[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo) Part 6

posted on 08 Nov 2012 22:04 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian

[FIC]My robot friend (Hoya X Dongwoo)

Rate: PG

Details: Science, Fantasy, AU 


 

.....สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องพาหุ่นกระป๋องดงอูกลับไปส่งบ้านเหมือนเดิมก็หนีไม่พ้นโฮย่า.....

 

ชายหนุ่มถอนหายใจนานระหว่างเดินไปตามทางกลับบ้านที่เขาคุ้นเคย แต่สิ่งที่ทำให้การเดินทางของเขาในวันนี้ต่างไปจากเดิมก็คือเพื่อนร่วมทางที่มัวหลงระเริงชมนกชมไม้พูดคุยกับสารพัดสัตว์ที่ผ่านไปสองข้างทาง ทั้งแวะเล่นดอกหญ้าเล็กๆ สีขาวที่ขึ้นอยู่ริมถนน จ้องมองนกที่เกาะเสาไฟฟ้าด้วยความสงสัย หรือไม่ก็ทักทายหมาแมวข้างทางอย่างไม่เลือกตัวจนแม้แต่โฮย่าเองยังกลัวเจ้าตัวจะโดนบางตัวที่ไม่น่าไว้ใจฟัดจนได้แผลไปเสียก่อน นิสัยเหล่านี้ของดงอูทำให้ชายหนุ่มรำคาญไม่ใช่น้อยที่ต้องคอยตะโกนตักเตือนไม่ให้เดินซุ่มซ่ามทำข้าวของพังที่ไหน แถมยังพะวงซ้ายขวากลัวเจ้าหุ่นยนต์ตัวดีจะละสายตาหลงทางไปทำให้ยากจะตามหา เสียงเรียก “ดงอู” ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางพร้อมกับคำบ่นยาวเหยียดแต่เมื่อใดที่เจ้าตัวก้มหน้างุดทำตาเศร้า ชายหนุ่มก็อดที่จะสงสารอีกฝ่ายจนเลิกโมโหไปเองจนได้

 

.....ก่อนหน้านี้ดงอูเองก็คงเคยอยู่แต่ในห้องทดลอง พอถูกส่งมาก็อยู่แต่ในห้องของเขา จะตื่นเต้นกับทิวทัศน์ใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยเห็นก็คงไม่แปลก.....

 

“.....พอถึงตรงนี้แล้วเลี้ยวขวาก็ถึงแมนชั่นเราแล้วล่ะ จำได้นะ.....อ่ะ อ้าวเฮ้ย”

 

โฮย่าหันมาย้ำเส้นทางกลับบ้านกับหุ่นเจ้าปัญหาที่น่าจะเดินอยู่ข้างตัวแต่ก็ต้องหันไปพบกับความว่างเปล่า .....นั่นไง เอาอีกแล้ว..... ชายหนุ่มคิดพลางถอนหายใจยาวอีกครั้ง เมื่อ 10 นาทีที่แล้วก็หายตัวไปเล่นกับแมวข้างทางจนเขาต้องดุยกใหญ่ แต่ไม่ทันขาดคำก็หายตัวไปอีกแล้ว โฮวอนสอดส่ายสายตามองหารอบตัวอีกครั้งก่อนจะหยุดสายตาไปยังภาพที่เห็นตรงหน้า

 

.....หุ่นกระป๋องเจ้าปัญหาของเขากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ตัวเล็กหลากสีพร้อมกับไกวตัวเองไปมาเบาๆ พอจะให้ความเพลิดเพลินแก่ตัวเองได้ ท่ามกลางท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มจะมืดครึ้มเหลือแค่เพียงแสงเรืองๆ ของดวงอาทิตย์ก้อนกลมที่กำลังจะลาขอบฟ้าไป มีเพียงใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของคนที่กำลังบันเทิงอยู่กับ ‘ของเล่นใหม่’ ที่แสนจะคุ้นเคยสำหรับอีโฮวอนที่เปล่งประกายความสุขจนเขาเองอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย.....

 

ชายหนุ่มนึกขำกับภาพตรงหน้านิดหน่อย ถึงแม้รูปร่างของหุ่นดงอูจะตัวเล็กกว่ามาตรฐานผู้ชายทั่วไป แต่ก็ไม่ถือว่าตัวเล็กพอที่จะเรียกได้ว่า “เด็ก” ถึงกระนั้นภาพเจ้าตัวที่ยิ้มจนตาหยีกลับเข้ากันดีกับสนามเด็กเล่นหลากสีรอบข้าง พื้นที่ว่างเปล่าที่เลยเวลาสำหรับเด็กๆ ส่วนใหญ่จะจับจองตอนนี้ดูเหมือนกลายเป็นอาณาจักรขนาดย่อมของเจ้าหุ่นกระป๋องไปโดยปริยาย ในขณะที่ม้าหมุน ชิงช้า และไม้ลื่นรอบข้างก็เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของปราสาทของเจ้าชายผู้แสนบริสุทธิ์ตรงหน้า

 

.....แล้วจู่ๆ โฮย่าก็รู้สึกอิจฉาดงอูขึ้นมา.....

 

สำหรับชายวัยทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มายี่สิบกว่าปี เป็นไปได้ยากที่ตัวเขาจะมองโลกที่เป็นอยู่นี้ได้งดงามเหมือนสมัยตอนเด็กๆ แน่นอนว่าตลอดการมีชีวิตอยู่ที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้ว่าอะไรหลายๆ อย่างมันไม่ได้เป็นงดงามเหมือนในนิทานวัยเด็ก สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้อีโฮวอนเติบโตขึ้นมาจนเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีทั้งด้านดีและด้านร้ายอยู่ในตัวเอง การเดินทางออกตามหาความฝันที่สวนทางต่อความต้องการของครอบครัวแต่เพียงลำพังครั้งวัยเยาว์ก็ทำให้เขาต้องสร้างเกราะที่ปกป้องความรู้สึกในใจลึกๆ และแสดงออกแต่เฉพาะส่วนที่ตัวเองต้องการให้สังคมรอบข้างเห็นเท่านั้น

 

.....ช่างต่างจากหุ่นยนต์ที่กำลังแกว่งไกวชิงช้าอย่างสนุกสนานตรงหน้าเขา หุ่นยนต์ที่พอชอบก็หัวเราะ ไม่ชอบก็ร้องไห้ ไม่เข้าใจก็ทำหน้ายุ่ง แต่พอสบายใจก็ยิ้มกว้าง เรียกได้ว่าแสดงออกทุกอย่างโดยที่คนรอบข้างไม่จำเป็นต้องตีความให้ซับซ้อนมากมาย...

 

ทั้งยังพูดคำว่า “รัก” และแสดงความรู้สึกนั้นออกมาได้อย่างไม่ลังเลอีกต่างหาก ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

 

“อ้ะ โฮย่า.... ขอโทษที่จู่ๆ ก็หายออกมา”

 

ชิงช้าที่แกว่งไกวอยู่เมื่อครู่ชะงักลงเมื่อหุ่นน้อยที่กำลังเพลิดเพลินเห็นอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า แววตาสำนึกผิดที่ตัวเองออกนอกเส้นทางโดยไม่บอกกล่าวปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน โฮย่ายิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนที่จะนั่งลงตรงชิงช้าตัวด้านข้าง

 

“ไม่เป็นไรหรอก เล่นไปเถอะ.....อยากเล่นไม่ใช่เหรอ”

“โฮย่าจะรอให้ดงอูเล่นจริงๆ เหรอ”

“เออสิ ชักช้าเดี๋ยวเปลี่ยนใจหนีกลับบ้านไม่รู้ด้วยนะ”

 

เป็นไปตามคาด ทันทีที่ขึ้นเสียงขู่ ดงอูก็จัดการเหวี่ยงชิงช้าอย่างแรงและเร็วขึ้นประหนึ่งว่ามันจะช่วยลดความอยากเล่นได้ภายในเวลาที่สั้นลง ทำเอาชายหนุ่มที่นั่งรออยู่บนชิงช้าตัวข้างเคียงอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ ไม่นานนัก เขาเองก็จัดการเหวี่ยงตัวเองตามจังหวะสลับไปมากับหุ่นกระป๋องเพื่อนซี้ส่งเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นปะปนไปกับลูกรอกชิงช้าที่ดังอี๊ดอ๊าดบ่งบอกความเคลื่อนไหวของพาหนะข้างใต้

 

.....นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่มีเพื่อนนั่งเล่นชิงช้าแบบนี้ โฮย่าจำไม่ได้จริงๆ.....

“นายรู้จักที่ได้ยังไง”

 

ชิงช้าที่ถูกแกว่งเป็นวงกว้างสร้างความสนุกสนานให้คนหนึ่งคนกับหุ่นยนต์หนึ่งตัว.....บัดนี้แกว่งไปมาแผ่วเบาตามแรงลมยามพลบค่ำพัดกระเพื่อม เด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่สองคนเมื่อครู่นั่งกองอยู่บนเนินสนามหญ้าบริเวณใกล้เคียงท่ามกลางสวนกว้าง บอกตามตรงว่า โฮย่าเองรู้สึกอายนิดหน่อยที่อยู่แถวนี้มานานหลายปี แต่กลับไม่เคยรู้ว่าจากถนนหน้าบ้านเขามีทางลัดตัดมายังสวนสาธารณะขนาดย่อมที่เปิดกว้างสำหรับผู้คนทั่วไป อาจจะเพราะว่าทุกครั้งที่เขาเดินทางไปทำงานก็จะต้องไปด้วยความเร่งรีบ ขณะที่ตอนกลับก็มัวแต่เหม่อคิดเรื่องต่างๆ มากมายจนไม่ได้สังเกตบริเวณรอบข้างจนกระทั่งดงอูพบมันเข้า ซึ่งเขารู้สึกแปลกใจมากที่เจ้าตัวรู้จักที่แห่งนี้ได้ภายในไม่กี่วันที่มาอยู่เท่านั้น

 

“ก็....เห็นจากระเบียงตรงห้องโฮย่าไง ถ้ามองจากตรงนั้นจะเห็นที่เขียวๆ ตรงนี้ชัดเจนเลยล่ะ”

 

คำตอบของเจ้าหุ่นกระป๋องที่นั่งข้างกายทำให้เขาละอายหนัก ในตอนแรกเขาคิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่า เจ้าตัวจะมีระบบ GPS ค้นหาสถานที่ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วกลับใช้วิธีง่ายๆ อย่างการมองลงมาจากระเบียง .....ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็น แต่ไม่เคยจำหรือใส่ใจมันต่างหาก ในเมื่อมันไม่ใช่ทางไปตลาด ห้างสรรพสินค้า หรือสถานีตำรวจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

 

ตอนที่ย้ายเข้ามาครั้งแรก โฮย่าคิดแบบนี้กับสถานที่แห่งนี้จริงๆ

 

ชายหนุ่มนั่งนึกถึงเหตุการณ์ของตัวเองในอดีต เขาออกจากบ้านมาตั้งแต่มัธยมปลายเพื่อสานต่อความฝันเกี่ยวกับการเต้นของตัวเอง ที่ต้องเป็นแบบนั้นเพราะความฝันดังกล่าวขัดแย้งกับความต้องการของพ่อที่อยากให้ตัวเขากลับมาช่วยดูแลกิจการที่บ้านเหมือนที่พี่ชายของเขาทำอยู่ตอนนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นหมอกจางๆ ที่กีดขวางความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนในบ้านมาตลอดจนกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจเลือกการเต้นแทนชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หมอกจางๆ ดังกล่าวก็กลายเป็นพายุก่อให้เกิดความแตกหักระหว่างเขาและครอบครัวในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็อยู่คนเดียว ร้องไห้ให้กับความพ่ายแพ้เพียงคนเดียว ยิ้มรับให้กับความสำเร็จเพียงคนเดียวมาโดยตลอด

 

ใช่ นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่เขาพยายามดำเนินชีวิตแบบผู้ใหญ่เพื่อเสริมสร้างให้จิตใจแข็งแกร่ง จนลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งบนโลกนี้ก็มีเด็กชายอีโฮวอนที่เคยตื่นเต้นกับการเล่นชิงช้าครั้งแรก หัวเราะร่าให้กับเรื่องที่คิดว่าตลก และร้องไห้ฟูมฟายให้กับเรื่องที่เสียใจได้อย่างเต็มที่อยู่

 

.....เขาถึงบอกว่า เขารู้สึกอิจฉาดงอู อิจฉาจนสงสัยว่า มนุษย์ที่เป็นแบบนี้จะมีอยู่บนโลกจริงๆ หรือ......

 

“นาย...... มาจากต้นฉบับที่เป็นมนุษย์จริงๆ ใช่ไหม”

 

ชายหนุ่มถามขึ้นขณะที่แกว่งชิงช้าไปมาเบาๆ ทำเอาหุ่นยนต์เด็กน้อยที่กำลังเล่นสนุกชะงักที่นั่งชิงช้าของตัวเองเอาไว้ เขาเงียบไปนานเพื่อนิ่งคิดถึงที่มาที่ไปของคำถามดังกล่าว ก่อนส่งเสียงตอบรับในลำคอเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความไร้เดียงสาเช่นเดิม

 

“อื้อ แต่ดงอูก็ไม่รู้หรอกนะว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน ดงอูรู้แต่ว่า วันที่ดงอูลืมตาขึ้นมา ข้อมูลต่างๆ จากไหนไม่รู้มันก็เหมือนไหลเข้ามาในหัวแล้ว”

“อย่างนั้นเหรอ?”

“อื้อ.....แต่บางทีดงอูก็สงสัยนะว่า เขาเป็นใคร ดงอูจะหน้าเหมือนเขาหรือเปล่า เขาจะรู้จักดงอูหรือเปล่า แล้วเขาจะใจดีกับดงอูไหม แล้วก็มีอีกตั้งหลายเรื่องที่ดงอูอยากถามเขานะ”

“......อย่างเช่น?”

