิมซ้ำๆ หลายคนที่ได้ยินเรื่องนี้อาจจะพยายามหลบเลี่ยงไม่ผ่านมาแถวนี้ตอนกลางคืน แต่นั่นไม่ใช่ผม

ทำไมเหรอ?เพราะผมมารอคนรักของผมไง ผมมารอเขา ขอให้เขาให้อภัยผม และในวันนี้ที่ฝนตกเหมือนวันนั้น....เขาก็มาหาผมจริงๆ




ฉันอยากขอให้ลมช่วยพัดมาอีกหน่อย ให้ฝนโปรยอีกหน่อยเพราะว่าฉันอยากให้เธออยู่เคียงข้างกันอีกหน่อย รอฝนมาอีกหน่อย ได้ไหมเธอ



.....ผมยืนเหม่อมองรถที่วิ่งไปมาพลุกพล่าน ทุกคันต่างเร่งรีบหลบหนีสายฝนที่กระหน่ำ ผมมองอยู่จนมีเงาของร่มสีฟ้าใสมาป้องกันอยู่ด้านบน…..


"พี่ซองกยูมายืนตากฝนทำไมตรงนี้ ตัวเปียกหมดแล้วดูซิ"เจ้าของร่มบ่นพึมพำ

"แล้วทำไมมานานจัง งานเยอะเหรอพี่"

"อืมม งานเยอะน่ะ รถติดด้วย เลี้ยวมาแค่นี้เองไม่รู้ติดอะไรกันนักหนา ฉันเลยจอดรถทิ้งไว้ตรงแยกแล้ววิ่งมาหานายก่อน"ผมบอกเขาไปแบบนั้น

"พี่นี่บ่นจะบ้าก็บ้าดีเดือดจริงๆ"อีกคนหัวเราะจนตาที่เรียวเล็กอยู่แล้วปิดสนิท

"พี่กลัวนายโกรธ เพราะพี่ปล่อยให้นายรอนาน....นานเกินไป"

"ผมไม่โกรธพี่หรอก เห็นรถก็พอจะรู้สภาพแล้ว"ริมฝีปากที่ซีดและสั่นนั้นยิ้มให้ผม

"นายหนาวเหรอ" .....ผมเผลอถามอะไรโง่ๆ ออกไปอีกแล้ว

"หนาวสิ พี่ปล่อยให้ผมยืนกลางฝนคนตั้งนาน..." น้ำเสียงของเขาแสดงความน้อยใจนิดหน่อย ผมจึงฉวยร่มมาถือไว้ ก่อนจะส่งเสื้อแจ๊กเกตให้อีกฝ่ายที่หัวเราะอย่างแปลกใจ

"ทำไมพี่ไม่เอาเสื้อกันฝนไว้ล่ะ"

"พี่ลืมนึกไปน่ะ พอดีรีบมาหานาย...."ริมฝีปากซีดยิ้มให้ผมก่อนสวมใส่เสื้อแจ๊กเก็ตตัวนั้น

"ขอบคุณครับ ทีนี้เราก็กลับบ้านกันเถอะ"

"ใช่ กลับบ้านของเรากัน" …..



ผมมองไปรอบข้าง แถบสีเหลืองดำคาดกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง เลือดเจิ่งนอง ร่มสีฟ้าใสยังคงหมุนคว้างไปตามแรงลม

"ผู้ตายคือนายคิมซองกยู ซึ่งยิงตัวตายตามคู่รักที่ประสบอุบัติเหตุรถชนบริเวณนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน"ผู้สื่อข่าวรายงานออกกล้องอย่างแข็งขัน

ผมเห็นร่างตัวเองนอนอยู่กลางพื้นที่ต้องห้าม เลือดเจิ่งนองไปทั่วท้องถนน แต่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรหันไปคว้ามืออีกฝ่ายที่ยืนยิ้มให้ผม

"ไป อูฮยอน กลับบ้านกัน"ผมย้ำกับเขาอีกครั้งก่อนจะคว้าฝ่ามือเย็นเยียบเดินเคียงข้างกันไปท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยกระหน่ำ


.....ฝนเกิดหยุดตกแล้ว หมดเวลาที่ฉันจะยืนตรงนี้และเธอจะยืนตรงนี้..... 
-จบ-