“ก็อยากพวกความทรงจำ ความรู้ในสมองดงอู ดงอูอยากรู้ว่าเขาไปรู้มาจากไหน”

“แต่ในคู่มือของนายก็บอกชัดเจนนะว่า ข้อมูลในสมองของนายดึงมาจากอินเทอร์เน็ตได้ จะรู้นู่นนี่นั่นเยอะก็ไม่เห็นแปลกเลย”

“แต่ดงอูอยากรู้มากกว่านั้นนะ อย่างเช่นเขาไปรู้สูตรทำกับข้าวจากไหน รู้เส้นทางถนนได้ยังไง ดงอูตัวจริงมีพี่น้องกี่คน คุณแม่ของดงอูเป็นยังไง คุณพ่อเป็นยังไง แล้วก็ ..... เขาสร้างดงอูขึ้นมาเพื่ออะไรในเมื่อเขามีดงอูตัวจริงอยู่แล้วทั้งคน”

“ก็ให้มาเป็น.....เอ่อ อะไรนะ Boyfriend Bot ไง..... ออกจะชัดเจน” อีกฝ่ายตอบพลางกลั้วหัวเราะเพื่อปลอบโยนอีกฝ่ายที่เริ่มเศร้า แต่ก็ชะงักไปเมื่อไม่มีเสียงหัวเราะเหมือนบทสนทนาครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาก

“......ถ้างั้น ถ้าดงอูไม่ถูกส่งมาให้โฮย่า ดงอูก็จะถูกทำลายทิ้งใช่ไหม หรือถ้าดงอูถูกส่งไปอยู่กับคนอื่นๆ ที่ไม่ใจดีเหมือนโฮย่า ดงอูก็อาจจะต้องเจออะไรก็ไม่รู้ใช่ไหม......”

 

ปลายรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ที่โฮย่าเพิ่งซื้อให้เขี่ยพื้นทรายไปมาอย่างไร้จุดหมาย ทุกอย่างที่ร่างเล็กกล่าวมันฟังดูเศร้าและว่างเปล่าจะทั้งคู่ต้องปล่อยให้สายลมยามเย็นที่พัดผ่านกายไปเป็นผู้ตอบสิ่งที่ร่างเล็กเอ่ยขึ้น อันที่จริงมันก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไปนักที่มักจะคิดพะวงถึงอีกเส้นทางหนึ่งที่ตัวเองตัดใจไม่เลือกเดินไปในอดีต หากแตกต่างกันตรงที่หุ่นกระป๋องที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นผู้เลือก แต่เป็นผู้ที่ถูกเลือกจากที่อยู่ผู้รับบนตราไปรษณีย์ที่จัดส่งมานั่นเอง

 

“โอ้ยยยย พอแล้วๆ ไม่พูดเรื่องเศร้า กลับบ้านไปทำอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า”

 

ฝ่ามือหนาเอื้อมขึ้นมาขยี้ปอยผมสีทองที่ตอนนี้กำลังพยายามยิ้มกว้างตอบรับอีกฝ่ายก่อนที่เจ้าของจะลุกออกจากชิงช้าตัวเดิมนำลิ่วไป แต่ก็ชะงักเมื่ออีกคนที่ลุกจากชิงช้าออกมาเหมือนกันยังไม่ยอมไปไหม พลางร้องเรียกให้เขากลับมาด้วยซ้ำ

 

“โฮย่า ดงอูมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอก ดงอูเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนเห็นโฮย่าทำงานที่โรงเรียนหน่ะ”

“อะไรเหรอ?”

 

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย แต่เมื่อโฮย่าหันกลับไปมองก็ต้องพบกับท่วงท่าที่เขาคุ้นเคย ลีลาและจังหวะที่พริ้วไหวสลับกับหนักเบาตามจังหวะทำให้ชายหนุ่มต้องตะลึงกับความสามารถของอีกฝ่าย ถึงแม้จะพอเข้าใจว่าหุ่นยนต์ตรงหน้าถูกออกแบบมาให้สารพัดประโยชน์ขนาดทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่า ความสามารถด้านการเต้นจะกลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัตินั้น แถมอีกฝ่ายยังจดจำทุกท่วงท่าที่เขาสอนในคลาสเรียนได้แทบทุกรายละเอียดอีกด้วย

 

“......”

“ก็ประมาณนี้แหละ ดงอูแค่.....อยากจะบอกว่า อันนี้ก็เป็นอีกอย่างที่พอจะมีอยู่ในโปรแกรมของดงอู ดงอูเองก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรเหมือนกัน แต่ถ้ามันพอจะช่วยอะไรโฮย่าได้ล่ะก็.....”

“.....มันเรียกว่า ‘การเต้น’ หน่ะดงอู”

“เออ นั่นแหละ การเต้น ดงอูบอกไว้เผื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างเพราะ.....”

“ดงอูจำได้ท่าถึงแค่กลางเพลงใช่ไหม”

 

พอโฮย่าพูดถึงตอนนี้หุ่นยนต์กระป๋องก็ทำหน้างงหนักจนหันมาจ้องคนถามด้วยดวงตาแป๋วแหววแต่ก็ต้องพยักหน้าเล็กน้อยยอมรับ ในขณะที่อีกฝ่ายก็ได้แต่อมยิ้มให้กับภาพของเจ้าตัวที่แสนน่าเอ็นดูในขณะนั้น เขาค่อนข้างมั่นใจกับคำตอบที่จะได้ในเมื่อท่วงท่าเหล่านั้นเขาเป็นคนคิดเองตั้งแต่ต้น และในคลาสที่ดงอูนั่งดูอยู่ เขาก็สอนไปได้แค่ประมาณครึ่งเพลงเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่าดงอูจะไปรู้ท่าเพิ่มเติมจากที่ไหน

 

“ถ้างั้น ฉันสอนดงอูจนจบเพลงเอาไหม”

 

จบคำถามปุ๊บ โฮย่าก็ได้คำตอบที่ตัวเองคาดไว้เช่นกัน ใบหน้าที่พยักรัวเร็วเหมือนทุกครั้งทำเอาชายหนุ่มเจ้าของคำถามยิ้มกว้างออกมาในที่สุด ชายหนุ่มวางกระเป๋าเป้ใบเก่งไว้ข้างเสาชิงช้าก่อนจะยึดพื้นที่ทางเดินที่ปูด้วยบล็อกคอนกรีตตัดสนามหญ้าเป็นลานซ้อมเต้น สมาร์ทโฟนเครื่องดำเงาถูกเร่งเสียงให้ดังพอเหมาะสำหรับการเต้น ขณะที่กระจกบานขุ่นของอาคารที่ตั้งเคียงข้างก็ทำหน้าที่ต่างกระจกเงาที่สะท้อนภาพลีลาการเต้นของทั้งคู่ในห้องซ้อม แล้วท่วงทำนองที่สอดประสานท่าทางการเคลื่อนไหวของทั้งสองก็ดังขึ้น อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง......

 

 

It's like I've waited my whole life for this one night
It's gonna be me you and the dance floor
'cause we've only got one night (one night) 
Double your pleasure
Double your fun and dance
Forever…..ever……ever on the floor

(Chris Brown - Forever)

 

“.....3 .....4 จากนั้นก็ก้าวแล้วหมุน อ้ะ....”

“.....โอ๊ะ”

 

เพียงเพราะทางเดินที่แสนแคบ เพียงเพราะบล็อกอิฐที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่ให้ปูเรียบเสมอกัน เพียงเพราะองศาการหมุนที่เหวี่ยงตัวกว้างไปหน่อย เพียงเพราะจังหวะที่คลาดกันเพียงเสี้ยววินาที เพียงเพราะขาด้านหนึ่งที่บังเอิญไปสะดุดบล็อกหินที่เหลื่อมขึ้นมาจากก้อนอื่นๆ เพียงเพราะแรงโน้มถ่วงที่ชอบดึงอะไรต่อมิอะไรสู่พื้นโลก เพียงเพราะความซุ่มซ่ามส่วนตัวของเจ้าหุ่นกระป๋อง เพียงเพราะคนสอนเองก็ไม่ทันได้ดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงเพราะสายลมที่บังเอิญพัดไปทางนั้น เพียงเพราะลำตัวที่ทิ้งลงทับร่างของอีกฝ่ายจนนอนหงายลงไปกับพื้นหญ้าสีเขียวนุ่ม เพียงเพราะสองแขนหนาที่โอบรอบเอวคนซุ่มซ่ามไว้ตามสัญชาตญาณ เพียงเพราะใบหน้าที่บังเอิญห่างกันด้วยระยะทางไม่ถึงคืบ เพียงเพราะความเงียบไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าคนแปลกหน้า เพียงเพราะเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องคลอไปตามสายลม เพียงเพราะท้องฟ้าที่เริ่มมืดเหลือเพียงแสงจันทร์สาดลงมาหาทั้งคู่

 

เพียงเพราะนัยน์ตากลมที่จ้องมองกลับมา

เพียงเพราะแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อตัดกับผิวขาวนุ่มเนื่องจากความร้อนของร่างกาย

เพียงเพราะกลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ ที่ลอยมากระทบจมูกเป็นระยะ

เพียงเพราะริมฝีปากหนาที่เผยอเตรียมเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดรอด

 

 

หรือเพียงเพราะอะไรก็แล้วแต่.....

 

ริมฝีปากของหุ่นยนต์จอมซุ่มซ่ามก็ถูกครอบครองโดยเจ้าของอ้อมกอดเป็นครั้งที่สองโดยไม่ต้องการเหตุผล ไม่ใช่การเปิดสวิตซ์ ไม่ใช่การทดลองที่รอผลลัพธ์ ไม่ใช่คำสั่งจากใครทั้งนั้น ......ไม่มี แม้กระทั่งคำอธิบายสักคำที่ชายหนุ่มจะใช้ตอบตัวเองได้ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีเขาก็มอบจุมพิตแผ่วเบาให้แก่ร่างในอ้อมกอดแล้ว

 

.....จะเหลือให้คำนึงถึงก็เพียงเสียงหัวใจที่เต้นแรงและถี่ขึ้นเป็นเท่าตัวของเขาเท่านั้นเอง.....

 

......It's like I've waited my whole life for this one night
It's gonna be me you and the dance floor......

-----------------------------------------------------------------------------------------------

"มาแล้ววว มาแล้ววววว"

 

 

เสียงเอะอะโวยวายของนัมอูฮยอนทำเอาผู้มาใหม่ที่หิ้วของพะรุงพะรังได้แต่ทำหน้ายิ้มเจื่อนเหมือนที่ชอบทำ เจ้าของบ้านตัวเล็กรีบกุลีกุจอช่วยหอบหิ้วกล่องพลาสติกบรรจุอาหารในมือดงอูไว้อย่างหวงแหนพร้อมพร่ำคำขอบคุณไม่หยุดปาก

 

.....นี่เป็นหนึ่งใน “แผนเร่งรัด” ที่จะทำให้ดงอูเลิกชอบโฮย่าตามที่อูฮยอนบอก หลังจากที่เขาสารภาพเจ้าตัวไปถึงเหตุการณ์ที่สนามเด็กเล่นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน พร้อมกับคะยั้นคะยอให้คนที่รับปากจะช่วยทำอะไรจริงจังขึ้นมาสักอย่าง…

 

 

"ก็ถ้านายใช้งานเขาเยอะๆ ทำให้เขาเหนื่อย เขาท้อ สักวันเขาก็ตัดใจจากนายเอง นายก็เคยเห็นเวลาพวกผู้หญิงที่ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ เขาทำกัน ใช้ล้างรถ เลี้ยงหมา ซ่อมเสาไฟฟ้า ถ้าผู้ชายเบื่อเดี๋ยวก็ไปเอง"
"แต่ดงอูเป็นหุ่นยนต์นะ แถมถ้าชาร์ตไฟเต็มก็ทำงานได้ 24 ชั่วโมงด้วย จะได้ผลเหรอ"
"..…เถอะน่า ลองดูก็ไม่เสียหาย"

“แล้วทางฝั่งของฉันล่ะ ฉันควรทำยังไงบ้าง”

“......ทางฝั่งของนาย.....ฝั่งของนายทำไมเหรอ?”

“คือ..... ก็หมายถึงที่ฉัน.....เอ่อ..... อาจจะ....แบบ เริ่มผิดปกติอ่ะ”

“อ๋อ ที่นายจูบดงอูเข้าแล้วนะเหรอ คราวหน้าก็ปล้ำเลยสิอย่าทำแค่จูบ”

“ไม่ใช่ว้อย.... ฉันหมายถึงตัดใจอ่ะ ตัดใจ ฉันมีแฟนเป็นหุ่นยนต์ไม่ได้ โอเคไหม?”

“....... ก็ได้ๆ ไม่เห็นจะยากเลย เดี๋ยวพอดงอูยุ่งจนไม่มีเวลาคุยเล่นกับนาย พวกนายห่างกัน นายก็กลับมาเป็นปกติเอง”

 

 

ฟังดูเป็นคำตอบแบบขอไปทีชะมัด แต่อีโฮวอนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากลองวิธีดังกล่าว เพราะนอกจากสิ่งที่อูฮยอนพูดแล้วเขาก็นึกอะไรไม่ออกอีก แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็มีปัญหาใหม่ ภายในบ้านเขาที่มีแค่ชายโสดหนึ่งคนกับหุ่นกระป๋องหนึ่งตัวก็ไม่มีอะไรวุ่นวายซับซ้อนให้ทำนัก แถมทุกอย่างที่โฮวอนใช้ให้ทำแต่เดิมไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว ซักผ้า ปัดกวาดเช็ดถูบ้านก็ดูดงอูจะมีความสุขไปเสียหมดจนเขาจนปัญญา จะใช้อะไรพิสดารอย่างการไปเก็บว่าวบนเสาไฟฟ้าให้เด็กเล็กก็กลัวว่า ทุกอย่างจะวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้เจ้าตัวก็เลยยอมให้อูฮยอนดำเนินแผนที่แนะนำมาด้วยความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ แกนๆ ไปอย่างนั้น

 

......ซึ่งหลังๆ อีโฮวอนกลับรู้สึกว่า แผนไร้สาระของนัมอูฮยอนมันย้อนมาหักหลักเขาเสียเอง......

 

 

"โอ้โห กับข้าวจัง ขอบคุณมากๆ นะดงอู”

 

 

วาจาป้อยอฉอเลาะตามสไตล์นัมอูฮยอนดังไปทั่ว แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรในเมื่อคนที่ดูน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากแผนการนี้ก็ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนต้นคิดอย่างร่างเล็กแสนเจ้าเล่ห์คนนี้นี่แหละ เพราะพอเขาบอกว่า ไม่รู้จะให้ดงอูทำอะไรแล้ว ก็ดูเหมือนเจ้าของแผนจะสวมรอยแนบเนียนโดยนำเสนอการให้ดงอูทำอาหารกลางวันเพิ่มขึ้นมาจากส่วนที่ทำส่งโฮย่า เพื่อให้ทั้งสี่คนได้มากินข้าวกลางวันร่วมกัน โดยมีชายหนุ่มเป็นตัวกลางคอยบอกเมนูที่อยากกินในแต่ละวัน

 

 

“แล้วทำไมต้องทำเผื่อด้วยล่ะ ชั้นนเป็นคนจ่ายค่าวัตถุดิบนะเฟร้ย” อีโฮวอนถามขึ้นทันควันในวันนั้น

“เออน่า เดี๋ยวชั้นช่วยออกก็ได้ เราต้องหางานให้ดงอูทำนะ ลืมแล้วหรือไง”

“แล้วทำไมต้องให้ชั้นไปบอกเขาด้วยล่ะ แกบอกเองไม่ได้รึไง”

“อ้าว มีสมองไว้คั่นหูนะเรานี่ ก็ดงอูเขาเป็นหุ่นยนต์ของแก เขาก็ต้องฟังแต่แกคนเดียวใช้ไหม แล้วถ้าแกอยากให้วิธีนี้ได้ผลก็ต้องใช้การทำซ้ำบ่อยๆ เขาจะได้เกิดการเรียนรู้ไง ตามทฤษฎี Classical Conditioning ของอีวาน พาฟลอฟไงที่เขาบอกว่า.......”

“พอเลยๆๆๆๆๆๆ แกขี้เกียจทำกับข้าวเองใช่ไหมเลยมาใช้ดงอูหน่ะ”

“แกต่างหาก อยากหวงไว้คนเดียวใช่ไหมล่ะถึงปกป้องกันขนาดนี้ แหม แล้วปากก็บอกว่ากลุ้มใจนู่นนั่นนี่ แต่จริงๆ.....”

“เออ ก็ได้ๆ ชั้นไปบอกให้ก็ได้ แต่ถ้ามันไม่ได้ผลจริงนะ แกตายแน่อูฮยอน”

 

 

ด้วยเหตุนี้แผนดังกล่าวจึงเริ่มขึ้น ซึ่งในช่วงแรกๆ อูฮยอนก็จ่ายค่าอาหารคืนบ้างตามความเหมาะสม แต่หลังๆ ก็เริ่มหนักข้อโดยการเปลี่ยนเป็นซื้อข้าวของให้ดงอูแทนบ้าง แอบพาดงอูไปชอปปิ้งบ้าง ให้บัตรดูหนังฟรีมาแทนสองที่บ้าง แอบสอนดงอูทำอาหารที่โฮย่าชอบมาเซอร์ไพรส์บ้าง และมันก็ส่งผลต่อความรู้สึกของโฮย่าได้ไม่เบา เพราะนอกจากเซนส์เรื่องการแต่งตัวของอูฮยอนที่ค่อนข้างแม่นจะช่วยขับให้ความน่ารักของดงอูเพิ่มขึ้นทุกๆ ครั้งที่เปลี่ยนสไตล์แล้ว โฮวอนยังรู้สึกได้ว่า เขามีโอกาสเจอดงอูมากขึ้นนอกเหนือจากที่บ้าน แถมเจ้าตัวยังเรียนรู้การเซอร์ไพรส์อะไรแปลกๆ ที่เขาไม่คาดคิดจากอูฮยอนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

.....ก็เพราะอย่างนี้นั่นแหละ โฮย่าถึงรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเพื่อนตัวเองทรยศ......ให้รักเจ้าหุ่นกระป๋องแสนซื่อตัวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ตอนนี้ก็เลยเหลือแต่ “สติ” ของตัวเองล้วนๆ ที่จะต้องคอยย้ำตัวเองเอาไว้ว่าอีกฝ่ายเป็น “หุ่นยนต์” เท่านั้น

 

.....ซึ่งเอาจริงๆ ก็ดูจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรเหมือนกัน.....

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 

“อะอ้ามมม กุ้งตัวใหญ๊ใหญ่แหน่ะพี่จ๋า มาฉันป้อนให้พี่น้า”

 

 

โฮย่าถอนหายใจยาวให้กับตัวต้นเหตุแสนเพี้ยนที่จู่ๆ ก็อยากจะอ้อนแฟนกลางโต๊ะอาหารอีกครั้ง สาเหตุสำคัญที่ต้องมาทนภาพรำคาญสายตาก็คือ เขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบในแผนบ้าๆ บอๆ ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ชายหนุ่มได้แต่พยายามตั้งอกตั้งใจกับการเคี้ยวข้าวในปากจนแทบจะนับเม็ดเพื่อให้ตัวเองละความสนใจจากเสียงสุดแสนรำคาญโสตประสาทจากเพื่อนที่เขาเริ่มไม่ค่อยอยากเป็นเพื่อนเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน หุ่นตัวน้อยเจ้าของอาหารตรงหน้าก็ดู enjoy eating ไม่สนใจเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นนัก

 

 

“.....เอ่อ พี่ว่าเรานั่งกินดีๆ ดีกว่าไหมอูฮยอน” ฝ่ายสามี(?)ที่ดูสติดีกว่านิดหน่อยท้วงขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าคนที่คีบกุ้งค้างจ่ออยู่ตรงหน้าจะหามีสำนึกอันใดไม่แถมโวยวายกลับเสียด้วย

“อะไรกันฉันอุตส่าห์ป้อนพี่ พี่ไม่รักฉันแล้วเหรอ!!!!!”

“เอ่อ..... ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าแบบ.....”

“โอ้ย โฮย่าเขาชินแล้วล่ะพี่ เขาเป็นเพื่อนชั้นมาตั้งหลายปี เขารู้ดีว่าเรารักกันแค่ไหน”

“แต่พี่ว่า...............”

“พี่ไม่รักชั้นแล้วใช่ไหมล่ะถึงไม่ยอมให้ชั้นป้อนกุ้งให้!!!!!!”

 

 

แล้วจู่ๆ คนขี้งอนก็กระแทกเท้าเดินตึงตังออกจากโต๊ะทำเอาคนที่เหลือนั่งอึ้งกิมกี่ชนิดที่กุ้งหอยปูปลาบนโต๊ะแทบจะอยากชะโงกหน้าออกจากจานมาดูเหตุการณ์เต็มที่

 

 

“เอ่อ..... เดี๋ยวพี่ไปดูอูฮยอนก่อนนะ”

 

 

ท่ามกลางความเงียบที่แสนทะมึนตึง มีเสียงแอร์ดังหึ่งๆ เป็นแบ็คกราวน์ คิมซองกยูลุกออกจากโต๊ะไปอีกคนท่ามกลางความงงงวยที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับโฮย่าที่ต้องมาเจออะไรนอกบทเช่นนี้

 

 

“......เหลือเราแค่สองคนแล้วล่ะ กินข้าวกันเถอะ”


ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะบอกหุ่นกระป๋องที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่ข้างๆ เขาว่าแล้วว่ามันต้องมีสักวันที่ล่มไม่เป็นท่า มินำซ้ำนัมอูฮยอนเจ้าของแผนยังเป็นคนทำพังด้วยความงี่เง่าเสียเอง .....น่าหงุดหงิดชะมัด ก็พอเข้าใจหรอกนะว่าอยากสวีทกับแฟน และคู่นี้ก็สวีทไม่เคยเกรงใจชาวบ้านมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่.....อย่าทำแผนตัวเองพังด้วยการงอนสามีกับอีแค่เรื่องป้อนกุ้งป้อนปลาได้ไหมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

“โฮย่า..... ทำไมโฮย่าต้องเอาตะเกียบจิ้มชามข้าวอ่ะ ระวังมันแตกนะ”

 

 

 

เสียงใสซื่อที่ทักขึ้นทำเอาชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์มาก้มลงมองอุปกรณ์ในมือตัวเองที่ปัจจุบันกลายเป็นอาวุธจัดการข้าวในชามให้กระจุยกระจายไปรอบชอบ อีโฮวอนชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะเก็บกวาดแล้วก้มลงจัดการอาหารตรงหน้าต่อเพื่อเลี่ยงจากสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองอยู่

 

......ใช่ หลบตาเข้าไว้จะได้ตัดความรู้สึกได้นะโฮวอนนะ อย่าไปมองตาแป๋วแหววที่พยายามหาคำตอบทางด้านขวามือของตัวเองสิ เข้มแข็งไว้นะอีโฮวอน ไม่ต้องคิดด้วยว่าวันนี้แต่งตัวน่ารัก ถึงแม้คาร์ดิแกนสีเขียวมีเข็มกลัดลายการ์ตูนติดที่อูฮยอนเพิ่งซื้อให้และกำชับนักหนาให้ใส่มาให้ดูจะดูเข้ากับเจ้าตัวมาก็เถอะ......

 

 

 

........................................TT{ }TT

 

 

 

แต่ยังไม่ทันขาดคำก็ปรากฎฝ่ามือสีขาวที่ใช้ตะเกียบคีบกุ้งตัวใหญ่มาจ่อตรงหน้าเขา…

 

"อ่ะ อ้ามมมมม" 
"เอ่อ นาย…จะเลียนแบบนัมอูเหรอ? ไม่ดีมั้ง"
"เลียนแบบ? คืออะไร?"
"เอ่อ…ก็ทำเหมือนกับนัมอูเมื่อกี้ไง"
"โฮย่าไม่ชอบเหรอ?" ว่าแล้วเจ้าของกุ้งก็ทำหน้าหงอยทั้งที่ถือตะเกียบค้าง
"จะว่ายังไงดีล่ะ…"
"…เข้าใจแล้วล่ะ ดงอูเห็นเขาทำในทีวีแล้วเขาหัวเราะกันก็นึกว่ามันจะทำให้อารมณ์ดี แต่เมื่อกี้พออูฮยอนทำ พี่ซองกยูก็ไม่กิน พอดงอูทำโฮย่าก็ไม่ชอบอีก ดงอูคงเข้าใจผิดจริงๆ สินะ"

 

เสียงใสอันแสนซื่อก้มลงมองผ้าปูโต๊ะลายสวยพร้อมกับฝ่ามือขาวที่ชักตะเกียบกลับมาอยู่ในชามตัวเองแก้เก้อ ชายหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยถึงความไร้เดียงสาของอีกฝ่ายซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำเขาเกี่ยวกับสภาพแท้จริงของเจ้าหุ่นกระป๋องที่นั่งเคียงข้างเสมอ

 

.....ใช่ ถึงจะเหมือนคนแค่ไหนก็ตามทีเถอะ เอาเข้าจริงก็ไม่มีมนุษย์ตัวเท่านี้คนไหนที่ซื่อถึงขนาดเชื่อว่าเหตุการณ์ในทีวีจะเป็นเรื่องจริงหรอก.....

 


"ทำไมล่ะ ฉันดูหงุดหงิดขนาดนั้นเลยเหรอ" อีโฮวอนย้อนถามอีกครั้ง
"…ก็ไม่หรอก แต่วันนี้โฮย่าไม่ยิ้มเลย ดงอูเลยอยากให้โฮย่ายิ้มๆ นะ …แต่ก็ช่างมันเถอะนะ อ๊ะ"
"…"

 

 

ไม่ทันขาดคำ อีโฮวอนก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะทำมาก่อนเลยในชีวิต ซึ่งก็คือ การคว้ามือของอีกฝ่ายที่ยังถือตะเกียบอยู่มาป้อนกุ้งเข้าปากตัวเองพร้อมเคี้ยวตุ้ยๆ พลางยิ้มร่าส่งท้ายอีกต่างหาก

 

 

"ทีนี่ดงอูก็ได้ป้อนกุ้งโฮย่าแล้วนะ"
"อือ…"
"แล้วโฮย่าก็ยิ้มให้ดงอูแล้วนะ"
"อือ…"
"ดงอูก็ไม่ต้องกลุ้มใจแล้วนะ"
"อือ โฮย่าใจดีจัง…"

 

 

คำสุดท้ายมาพร้อมรอยยิ้มกว้างจนตาหยีแถมด้วยพวงแก้มขาวที่เริ่มแดงระเรื่ออีกครั้ง ขณะที่อีโฮวอนเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมแปลกๆ ที่ตัวเองทำลงไป ทำให้โต๊ะกินข้าวกลับมาสู่ความเงียบ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกความรู้สึกดีใจที่จู่ๆ ก็เข้ามาทับถมในอกของเขาทั้งๆ ที่สิ่งที่อีกฝ่ายทำก็เป็นเพียงอุปนิสัยทั่วไปที่เห็นกันได้แทบทุกวัน แต่สิ่งนั้นก็ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นจนแทบทะลุมานอกอก ขณะที่สองข้างแก้มก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่สูบฉีดอยู่บนสองข้างแก้มของเขา

 

.....อีโฮวอนสปอยล์ตัวเองชัดๆ.......

 

 

วินาทีนี้ชายหนุ่มรู้สึกอยากจะเอาตัวเองเข้าโรงพยาบาลด่วนจี๋ทั้งสำหรับพฤติกรรมประหลาดๆ ของตัวเอง และอาการสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอออกจากโรงพยาบาลมาปุ๊บก็อยากจะขุดหลุมแทรกแผ่นดินหนีที่ตัวเองก็ทำให้ความพยายามจะตัดใจจากเจ้าหุ่นกระป๋องที่ทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่าภายในระยะเวลาไม่ถึงข้ามเดือน

 

......นัมอูฮยอนนะ นัมอูฮยอน ความผิดทั้งหมดชั้นโทษแกคนเดียวเลย!!!!!!!!!!!!!............

 

 

 

 

"คิกๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ"

 

เสียงหัวเราะแบบหลบๆ ซ่อนๆ ของคนที่แอบมองจากด้านนอกทำเอาคิมซองกยูเหนื่อยหน่าย เมื่อเขาพบว่าสาเหตุที่นัมอูฮยอนทำอะไรไปแปลกๆ ทั้งหมดเป็นเพราะต้องการให้ทั้งคู่อยู่สองต่อสอง คนอย่างอีโฮวอนนะ ต่อให้อารมณ์เสียขนาดไหนก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้าของแววตาใสซื่อรายนี้แน่นอน ยืนยันได้จากการที่ชายหนุ่มไม่กล้าไล่เจ้าหุ่นกระป๋องออกไปทั้งๆ ที่ตัวเองบ่นรำคาญไม่เคยหยุดปาก แต่สิ่งที่ทำให้อูฮยอนหัวเราะคิกคักชนิดเก็บอารมณ์แทบไม่อยู่ก็คือ ชอตป้อนกุ้ง ที่ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะใจอ่อนถึงขนาดคว้ามืออีกฝ่ายมาส่งกุ้งตัวอวบเข้าปากด้วยตัวเอง

 

เป็นเพื่อนกันมาหลายปี เห็นอีกฝ่ายควงสาวตั้งมากมาย แต่ไม่มีสักคนที่จะทำให้โฮย่ายอมฝืนตัวเองทำอะไรหวานเลี่ยนได้ขนาดนี้ แม้จะดูเก้งๆ กังๆ ไปหน่อยก็น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรก้าวหน้าเลย…

 

"สนุกไหมนั่น แกล้งเพื่อนตัวเองแบบนี้"

 

ชายหนุ่มที่นั่งออมควันแก้หิวท้วงขึ้นทำเอาอีกคนที่ถูกขัดอารมณ์ทำหน้ามุ่ยก่อนถอนหายใจยาวให้กับพฤติกรรมของคนรักตัวเองครั้งที่ร้อย เรื่องแกล้งคนล่ะเก่งนัก เมื่อกี้ก็ทำเอาเขาหัวหมุนกับอารมณ์ขึ้นลงก่อนจะแอบมาเฉลยลับๆ ว่าแค่อยากทิ้งให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน นี่ยังไม่นับรวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ ที่ดูเจ้าตัวจะจงใจจัดฉากให้โฮย่าได้อยู่ใกล้ชิดกับดงอูมากขึ้น

 

“อะไรกัน ก็ถ้าใช้วิธีนี้จะให้ใช้วิธีไหนเล่า ก็โฮย่ามันปากแข็งขนาดนั้นนี่”

“แต่เราหน่ะเร่งเขามากไปไหม เดี๋ยวถ้าอะไรมันได้ที่เขาสองคนก็รักกันเองนั่นแหละ”

“รอจนเราแก่นั่นแหละพี่ซองกยู โฮย่ามันฝังใจจะตายว่าอีกฝ่ายเป็นหุ่นยนต์ มันบ่นทุกวันว่า ถ้ามันยอมรับขึ้นมาก็เท่ากับตัวเองไม่ต่างจากพวกวิปริตที่แต่งงานกับเลิฟดอลล์ ทั้งๆ ที่ชั้นก็ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันเลยสักนิด”

“......แต่มันก็น่าคิดนะ ถ้าดงอูเป็นหุ่นยนต์ขึ้นมาจริงๆ ล่ะ อย่างเช่น เกิดดงอูดันเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เราไม่เคยเห็น แต่โฮย่าดันไปเจอมาอะไรอย่างนี้”

“นี่พี่ก็บ้าบอตามสองคนนี้ไปอีกคนด้วยเหรอ =_= ชั้นจะบอกให้นะ......เท่าที่คุยมาเนี่ย ดงอูก็เป็นแค่คนที่ดูป้ำๆ เป๋อๆ นิดหน่อยเท่านั้นแหละ ไม่เห็นเหมือนหุ่นยนต์เลยสักนิด แต่อะไรที่ทำให้สองคนนี้เล่นคอสเพลย์เป็นหุ่นยนต์นี่ ชั้นยังต้องสืบต่อไปนะ ยังไม่รู้หรอก”

“..........นี่เรายังจะเข้าไปยุ่งเรื่องเขาอีกเหรอ?” ซองกยูถอนหายใจยาวอีกครั้งพร้อมใบหน้าเหนื่อยหน่ายระดับสูงสุด

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ชั้นต้องรู้ให้ได้ว่า จริงๆ แล้วสองคนนั้นมัวเล่นอะไรบ้ากันอยู่”

“......นายก็เลยแกล้งทำเป็นวางแผนให้ฉัน แต่จริงๆ ตลบหลังฉันแทนใช่ไหม”

“......ก็ใช่นะสิ เย้ย!!!!! อีโฮวอนนายมาได้ไง!!!!!”

 

[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 14) END

posted on 01 Oct 2012 03:25 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 14) END

Rate: PG-13

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

ชายหนุ่มร่างโปร่งยืนรอคอยหน้าประตูไม้บานใหญ่อย่างประหม่า รอบข้างตัวเขาเต็มไปด้วยลำแสงเจิดจ้าสว่างไสว เต็มไปด้วยเทวดานางฟ้าในชุดสีขาวงามจรัส คีย์กลืนก้อนอากาศลงในลำคอด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เพราะมีเพียงเขาที่แต่กายด้วยสูทคลุมดำขลับแตกต่างจากบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งความรู้สึกนี้คงไม่แปลกเท่าไรสำหรับยมทูตที่ต้องมาทำธุระอะไรบางอย่างที่สวรรค์แบบนี้

 

 

ใช่ คีย์มีธุระสำคัญ แต่ก็ดูเหมือนประตูตรงหน้าจะไม่ยอมเปิดต้อนรับเขาผิดแปลกไปจากทุกครั้งที่เขามาที่นี่......

 

 

“หรือจะไม่มีใครอยู่นะ......” เจ้าตัวพึมพำก่อนจะยกมือขึ้นเคาะบานประตูรัวย้ำอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะผละมือออก เจ้าประตูบานเดิมก็เปิดขึ้นฉับพลันก่อนที่เพื่อนสี่ขาแสนซนจะพุ่งตัวออกมาต้อนรับเขาอย่างรื่นเริง

 

 

“โฮ่งๆๆๆๆๆๆๆๆ”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะรู เฮ้ย คีย์เป็นยังไงบ้าง”

“จะเป็นยังไงเล่า!!!!! นายก็ดูสภาพเอาเองเซ่จงฮยอน!!!!”

 

 

หลังจากที่โดนเจ้าหมาขนปุยมีปีกตัวน้อยมุดขาซ้ายขวาอย่างหนำใจจนร่างโปร่งหงายหลังนั่งลงไปกับพื้น เจ้าของสายตาเรียวก็ตะหวาดแว๊ดไปที่ผู้มาใหม่ซึ่งเก็บกล้ามทำตัวลีบหนีความผิดหลังประตูบานใหญ่ไปอย่างอัตโนมัติ แต่ไม่นานนักก็เด้งออกมาจากหลังประตูเพื่อช่วยพยุงอีกฝ่ายตามหน้าที่โดยอัตโนมัติเช่นกัน

 

 

“บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าหัดให้เจ้ารูมันมุดขาคนอื่น ข้ามาที่นี่ทีไรล้มหงายหลังทุกที”

“ขอโทษนะ ข้าห้ามเจ้ารูไม่ได้จริงๆ มันไม่ค่อยฟังข้าเลย”

“แล้วเจ้าไม่มีวิธีทำให้มันเลิกกระโจนมาบ้างหรือไง”

“ข้าก็ไม่รู้หรอก แต่เจ้ารูก็ทำแบบนี้เฉพาะคนที่มันชอบเท่านั้นนะ....."

 

 

คนตัวหนากว่ากล่าวขึ้นหลังจากกุลีกุจอปัดสิ่งสกปรกออกจากตัวอีกฝ่าย ก่อนจะล็อคเจ้าหมาจอมอะเลิร์ทไว้ในอ้อมกอดเรียบร้อย สายตาที่มองมาอย่างสำนึกผิดดูไม่ต่างอะไรจากสายตาของสิ่งมีชีวิตในอ้อมกอดที่จ้องกลับมาที่คีย์อย่างใสซื่อ ทำเอาเขาเองที่จนด้วยคำพูดต้องถอนหายใจยาวเหมือนกับทุกๆ ครั้ง

 

"ก็ได้ๆ ถึงแม้ข้าจะต้องพูดแบบนี้ทุกครั้งที่มาก็เถอะ เข้าธุระเลยดีกว่า ข้าจะนำของขวัญขอบคุณมาให้ท่านเทพแห่งโชคชะตาที่ช่วยจัดการเรื่องคราวก่อนนะ"
"อ๋อ ท่านผู้คุมโชคชะตาไม่อยู่หรอก ท่านลงไปคืนดีวีดีที่เช่ามาจากโลกมนุษย์ ว่าแต่คีย์จะเข้ารอท่านไหมล่ะ"

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าฝากไว้กับเจ้าก็ได้ แล้วก็......ข้าจะถามว่า เจ้าพอจะเห็นหรือได้ข่าวอูฮยอนที่โลกมนุษย์บ้างหรือเปล่า”

 

 

ร่างหนาเจ้าของตำแหน่งผู้ช่วยของเทพแห่งชะตา(หรือ “ยาม” ในสายตาของคีย์)รับของจากอีกฝ่ายมาอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะนิ่งคิดเล็กน้อยถึงคำถามของอีกฝ่าย หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่จงฮยอนตามท่านผู้คุมโชคชะตาให้มาช่วยห้ามผู้คุมกฎได้ ทั้งสองก็ต้องรีบออกตามหาทั้งอูฮยอนและซองกยูก่อนที่ดวงวิญญาณของสองคนจะสลายเนื่องจากคนหนึ่งก็ไม่มีพลังเวทย์มนต์ส่วนอีกคนก็ไม่มีร่างทางกายภาพแล้ว นับว่าโชคดีที่ทั้งคู่ไปได้ไม่ไกลมากนักจงฮยอนและคีย์จึงตามมาทัน ขณะที่ท่านผู้คุมโชคชะตาก็จัดการปรับเปลี่ยนเรื่องราวในอดีตพร้อมวางอนาคตให้เรียบร้อยก่อนจะถูกท่านหัวหน้าเทพลงโทษในฐานะบกพร่องต่อหน้าที่ไปตามระเบียบ

 

 

“.... อันที่จริง ช่วงนี้ข้าแอบดูเจ้าเครื่องคำนวณโชคชะตาได้ไม่บ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตั้งแต่ทำงานพลาดครั้งใหญ่ครั้งนี้ ท่านผู้คุมโชคชะตาท่านก็เข้มงวดมากขึ้น ไม่ติดซีรี่ส์เหมือนเมื่อก่อน แต่เท่าที่ดูล่าสุดเพื่อนของคีย์ก็สบายดีนะ” ชายหนุ่มตากลมโตตอบอย่างพาซื่อ ขณะที่เจ้าของคำถามพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“ก็หวังว่าจะหมดเรื่องหมดราวจริงๆ ซะทีนะ แล้วก็.....ขอบใจเจ้าด้วยแล้วกันที่อุตส่าห์สืบเรื่องอูฮยอนให้ แถมช่วยตามท่านผู้คุมโชคชะตาให้..... ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงไม่รู้จะช่วยเพื่อนข้ายังไงเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นคีย์......ข้าทำให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ”

 

 

คำพูดซื่อๆ ที่อีกฝ่ายพูดออกมาได้อย่างไม่อายปากพร้อมรอยยิ้มกว้างและดวงตาหยีแสดงความจริงใจทำให้ในอกของคีย์เต้นแรงไม่ต่างจากทุกครั้งที่เขาได้ยินมัน พวงแก้มขาวเริ่มแดงเรื่อไปพร้อมๆ กับรอยยิ้มที่แม้จะอยากเก็บเป็นความลับไว้ก็เก็บไม่อยู่ จึงได้แต่โวยวายเสียงดังเหมือนทุกครั้งที่เขาพยายามกลบเกลื่อนอาการเขินอายของตัวเอง

 

 

 “เจ้ามาพูดบ้าอะไรหน้าบ้าน กลับไปทำงานของเจ้าต่อได้แล้วไป หมดธุระแล้ว......ข้าไปแล้วนะ”

“เจ้ามาแค่นี้จริงๆ เหรอคีย์...............”

 

 

ไม่ทันจะเบี่ยงตัวหนีไปไหน มือหนาของอีกฝ่ายก็คว้าไหล่ของเขาเข้ามากอดจากด้านหลังก่อนที่คีย์จะสัมผัสได้ถึงริมฝีปากหนาที่ฝังจูบแผ่วเบาลงบนต้นคอของเขา ความรู้สึกที่คุ้นเคยทำร่างโปร่งรู้สึกปั่นป่วนสติกระเจิดกระเจิงไปหมด

 

 

“ข้าคิดถึงคีย์นะ........”

 

 

 

 

 

 

 

“......แต่ก็ไม่ใช่ที่แจ้งแบบนี้เข้าใจไหมไอ้เป็ดลามก!!!!”

“โอ้ยยยยยย”

 

 

ไม่ทันขาดคำร่างคล้ำกว่าก็ลงไปนั่งชักหงิกงอตรงธรณีประตูหลังจากที่ถูกศอกแหลมของคนในอ้อมกอดแทงที่ท้องเข้าอย่างจัง .....อันที่จริงก็เกือบจะเคลิ้มอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่ามีสายตาเทวดานางฟ้าแห่แหนกันมองมาเป็นจุดเดียวแบบนี้ ร่างโปร่งกระแทกเท้าตึงตังเดินทิ้งระยะห่างออกมาแต่ก็อดหันไปดูอาการอีกฝ่ายอย่างเสียไม่ได้ถึงแม้ว่าจะสะใจที่เห็นอีกฝ่ายลงไปนั่งโอดครวญอยู่เหมือนกัน แต่คีย์ก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่า อีกคนดูท่าทางน่าเป็นห่วงจริงๆ

 

 

“ไหวหรือเปล่าเนี่ย......”

“.....”

 

 

ตีหน้านิ่งหน้ายองลงไปต่อหน้าคนที่กำลังหน้ามู่ทู่พูดไม่ออก ตอนนี้เหมือนอีกคนจะเริ่มหายจุกแล้วแต่เปลี่ยนสายตาแห่งความเจ็บปวดเป็นสายตาเรียกความสงสารจากอีกคนแทน คีย์ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหันซ้ายขวาสำรวจรอบข้างให้แน่ใจอีกครั้งว่าสายตาจากเทวดามุงหมดไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยกระซิบเกี่ยวกับความลับระหว่างเขาสองคนเสียงเบาหวิว

 

 

“เจ้าก็เข้าใจไม่ใช่เหรอจงฮยอน..... ถ้าเราสองคนถูกจับได้ขึ้นมาสภาพอาจจะย่ำแย่กว่าเรื่องอูฮยอนอีกนะ ถึงแม้เจ้าจะไม่ใช่มนุษย์ก็จริง แต่ถ้ามีคนจับได้ ข้าเชื่อว่าเทพใหญ่กับหัวหน้ายมทูตไม่เอาเราไว้แน่ เจ้าก็รู้ว่าสองเทพนั้นชังน้ำหน้ากันขนาดไหน”

“ข้ารู้.....แต่ข้าก็คิดถึงเจ้านี่ เจ้าไม่คิดถึงข้าบ้างเหรอคีย์......”

“........เดาเอาสิว่าคิดถึงหรือเปล่า เดี๋ยวข้าใบ้ให้”

 

 

ริมฝีปากบางประกบแนบลงกับริมฝีปากหนาแผ่วเบาก่อนผละออกมาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนปวดท้องอยู่สักครู่นั่งหน้าเหวอลืมอากาศปวดไปปลิดทิ้ง ร่างโปร่งส่งรอยยิ้มซุกซนให้เล็กน้อยก่อนจะผละจากอีกคนไป แต่ยังไม่ทันที่จะเดินไปไหนไกลก็ถูกอีกฝ่ายอุ้มตัวลอยกลับเข้าไปในบ้านอย่างไม่สนใจสายตาเทวดานางฟ้าที่เหาะไปมารอบข้างท่ามกลางเสียงโวยวายของคนถูกอุ้มที่ดังไม่ขาดหู โดยมีเจ้ารูที่เห่ารับอย่างร่าเริงเป็นฉากหลัง.......

 

 

“เจ้านี่พูดไม่รู้เรื่องรึไง!!!! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!!!!!เจ้าเป็ดหน้าไม่อาย!!!!!”

“ข้าไม่สนใจแล้ว......ข้ารักคีย์นะ”

“ไม่ต้องพูดเลยเจ้าบ้า!!!!”

 

 

----------------------------------------------------------------------------------

 

 

คิมซองกยูติดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดสุดท้ายให้กับตัวเองก่อนเช็คความเรียบร้อยทุกอย่างอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรติดขัดก็พยายามพาตัวเองออกมาจากห้องน้ำเพื่อกลับมานั่งที่เตียงด้านในสุดของห้องพักคนไข้รวม ข้าวของน้อยชิ้นที่ติดตัวมาถูกบรรจุไว้ในกระเป๋าเรียบร้อยรอคอยให้เขาหยิบฉวยมันออกไปจากที่นี่ แต่เขาก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกับการโฟกัสภาพตรงหน้าชัด เพราะดวงตาที่มีปัญหาเนื่องจากถูกตีที่ท้ายทอยอย่างหนัก อันที่จริงมันก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไปไม่มากหรอก แต่สำหรับเขาที่ต้องใช้ปืนอยู่ทุกวันแล้ว มันหมายความว่า คิมซองกยูต้องล้างมือจากอาชีพมาเฟียเลยทีเดียว

 

 

.....แต่อันที่จริง ถึงจะทำอาชีพเดิมได้ เขาก็คงไม่รู้จะไปที่ไหน.....

 

 

ร่างสูงหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเขาก็กลับมาเผชิญหน้ากับบรรยากาศเดิมๆ ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลพร้อมข้อหาเพิ่มนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องที่เคยพยายามหลบหนีก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มมองไปนอกหน้าตาอีกครั้งเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนด้านนอก ฤดูหนาวได้มาเยือนเต็มตัวแล้ว ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ..... อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

 

 

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ 3 เดือนก่อนที่มีการวางยาพิษคิมซองกยูจนเกือบไม่รอดในตอนแรก เขาต้องขอบคุณที่เพื่อนบ้านลูกเสือของตนเองพาผมส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ชายหนุ่มเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทลายบ่อนของแกงค์อินทรีปีกขวา เลยต้องมาทำหน้าที่ค้นหา “สมบัติชิ้นสุดท้าย” จนตำรวจจับได้กลางป่า ทั้งยังถูกเจ้านายเก่าที่กลายเป็นลูกน้องหัวหน้าแกงค์อินทรีปีกซ้ายจับไปล้วงข้อมูลด้วย

 

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ฝั่งตำรวจได้ผลงานใหญ่ ซองจงได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หัวหน้าอินทรีปีกซ้ายในคราบของตำรวจถูกวิสามัญไปเรียบร้อย ทำให้แกงค์อินทรีทั้งสองฝั่งถูกกวาดเรียบไม่เหลืออิทธิพลคุ้มครองใครอีกต่อไป ทุกอย่างดูจะจบลงด้วยดีเมื่อสมาชิกแกงค์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ถูกส่งถึงตำรวจเสียที

 

 

......เหลือแต่ร่างสูงที่ยังคาในกับความฝันประหลาดที่ปรากฏขึ้นระหว่างที่ตนเองหลับใหลอยู่.....

 

 

 “คิมซองกยู.....ไปกันได้แล้ว”

 

 

นายตำรวจหน้าเข้มคนเดิมเดินออกมาตามเขาให้ออกเดินทาง ชายหนุ่มสูบบุหรี่เข้าไปให้เต็มปอดอีกครั้งอย่างเสียดายก่อนจะเก็บข้าวของเดินตามตำรวจนายนั้นออกไป ......สู่ที่หมายใหม่ ที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในนั้น

 

 

----------------------------------------------------------------------------------


“เรียบร้อยแล้วนะอูฮยอน”

“อือ”

 

 

ร่างเล็กพยักหน้ารับชายอีกคนที่มายืนรอซึ่งถามไถ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขามาโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่มาครั้งนี้แตกต่างกันตรงที่เขาไม่ได้มาเรื่องของตัวเอง..... แต่เป็นเรื่องของคนที่เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า

 

 

ใครๆ ก็รู้ว่า นัมอูฮยอนเป็นพวกใช้ชีวิตมาอย่างไร้ปัญหา..... เรียกได้ว่า ไร้ปัญหาจนกลายเป็นเด็กมีปัญหา โตมาด้วยทรัพย์สมบัติมากชนิดที่ว่า จะถลุงเท่าไหร่หรือใช้อย่างไรก็ได้ แถมยังมีพ่อเป็นมาเฟียใหญ่และพี่เลี้ยงที่พร้อมจะเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยไม่ว่าเขาจะทำอะไรไว้เละเทะมากแค่ไหน แต่ถึงกระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับตัวเขา

 

 

....นัมอูฮยอนไม่เคยรู้จักหน้าตาจริงๆ ของพ่อตนเอง จนกระทั่งวันนี้ที่ตำรวจต่างควานหากันเป็นการใหญ่ว่า ใครคือ “เด็กชายนัมอูฮยอน” ในสูติบัตรที่แนบอยู่ในกระเป๋าเฮโรอีนใบใหญ่ใบนั้น......

 

 

ด้วยเหตุนี้นัมอูฮยอนจึงต้องเผชิญเรื่องกระจุกกระจิกต่างๆ สำหรับรูปคดีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการยืนยันศพที่เขาเองก็ให้ข้อมูลอะไรมากไม่ได้นัก ทั้งยังต้องเก็บเนื้อเยื่อไปตรวจดีเอ็นเอกับร่างที่เขาไม่เคยคุ้นเคยเลยสักนิด แล้วยังต้องเผชิญกับเรื่องประหลาดอย่างเช่น แม่ที่แท้จริงที่กลายเป็นเศรษฐีนีสะใภ้ตระกูลใหญ่ที่คลอดแล้วทิ้งเขาไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วอีก

 

 

แต่ทุกอย่างเหล่านี้ก็แค่ทำให้ร่างเล็กรู้สึกยุ่งยากนิดหน่อยเพราะเรื่องมันเกิดขึ้นในตอนที่เขากำลังเรียนเท่านั้นแหละ โดยรวมแล้ว ชีวิตของเขาก็ไม่ได้กระทบอะไรมากมายนัก เมื่อเขาเองยังมีสมบัติก้อนโตในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอยู่แถมยังมีมากเพียงพอจะส่งให้เขาเรียนจนจบมหาวิทยาลัยและอยู่สบายๆ ไปอีกหลายปี ดังนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับความตายของผู้ชายตรงหน้า หรือเหตุผลที่เขาต้องไปงานศพของหญิงวัยกลางคนที่เขาไม่รู้จักเมื่อตอนเป็นเด็กน้อยเลย

 

 

......ใช่ ไม่จำเป็นเลยสักนิด....

 

 

“เฮ้ย เป็นไรป่าวเนี่ย หน้าซีดๆ” โฮย่าพูดพลางยืดกระเป๋าน้ำเย็นเฉียบที่เพิ่งกดมาจากตู้ให้อีกฝ่าย คนนั่งข้างกันเปิดออกมาดื่มได้สองสามอึกก็เอากระป๋องมาถือไว้เฉยๆ เสียอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรหรอก แกรีบกลับไปเรียนเถอะ ฉันยังขี้เกียจอยู่ ขออู้แป๊บนึงก่อน”

“.....”

 

 

เมื่อได้ยินดังนั้น อีโฮวอนก็เป็นฝ่ายเงียบไป แต่ก็ยังไม่ลุกไปไหน ทำเอาร่างเล็กต้องหันมามองด้วยความสงสัยอีกครั้ง คนที่อาสาอยู่เป็นเพื่อนทางอ้อมจึงต้องเฉลยด้วยการยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต

 

 

“จะโดดเรียนก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่เอายากรอกปากตัวเองเหมือนคราวที่แล้วนี่ไม่เอานะเฟร้ย”

“เออ รู้แล้วน่า สภาพฉันไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นหรอก”

“โห หน้าซีดยังกับไก่ต้มบอกไม่แย่นะพ่อพระเอก.... เดี๋ยวก็เป็นเหมือนคราวก่อน ถ้าฉันกับซองยอลไม่ไปบอกนายเรื่องผลออดิชั่นล่ะก็ นายได้ไปปากห้อยเพิ่มขึ้นในชาติหน้าแน่”

“แหม ขอบใจที่ช่วยให้ปากฉันไม่ห้อยไปกว่านี้นะ ชริ”

 

 

ถึงแม้จะมีแต่ถ้อยคำโต้เถียงจิกกัด แต่อูฮยอนก็ยอมรับว่า ในช่วงเวลาแย่ๆ แบบนี้ เขามีแต่โฮย่ากับซองยอลที่เป็นเพื่อนร่วมชมรมละคนมาด้วยกัน เผลอๆ อาจจะสนิทกันมากกว่าเพื่อนในโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็เสียดายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสนิทเหมือนกัน หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างซองยอลกับคุณหนูมยองซูผู้โด่งดังถูกส่งไปให้ผู้ใหญ่ในโรงเรียนที่เขาอยู่ทำให้ซองยอลต้องออกจากโรงเรียนก่อนเวลาอันควร ก่อนที่เจ้าตัวยืนกรานจะไปที่โซลด้วยสภาพไร้ทรัพย์สินติดตัวแบบนั้น

 

 

อันที่จริง เขาก็พอเข้าใจซองยอลอยู่...... พอเจอสภาพแย่ๆ แบบตอนนี้ เขาเองก็อยากเก็บกระเป๋าหนีไปจากที่นี่เหมือนกัน

 

 

“แล้วตอนนี้แกยังฝันถึงผู้ชายคนนั้นอยู่หรือเปล่า”

 

 

จู่ๆ โฮย่าก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาอูฮยอนเองขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ร่างบางพยักหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่วายถามย้อนอีกฝ่าย ใช่ เขาเริ่มฝันประหลาดๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้าหลังจากที่ไปนอนล้างท้องในโรงพยาบาลเมื่อคราวก่อน แต่โฮย่าก็บอกว่า เขาเพ้อเจ้อไปเอง แถมยังแซวว่า เป็นวิญญาณเจ้าของเตียงที่เขาไปนอนในโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

 

 

“จู่ๆ แกถามขึ้นมาทำไม”

“ฉัน...... แค่คิดว่าจะเหมือนผู้ชายคนที่เดินออกไปจากห้องนู่นเมื่อกี้หรือเปล่า”

 

 

โฮย่ากล่าวพลางชี้นิ้วไปยังทางเดินฝั่งตรงข้าม ทำเอาต่อมอยากรู้ของนัมอูฮยอนฉุดกระชากเขาให้ลุกตามหาชายหนุ่มที่โฮย่าพูดถึง ซึ่งถ้าเป็นความฝันทั่วไปเขาก็คงไม่ติดใจเท่าไหร่นัก แต่ฝันดังกล่าวกลับเด่นชัดเหมือนเป็นความจริงส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา แถมยังทุกรายละเอียดของอีกฝ่ายทั้งสายตา สัมผัส ฝ่ามือ อ้อมกอด ก็ตอกย้ำเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาเองรู้สึกหลอนเลยด้วยซ้ำ

 

 

“เฮ้ยๆ ใจเย็นๆ ฉันล้อเล่น.... แกตกหลุมรักชายในฝันจริงๆ ด้วยสินะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ”

“ไอ้บ้า ล้อเล่นแบบนี้ไม่สนุกนะเฟร้ยยยย”

“แล้วแกจะซีเรียสทำไม เขาเป็นแค่ความฝัน แกก็พยายามจะลืมๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ”

“......ช่างฉันเถอะน่า”

 

 

เสียงเพื่อนที่รั้งเขาจากด้านหลังพร้อมเสียงหัวเราะทำนัมอูฮยอนหัวเสียนิดหน่อยก่อนจะกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง อันที่จริงมันก็ถูกอย่างที่โฮย่าพูดนั่นแหละ ตราบใดที่เขายังอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับความฝันเลื่อนลอยแบบนี้ ความกังวลก็คงไม่หลุดไปจากสมองแน่ๆ

 

 

.....แล้วทำไมต้องแคร์อะไรกับความฝันขนาดนี้เนี่ย ตัวเขาเองไม่เข้าใจจริงๆ.....

 

------------------------------------------------------------------------------------

 

 

“โอ้ยยยยยย ทำไมไม่ได้ซักทีละเนี่ย”

 

 

สิ่งที่ผู้กำกับบ่นออกมาโดนใจคนในห้องไม่ใช่น้อย คนที่นั่งอยู่ในห้องอัดเสียงตอนนี้อยู่ในสภาพอ่อนเพลียไม่ต่างกันหลังจากที่ต้องพยายามช่วยกันสร้างอารมณ์ให้นักแสดงที่มาอัดเสียงร้องเพลงให้ได้ตรงกับบุคลิกตัวละครภายในเรื่องมากที่สุด คิมซองกยูกระดกน้ำอึกสุดท้ายในขวดก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งระหว่างรอให้ซองยอลที่ทำหน้าที่ผู้กำกับการแสดงพานักแสดงมือใหม่ไปทำอารมณ์ด้านนอก

 

 

หลังจากที่คดีจบลงและแกงค์อินทรีกระจายหายไปกันหมด คิมซองกยูก็พยายามลืมอดีตทุกอย่าง พร้อมกับทำงานจนเก็บหอมรอมริบได้เงินเป็นกอบเป็นกำมาก้อนหนึ่งเพื่อต่อยอดความฝันที่เคยทำค้างคาเอาไว้ ด้วยความที่เขาไม่ค่อยมีส่วนอะไรกับเรื่องในแกงค์เท่าที่ควรนักอีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่ ทำให้ตัวเขาเองเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ไม่ยากเมื่อเทียบกับคนที่เคยมาจากสังคมที่ดำมืดขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ในโลกของคนทั่วไปที่เขาพยายามมีชีวิตอยู่ ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ทำทุกอย่างจนกระทั่งตัวเขาเองสามารถเริ่มต้นธุรกิจอัดเสียงเล็กๆ น้อยๆ แห่งนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งในระหว่างที่เขากำลังเก็บเงินอยู่นี้ เขาก็ได้พบกับซองยอล รุ่นน้องที่คอยแนะนำงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเพลงมาให้เขาอย่างต่อเนื่อง

 

 

“เอาหล่ะ เข้าใจไอเดียแล้วนะ อีกรอบหนึ่งแล้วจะได้กลับบ้านกันนะ โอเคนะ”

 

 

คนที่นั่งข้างเขาเมื่อครู่กลับมานั่งตรงที่เดิมหลังจากช่วยให้นักแสดงหน้าใหม่เข้าใจอารมณ์ของตัวละครได้ง่ายขึ้น เท่าที่จำได้ ชายร่างสูงเล่าให้ซองกยูฟังว่า ผู้กำกับชอบบุคลิกท่าทางของน้องคนนี้เนื่องจากเหมือนตัวละครที่คิดไว้ตอนแรกไม่มีผิดขณะที่เสียงร้องเองก็ใช้ได้ แต่ข้อเสียคือน้องไม่มีประสบการณ์การแสดงเลยจนตัวซองยอลเองต้องปูพื้นฐานให้ใหม่ทั้งหมด

 

 

“เหนื่อยหน่อยนะ”

 

 

ซองกยูไม่รู้จะพูดอะไรมากนอกจากให้กำลังใจอีกฝ่ายที่อยู่ในสภาพไหลตายบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน ตัวเขาเองคงไม่มีความคิดเห็นมากนักในเมื่อหน้าที่หลักก็คือ การแต่งเพลงให้เข้ากับแนวทางของเรื่องและแนะแนวทางการร้องให้นักแสดงตามแนวทางที่ผู้กำกับต้องการเท่านั้น แน่นอนว่า ท่ามกลางนักแสดงจำนวนมากนี้ก็มีไม่กี่คนที่สามารถร้องเพลงและเล่นละครได้ดีภายในเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะทางใดทางหนึ่งแล้วค่อยมาปรับปรุงพัฒนากันหลังฉากทั้งนั้น หน้าที่ส่วนใหญ่ในขั้นตอนนี้จึงไปหนักอยู่กับซองยอลที่ต้องคอยถ่ายทอดอารมณ์ให้นักแสดง และผู้กำกับที่ต้องเป็นโค้ชสอนร้องเพลงไปด้วยในตัว ส่วนเขาก็คงมีหน้าที่ว่า ทำอย่างไรให้เสียงที่ฟังดู “ไม่เพราะ” ในตอนนี้ออกมาไพเราะมากที่สุดสำหรับเตรียมพร้อมเป็นเพลงประกอบการประชาสัมพันธ์ก่อนที่ละครจะเริ่มต้น

 

 

......นึกมาถึงตรงนี้ เขาก็อยากจะรู้ว่าตัวเอกของเรื่องที่จะมาอัดเสียงคนสุดท้ายในวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง.....

 

 

ทันทีที่โน้ตตัวสุดท้ายถูกอัดลงไป ทั้งห้องก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกรวมทั้งตัวนักแสดงเองที่ดูเหมือนจะรู้ตัวดีว่า เป็นต้นเหตุของความยืดเยื้อทุกอย่าง เหลือแต่รอคอยให้คนที่จะอัดเสียงคนสุดท้ายเดินทางมาถึง

 

 

“......อยู่หน้าปากซอยแล้ว”

 

 

ซองยอลรายงานคนที่รอคอยเจ้าตัวอยู่ในห้อง ซึ่งชายหนุ่มเองก็ได้แต่พยักหน้ารับตามคนอื่นๆ ไปด้วย ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทของซองยอล แต่ซองกยูเองก็ไม่เคยเจออีกคนเลยสักครั้งเพราะเขาเองก็ไม่ได้ไปร่วมออดิชั่นหรือว่าไปดูตอนซ้อมด้วยเท่าไรนัก ถึงอย่างนั้นซองยอลก็เล่าประวัติให้ฟังนิดหน่อยว่าอีกฝ่ายเรียนเอกละครร้องเพลงมาโดยเฉพาะแถมยังเคยเล่นละครกับซองยอลมาด้วยกันสมัยมัธยม จึงน่าจะทำงานด้วยง่ายกว่าคนอื่นๆ

 

 

.....’นัมอูฮยอน’ ที่เขาเคยได้ยินแต่เรื่องจากปากซองยอลคนนี้จะเป็นยังไงกันนะ..... ซองกยูคิดไปเรื่อยเปื่อยจนไม่ได้ยินเสียงคนในห้องที่เรียกเขาอยู่นานสองนาน

 

 

“พี่ซองกยูๆ พี่ไม่ออกไปหาอะไรกินด้วยกันเหรอ”

“อ๋อ เออ พวกนายไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่ขอปรับอีกนิดหน่อยจะได้เสร็จเร็วขึ้น”

“แล้วพี่จะกินอะไรไหม”

“............ซื้อบะหมี่ถ้วยมาฝากพี่ก็ได้ นายรู้นี่พี่ชอบกินรสอะไร”

 

 

ผู้ช่วยของชายหนุ่มทำสัญลักษณ์นิ้วโอเคแสดงว่ารับรู้ก่อนที่ทีมงานทั้งหมดจะทิ้งให้ซองกยูนั่งทำงานอยู่ในห้องเพียงลำพัง แต่เขาก็เคยชินกับสภาพดังกล่าวเพราะมันก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ดีเสียอีกที่ไม่มีใครรบกวนทำให้มีสมาธิมากขึ้น

 

 

ออดดดดดดดดดดดดดด

 

 

พอคิดถึงสมาธิปุ๊บ เสียงออดกวนใจก็ดังขึ้นมาปั๊บ ร่างสูงถอนหายใจยาวด้วยความเซ็งสุดขั้วแต่ก็ลุกขึ้นไปอย่างเสียไม่ได้ .....นี่ผู้ช่วยขี้ลืมของเขาคงจะย้อนกลับมาเอากุญแจที่ลืมไว้อีกแล้วสินะ...... ชายหนุ่มคิด เขาเดินออกไปยังหน้าประตูกระจกขุ่นก่อนจะควานหากุญแจในตะกร้าที่เดิมพลางได้ยินเสียงกุกกักเหมือนมีคนเอาตัวไปพิงบานประตู เมื่อเห็นเงาที่ทาบอยู่บนกระจกชัดเจนเหมือนที่ผู้ช่วยรุ่นน้องชอบทำเป็นประจำเวลาเขาลงมาช้า ซองกยูก็รู้สึกหมั่นไส้เบาๆ จึงหวังจะแกล้งให้เข็ดหลาบโดยลืมคิดไปว่า ......สตูดิโอของเขายังต้องต้อนรับนักแสดงคนสุดท้ายที่ต้องมาอัดเสียงกับเขาด้วย.....

 

 

หลังจากที่เสียบกุญแจเข้าไปอย่างเบามือ เจ้าของบ้านก็ดึงประตูเข้ามาอย่างรวดเร็วทำเอาคนที่กำลังพิงประตูสบายอารมณ์หงายหลังลงมา คนขี้แกล้งจึงทันได้เห็นว่า อีกฝ่ายไม่ใช่คนที่แกล้งอยู่เป็นประจำจึงรีบคว้าหมับเข้าที่เอวไม่ให้เจ้าตัวร่วงลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

 

......จนใบหน้าของเจ้าของเอวกลมกลึงพอดีโอบอยู่ห่างจากเขาเพียงแค่ชั่วลมหายใจกั้น......

 

 

ทันใดนั้น ในสมองก็รับรู้แต่สัมผัสนุ่มละมุนจากอีกฝ่าย สองแววตาที่สอดประสานกันเหมือนพบเสี้ยวความทรงจำที่ทำหล่นหาย กลิ่นกายที่คุ้นชินเหมือนเคยสัมผัสกลิ่นหอมเย็นแบบนี้จากที่ไหนสักแห่ง รวมทั้งเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาแต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่เคยโหยหาจากใครสักคนมาก่อน

 

 

......เหมือนความฝันที่คุ้นเคย อบอุ่น และหอมหวาน กระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงและสัมผัสได้ถึงการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง......

 

 

“.....เกิดเป็นความรัก..... ขึ้นในหัวใจ....... 

......ไม่มีเหตุผล...... นี่คือหัวใจ........” 

(กาลครั้งหนึ่งความรัก – สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง)

 

[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 13)

posted on 09 Sep 2012 12:57 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 13)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU

 

 

"ได้เวลาของนายแล้ว ไปกันเถอะ คิมซองกยู"

 

 

คำพูดสั้นๆ ของอีกฝ่ายทำให้สองขาของผมก้าวตามอย่างที่ตัวผมเองไม่สามารถควบคุมได้ ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือ ร่างกายของตัวเองที่นอนจมกองเลือดสีแดงฉาน ก่อนที่สองข้างทางที่ขาผมก้าวจะถูกปกคลุมไปด้วยหมองขาวที่ปิดบังทิวทัศน์รอบด้านจนผมไม่เห็นความเป็นไปว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าตัวเองเดินมานานแค่ไหน ไม่รู้ว่าเส้นทางที่เดินมาถึงมันไกลจากที่เดิมเท่าไร แต่ผมก็กลับมาได้สติอีกครั้งเมื่อปลายเท้าของตัวเองสัมผัสกระแสน้ำเย็นเฉียบ ตรงหน้าของผมมีเรือไม้ลำขนาดปานกลางลอยลำอยู่แทบเท้ารอคอยให้ผมขึ้นไป ชายในชุดสูทที่มารับผมยืนคอยอยู่ในลำเรือนานแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อคลุมสีดำขนาดใหญ่ แต่สายตาที่มองผมอย่างตำหนิก็ทำให้ผมไม่กล้าซักไซ้รายละเอียดอะไรนัก

 

 

"ขึ้นมาสิ" น้ำเสียงบอกแกมบังคับทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก

 

 

 

…ใช่ แม่น้ำสายนี้

 

ทันทีที่ผมข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ผมก็จะลืมอดีตทั้งหมดที่ได้ใช้ชีวิตในภพนี้ ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่เขาเล่าๆ กันมาเท่าไร ไม่คิดว่าผมจะมาได้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ ในวันสุดท้ายของชีวิต

 

 

แต่ผมยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังลืมไม่ได้ และผมก็ต้องรู้ให้แน่ชัด ชื่อของคนที่ไม่อยู่ในสมองของผม ไม่อยู่แม้กระทั่งประวัติชีวิตที่ถูกไล่เรียงออกมาก่อนหน้านี้ของผม แต่กลับติดอยู่ในใจของผมจนไม่อาจมีสักเสี้ยววินาทีที่ผมจะลืมได้ลง

 

"นัมอูฮยอน ผมอยากพบนัมอูฮยอน" ทั้งๆ ที่สิ่งที่กล่าวออกมามันน่าจะเป็นคำถามว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน สัญชาตญานของผมกลับเรียกร้องให้คนในเรือพาไปพบคนๆ นั้น แต่ไม่ใช่แค่ผมที่ประหลาดใจกับการกระทำของตนเอง ชายแปลกหน้าที่มารับผมก็ดูชะงักไปเช่นกัน 

 

"นายยังไม่ลืมชื่อนี้อีกเหรอ"

 

ผมไม่รู้จะตอบอะไรเลยปล่อยให้ความเงียบผ่านไปแบบนั้น อันที่จริงมันค่อนข้างไร้สาระที่จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าจะรู้จักคนที่ผมถามถึง แต่คำตอบที่เขาตอบออกมาก็แสดงให้รู้ว่า เขาน่าจะรู้จัก "นัมอูฮยอน" เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างออกมาเพื่อให้เขาเห็นใจผมบ้างหลังจากที่บรรยากาศรอบตัวถูกปกคลุมด้วยความเงียบมานานเกินไป

 

"…แปลว่าคุณรู้ คุณรู้ใช่ไหม ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร ประวัติของผมที่คุณเล่ามาไม่มีชื่อของเขาเลย แต่เขากลับอยู่ในสมองผม สลัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร"

 

ชายหนุ่มบนเรือจ้องมองผมเนิ่นนานอีกครั้งด้วยดวงตาที่บ่งบอกถึงความว่างเปล่าต่อท่าทางอันทะเยอทะยานของผมก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอให้กับเรื่องที่ดูไม่น่าขำเลยสักนิด

 

"…………พวกนายสองคนมันบ้า บ้าจริงๆ"
"………………"
"ความทรงจำของมนุษย์นี่มันน่าแปลกประหลาดมากเลยนะ แม้จะต้องเวทย์มนต์จนสมองจดจำไม่ได้ แต่จิตใต้สำนึกก็จดจำได้ทุกอย่าง เห็นความบ้าของพวกนายสองคนแล้วฉันก็คงต้องยอมแพ้…"
"บ้า?"
"ใช่พวกนายมันบ้าทั้งสองฝ่ายเลย คนหนึ่งก็ดันไปจดจำเรื่องที่ไม่ควรจำ ส่วนอีกคน…ก็ดันยอมเก็บความเจ็บปวดไว้คนเดียวซะอย่างนั้น"
"…"
"ขึ้นเรือมาสิ ฉันจะพานายไปพบ 'นัมอูฮยอน'"

 

--------------

 

เรือลำเล็กล่องไปตามแนวแม่น้ำอย่างเงียบเชียบไม่มีแม้แต่เสียงฝีพายกระทบน้ำ เรือลำนี้พาผมและอีกฝ่ายล่องทวนแม่น้ำสีเข้มสายนี้อย่างไร้ฝีพายควบคุมประหนึ่งรู้หน้าที่ของมันเป็นอย่างดี ขณะที่ชายหนุ่มคนเดิมยืนเด่นอยู่บนเรือไม้สีดำเก่าที่โคลงเคลงเบาๆ ตามกระแสน้ำแสนเอื่อยโดยไม่มีทีท่าว่าจะหันมาปฏิสัมพันธ์อะไรกับผมเพิ่มเติมทั้งนั้น สองข้างทางที่อึมครึมมืดมนเพราะไอหมอกลอยตัวต่ำยอยู่แล้วมีม่านหมอกที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่เราเดินทางออกมา ผมพยายามมองฝ่าหมอกเหล่านั้นออกไปจึงสังเกตได้ว่าสองฝั่งแม่น้ำมีเรือหน้าตาละม้ายคล้ายกับลำที่ผมนั่งอยู่เป็นระยะ บ้างก็จอดเกยฝั่งว่างเปล่า บ้างก็ลอยลำพาผู้โดยสารข้ามฝั่งแม่น้ำ แต่ไม่มีลำใดที่ล่องไปตามแนวแม่น้ำเหมือนลำที่ผมกำลังนั่งอยู่ ไม่มีแม้กระทั่งเรือสักลำที่จะล่องทวนเส้นทางดังกล่าว ไม่นานนัก ทิวทัศน์สองข้างทางแม่น้ำก็ถูกหมอกปิดบังจนผมมองอะไรไม่เห็น ขณะที่อากาศรอบตัวก็เริ่มหนาวเย็นยะเยือกจนยากแม้กระทั่งจะขยับตัว

 

“.......”

 

เรือเทียบท่าริมฝั่งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวหลังจากล่องไปตามธารน้ำแข็งที่ลอยอ้อยอิ่ง ชายหนุ่มคนเดิมลงจากเรือไปเมื่อไหร่ผมไม่ทันสังเกต รู้แต่เมื่อเห็นอีกทีเขาก็เกือบคลาดสายตาจนผมต้องตาลีตาเหลือกลงจากเรือพร้อมลุยน้ำวิ่งตามเขาไปอย่างลืมความหนาวเหน็บ ถึงจะรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่เขาทำแบบนั้นแต่ความสงสัยในทุกๆ อย่างก็สะกดกลั้นไม่ให้ผมพูดอะไรออกไปมากนัก แต่ไม่นานเขาก็เดินช้าลงเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงท่ามกลางหมู่ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ภายในปรากฏเค้าลางเหมือนมีร่างมนุษย์ถูกกักขังอยู่ในนั้น

 

“แต่เดิมยมทูตจะมีสถานะกึ่งอสูรกึ่งเทพเพราะความตายเปรียบเสมือนอำนาจที่สามที่จะใช้แค่ความดีงามหรือความโหดร้ายจัดการไม่ได้ ดังนั้นยมทูตจึงมีพลังเวทย์มนต์ในการจัดการความตายเยี่ยงอสูร แต่ก็ต้องทำหน้าที่ตามกรอบปฏิบัติเยี่ยงเหล่าเทพ ซึ่งกฎนี้เป็นกฎที่ต้องรักษาอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นยมทูตที่ยศสูงส่งเพียงใดก็ต้องถูกลงโทษหากปฏิบัติตามกฎนี้ไม่ได้ ซึ่งก็มีอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือ ห้ามดึงชีวิตของมนุษย์มาใช้งานเยี่ยงอสูรนิยมกระทำ”

“......”

“......แต่ถึงอย่างนั้นกฎเพียงประการเดียวก็รักษาไว้ไม่ได้ง่ายๆ เพราะชีวิตของมนุษย์มันช่างหอมหวาน ทุกลมหายใจ หยาดเหงื่อ เศษเสี้ยวของร่างกายจากทาสมนุษย์ที่ซึมซับไม่ได้ให้แค่เพียงพลังเวทย์มนตร์ที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงว่าวันหนึ่งที่เหล่าอสูรดูดดื่มชีวิตเหล่านั้นจนทาสมนุษย์สิ้นลม ก็จะได้สวมรอยใช้ชีวิตใหม่แฝงตัวในหมู่มนุษย์อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มียมฑูตหลากหลายตนที่ฝ่าฝืนกฎดังกล่าวท้าทายผู้คุมกฎในที่แห่งนี้ บ้างที่เจ้าเล่ห์แสนกลก็กลายเป็นอสูรแฝงตัวอยู่ในหมู่มนุษย์ บ้างถูกจับได้ก็ถูกลงโทษริบพลังเวทย์ทั้งหมดและแช่แข็งดวงวิญญาณที่แสนว่างเปล่าไว้ที่แห่งนี้.......ชั่วกัลป์ชั่วกาล”

 

พออีกฝ่ายกล่าวมาถึงตรงนี้ ผมถึงได้จ้องมองลงไปยังก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางที่เราเดินมา ถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อจ้องมองเข้าไปใจกลางก้อนน้ำแข็งเหล่านั้นก็จะพบกับใบหน้าซีดเผือกที่หลับนิ่งสงบฝันถึงวันที่จะได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ แต่ความเป็นจริงที่ว่าวันเหล่านั้นจะไม่มีทางมาถึงทำให้ผมรู้สึกใจหายวาบ ไม่นานนักชายคนเดิมก็หยุดลงตรงน้ำแข็งก่อนหนึ่งกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพิจารณาน้ำแข็งก้อนดังกล่าวให้เต็มตา เขาก็ยกมือยาวเรียวขาวซีดโบกไปมาด้านหน้าผม ก่อนที่รอบตัวจะเต็มไปด้วยแสงสว่างวาบจบตาผมพร่าอีกครั้ง ภาพความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับ "นัมอูฮยอน" หลั่งไหลทะลักจนน้ำตาของผมปริ่มล้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสายตา เสียง สัมผัส รอยยิ้ม อ้อมกอด สีหน้าท่าทาง ไปจนกระทั่งน้ำตาหยดสุดท้ายที่สัมผัสข้างแก้มของผมก็ต่างปรี่ออกมาจนผมแทบไม่ต้องปะติดปะต่อเรื่องราว

 

“......”

“แต่นัมอูฮยอนกลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าขบขัน เขาไม่ต้องการชีวิตของนาย ไม่ต้องการมีพลังเพิ่มขึ้น ทั้งยังกล่าวคำขอครั้งสุดท้ายให้ผู้คุมกฎลบความทรงจำเกี่ยวกับเขาออกจากนายทั้งหมดเพื่อที่ให้นายไม่ต้องเจ็บปวด เขาขอให้ฉันรับผิดชอบพรข้อสุดท้ายที่เขาไม่สามารถทำได้ให้สำเร็จลุล่วงก่อนจะพานายไปยังโลกใหม่ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ค่อยเข้าใจพวกนายสองคนเท่าไร แต่ในเมื่อคำขอของนายคือการพบกับเขา......มันก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันต้องคืนความทรงจำที่แสนเจ็บปวดให้กับนายชั่วคราวด้วย”

“......”

 

.....ใช่ มันเจ็บปวด เจ็บปวดจนผมชา ชาจนไม่มีแม้แต่น้ำตาที่จะไหลหรือเสียงคร่ำครวญอะไรที่จะเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ผมรู้สึกเหมือนภายในจิตใจมันเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอากาศที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งภายนอก ภาพเลือนรางของ “เด็กน้อย” คนเดิมของผมกำลังอยู่ในห้วงแห่งนิทรา ดวงตาคมที่ผมไม่อาจลืมเลือนกำลังหลับสนิทเหมือนทุกค่ำคืนที่เขาอยู่ข้างกายผม เพียงแต่ในเวลานี้แผ่นน้ำแข็งหนากลับกั้นเราสองคนให้เหมือนอยู่คนละโลก ไม่อาจที่จะสัมผัส พูดคุย หรือแม้กระทั่งสบตา การอำลาดำเนินไปอย่างเงียบงันมีแต่เสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวรอบกายประหนึ่งเสียงเยาะเย้ยของโชคชะตาที่สมเพชคนสองคนที่ได้มาพบกันช้าเกินไป

"……"

ผมตัดสินใจกลืนคำพูดทั้งหมดที่อยากเอ่ยลงคอ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดด้านน้ำแข็งเรียบเพื่อมองใบหน้า "เด็กน้อย" ให้เต็มตาก่อนที่ผมจะต้องลืมเขาไปอีกครั้ง แต่ทันทีที่ผมผละมือออก พลังบางอย่างก็ทำให้ก้อนน้ำแข็งทั้งก้อนแตกร้าวสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว เศษเสี้ยวก้อนเล็กใหญ่ของมันแตกกระจุยกระจายทำให้ร่างที่สงบนิ่งอยู่ด้านในร่วงลงมาอยู่ในอ้อมกอดของผมที่ล้มลงไปกับพื้น ผมละล้าละลังอยู่สักครู่ก่อนตัดสินใจช้อนร่างเบาหวิวนั้นขึ้นก่อนออกวิ่งไปอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางเสียงร้องห้ามของคนที่พาผมมาที่นี่ อันที่จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมตัดสินใจผิดหรือถูก รู้แต่ว่าผมอยากอยู่กับคนในอ้อมแขนโดยที่ในจิตใจยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาอีกครั้ง แม้ว่าจะมีเวลาเพียงสั้นๆ หรือจะพาผมไปตกนรกหมกไหม้แค่ไหน ผมก็ขอแค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียว

 

เพราะผมเป็นคนโลภที่รู้สึกว่าเวลาเห็นความสุขมันสั้นเกินไปเสมอ

-------------------------------------------

“คิมซองกยู!!!! หยุดนะ!!!!!” ชายหนุ่มผมน้ำตาลพยายามไล่ตามดวงวิญญาณที่อุ้มร่างเย็นเยียบของเพื่อนวิ่งหายไปท่ามกลางพายุหิมะ เขายังคงมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า รวมถึงที่มาที่ไปที่มนุษย์ธรรมดาสามารถทลายก้อนน้ำแข็งมหึมาที่ทำหน้าที่กักขังร่างของยมฑูตที่ถูกลงโทษไว้ได้ในเขตที่แม้แต่ทวยเทพก็ใช้เวทย์มนต์ได้อย่างจำกัดเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันที่ตัวเขาจะทำอะไรต่อ เสียงก้องกังวานดุดันก็ดังขึ้นด้านหลัง

 

“คีย์ เจ้าก็ทรยศข้าอีกคนหนึ่งด้วยรึ!!!!!”

“ท่านผู้คุมกฎ!!!!”

 

ร่างของชายวัยกลางคนผมยาวสีเงินยาวปรากฏขึ้นด้านหลังพร้อมด้วยเหล่าทหารแห่งโลกมืดในชุดเกราะเหล็กสีดำไร้ซึ่งจิตวิญญาณคอยคุ้มกัน เขาสืบเท้าอย่างรวดเร็วมายังยมทูตยศต่ำกว่าที่กำลังคุกเข่าลงต่อหน้าอย่างวิงวอน ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงไปบนใบหน้าเรียวจนเป็นรอยแดงก่ำ

 

“รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป!!!”

“ข้า..... ข้าแค่ทำตามคำสัญญาที่รับปากอูฮยอน”

“แล้วการที่เจ้าให้พลังกับมันเพื่อพาร่างของเพื่อนเจ้าหนีไปก็เป็นหนึ่งในคำสัญญาหรือยังไง”

“เปล่า ข้าไม่ได้ให้พลังแก่เขา ข้าแค่พาเขามาตามพรข้อที่สาม...... ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้”

“หยุด!!!! ข้าไม่อยากฟังเจ้าแล้ว ทหารทุกนายรีบตามหาดวงวิญญาณชายคนนั้นให้เร็วที่สุด..... ส่วนเจ้า.....กลับมาข้าจะลงโทษเจ้าให้สาสม”

 

“ใจเย็นๆ ......ท่านผู้คุมกฎ มีเหตุอันใดท่านจึงดูโมโหโกรธาเช่นนี้” เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแสดงถึงความใจดีดังขึ้นท่ามกลางคำสั่งอันดังก้อง แต่ก็ทำให้ผู้คุมกฎที่กำลังเกรี้ยวกราดต้องชะงักและเบนสายตาไปยังผู้มาใหม่ ปรากฏเป็นชายชราร่างท้วมในชุดสีขาวในมือด้านขวาถือนาฬิกาทราย ด้านซ้ายมีลูกโลกใบเล็กลอยอยู่กลางฝ่ามือ เขาหยุดยืนยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตรก่อนจะค้อมศีรษะทำความเคารพ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธของอีกฝ่ายตรงหน้าลดลง

 

“การที่เทพอย่างท่านจะมาอยู่ในที่อโคจรอย่างนรกภูมิแบบนี้ มันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติมิใช่รึ ถ้าที่นี่ไม่มีธุระของท่านก็จงกลับไปเสียเถิด ท่านเทพแห่งโชคชะตา”

“ธุระนั้นข้าย่อมมีอยู่แน่แท้ เพราะดูเหมือนคู่รักคู่หนึ่งจะถูกพลัดพรากด้วยความตายตั้งแต่ยังไม่พบหน้า เรื่องราวโชคชะตาความรักที่ข้ากับท่านกามเทพอุตส่าห์คิดว่าจะออกมาเหมือนซีรี่ส์เกาหลีมันเลยกลายเป็นหนังแอคชั่นไปเสียอย่างนั้น ในฐานะที่มีส่วนผิดที่ทำงานบกพร่องข้าเลยลองมาตรวจสอบดูเสียหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“.......แต่ข้าไม่มีเวลาว่างนั่งดูซีรี่ส์เหมือนท่านหรอกนะ ข้าต้องตามหายมทูตที่หลบหนีมาลงโทษ.....ขอตัว”

“ที่ท่านรีบร้อนขนาดนี้ เพราะยมทูตตนนั้นหนีจากที่คุมขัง หรือเพราะยมทูตตนนั้นคือ นัมอูฮยอน ที่ท่านแอบชิงชีวิตของเขามามอบให้กับลูกชายบนโลกมนุษย์ของท่านกันแน่ฮึ ......ท่านผู้คุมกฎ”

 

 

 

 

“.......ท่านเอาอะไรมาพูด ข้าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด” ถึงแม้จะปฏิเสธไปแบบนั้น แต่ใบหน้าถอดสีของอีกคนที่แสดงออกก็ชี้ให้เห็นถึงความลับที่ซ่อนอยู่ ชายชรายิ้มแย้มอย่างใจดีอีกครั้งก่อนจะเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

“เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ชะตาชีวิตลูกชายของท่านถึงฆาตตามเครื่องคำนวณเวลามิใช่รึ และท่านก็เป็นผู้ต้องไปรับดวงวิญญาณเขามาเองมิใช่รึ .....เหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์อีกเล่า”

 

พูดไม่ทันขาดคำ ลูกโลกกลมของชายชราก็ส่องแสงสว่างปรากฏเป็นภาพชายหนุ่มที่กำลังพูดคุยกับเพื่อนอย่างมีความสุข แต่ภาพดังกล่าวกลับทำให้ผู้คุมกฎที่ดุดันสง่างามในเวลาปกติกลับไร้เรี่ยวแรงยืนจนต้องทรุดเข่าลงตรงหน้า

 

“เมื่อเทียบระหว่างคนที่เกิดวัน เดือน ปี เวลาเดียวกัน ชีวิตของนัมอูฮยอนผู้เกเรดื้อรั้นเรียกร้องความสนใจย่อมดูไร้ค่ากว่าชีวิตลูกชายของท่านที่กำลังมีอนาคตไกลแท้ๆ แต่คนที่ต้องเสียชีวิตกลับเป็นลูกของท่าน เจ้าเครื่องคำนวณโชคชะตาโปเกของข้าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย...... เพราะท่านคิดแบบนั้นจึงลักลอบมาที่สวรรค์ และจัดการแอบสลับชะตาชีวิตของคนทั้งสองใช่ไหม”

“......”

“......แต่ตอนหลังท่านได้มารู้ว่า นัมอูฮยอนมีชะตาผูกพันกับคิมซองกยู ท่านจึงต้องแก้ปัญหาโดยลดอายุของคิมซองกยูให้สั้นลง  และระบุวันรับวิญญาณให้นัมอูฮยอนผิด เพื่อที่จะให้ทั้งสองได้พบกันตามที่ท่านกามเทพวางไว้จะได้ไม่มีอะไรเป็นพิรุธในบันทึกของท่านกามเทพ นอกจากนั้น ท่านยังสามารถกำจัดนัมอูฮยอนในรูปแบบของการลงโทษ เพราะศรของท่านกามเทพได้กำหนดชะตาความรักของทั้งสองเอาไว้แล้ว เพียงเท่านี้ความลับก็จะเป็นความลับตลอดไป......ถูกไหมท่านผู้คุมกฎ”

“......ท่านเอาความลับของข้ามาพูด ท่านต้องการอะไรกันแน่!!!!! ท่านบอกมาตามตรงเลยดีกว่า!!!!”

“.......ท่านผู้คุมกฎไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไมวิญญาณมนุษย์ธรรมดาถึงทลายน้ำแข็งที่กักขังยมทูตที่ถูกทำโทษไว้ได้”

“........”

“เพราะโชคชะตากำหนดไว้แล้วว่า ทั้งสองคนนั้นต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันนานกว่านี้..... และไม่มีใครฝืนโชคชะตาได้”

“......”

“……ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่มารับผิดชอบความผิดที่ละเลยหน้าที่ของข้า.....โดยการทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตา......แค่นั้นเอง”

 

-----------------------------------------------

"…"
ผมวิ่งมานานแค่ไหนไม่รู้ แต่พอชะลอฝีเท้าเหลือบมองรอบข้างให้ดีอีกครั้ง ทิวทัศน์ของหิมะรอบกายก็หายไป เหลือแต่เพียงแนวป่าสนสีดำมืดภายใต้ท้องฟ้าม่วงเข้มชวนอึดอัด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรไปทางไหนต่อในเมื่อตรงหน้าคือหุบเหวขนาดใหญ่ที่เบื้องล่างเป็นธารลาวาสายยาวไหลไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด ไอร้อนระอุของมันทำให้ผมต้องผงะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันหาที่พักพิงให้กับร่างที่อยู่ในอ้อมกอด ท่ามกลางความสับสนผมก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างที่กำลังหลับพิงไม้ใหญ่ ก้มลงมองจึงได้พบกับดวงตาคมที่คุ้นเคยกำลังจดจ้องผมอย่างอ่อนระโหย

 

"พี่…จ๋า…" ถึงแม้คำพูดจะบางเบายิ่งกว่าเสียงหวีดหวิวของสายลมรอบข้าง แต่มันกลับทำให้หัวใจผมพองโตอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ยินมานาน

 

"………ตื่นแล้วเหรอเจ้าตัวยุ่ง" ผมตอบเขาไปแบบโง่ๆ เพราะไม่รู้จะประมวลถ้อยคำอะไรในหัวออกมาให้ฟังดูดีที่สุด ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกตอนนี้เรียกว่าอะไร ไม่สนใจว่าทำไมอีกคนถึงตื่นขึ้นมา รู้แต่เพียงว่าผมตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ผมพยายามเก็บความรู้สึกที่ตีกันวุ่นวายภายในเอาไว้ก่อนจะมอบยิ้มที่คุ้นเคยกลับไปให้เขาเหมือนทุกครั้ง ตอนนี้ใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มดูสดใสขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมแต่มันก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้น ฝ่ามือเย็นนุ่มที่ผมคุ้นเคยยกขึ้นสัมผัสไล่ไปตามข้างแก้มพร้อมสายตาที่ตัวผมเองเข้าใจความหมายได้


"ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่.....พี่รีบกลับไปเลยนะ"

"ทำไมนายใจร้ายจัง นายลบความทรงจำของพี่ แล้วพอพี่จำนายได้ ก็มาไล่พี่อีก นายไม่รักพี่แล้วเหรอ"
"แต่พี่ก็ไม่ควรทำแบบนี้ พี่จะถูกลงโทษ พี่ควรจะกลับไป…ไปมีชีวิตใหม่"
"พี่อยากมีชีวิตใหม่กับนาย ถ้าไม่ได้…พี่ก็ไม่เอาหรอก"
"แต่เวลาของฉัน……จะหมดแล้ว"
"ทำไมล่ะ สีหน้านายดูดีขึ้นแล้วนี่ นายดู…เกิดอะไรขึ้น!!!!"

 

พูดไม่ทันขาดคำ นิ้วทั้งหน้าที่สัมผัสแก้มผมอย่างแผ่วเบาก็หลุดร่อนลงมาเหมือนผนังปูนที่แตกร้าว พวงแก้มของเขาก็เริ่มแตกเป็นรอยดำก่อนจะหลุดปลิวไปกับสายลมที่พัดผ่าน เมื่อก้มลงมองฝ่ามือตัวเอง ร่างกายของผมก็เริ่มหลุดร่อนในสภาพไม่ต่างกัน  ผมรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว รู้สึกได้ว่าวินาทีสุดท้ายของตนเองกำลังจะมาถึง แต่นั่นกลับทำให้ผมใช้เรี่ยวแรงที่เหลือโอบกอดอีกคนไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่นเข้าไปอีก

 

 “โลกแห่งนี้ไม่เหมือนโลกมนุษย์ของพี่จ๋า ทุกสิ่งเป็นแค่ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากเวทย์มนต์ ดังนั้นฉันที่ถูกยึดคืนเวทย์มนตร์......ร่างก็จะสลายไปในไม่ช้า”

“......”

“......แต่พี่ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ กลับไปมีชีวิตใหม่ตอนนี้ ก่อนที่ดวงวิญญาณจะสลาย.....เหมือนฉัน”

“......”

“เชื่อฉันเถอะนะ .........แล้วก็........มีชีวิตอยู่........แทนฉัน.......ด้วย”

 

 

 

 

“.....นายมัดมือชกพี่อีกแล้วนะเด็กดื้อ...... พี่ยังไม่ได้รับปากนายเลยสักนิด แบบนี้พี่ไม่ต้องทำก็ได้สิ จริงไหม”

ใช่ ผมยังไม่ทันได้รับปากเขาเลยสักนิด ร่างเล็กในอ้อมกอดผมก็หลับตาสนิทอีกครั้ง  ผมนั่งมองเขาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงฟูมฟาย ไม่มีแม้แต่คำพูดสักคำที่ผมจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้ และถึงจะเอื้อนเอ่ย ผมก็ไม่รู้จะพูดกับใคร สายตาของผมค่อยๆ มองตามชิ้นส่วนเล็กน้อยที่หลุดร่อนจากร่างกายของเขาช้าๆ ก่อนปลิวหายไปตามสายลมแรงที่พัดวนขึ้นไปเหนือยอดไม้สีดำ ก่อนจะกลับมามองเห็นตัวเองที่ค่อยๆ แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและล่องลอยไปตามลมเฉกเช่นเดียวกัน

 

.......วินาทีนั้น ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองแทบไม่เหลือกำลังแม้แต่จะยิ้มให้ร่างในอ้อมกอดที่คงเหลือเพียงใบหน้าที่หลับสนิทบนหน้าตักของผม......

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น......ผมก็พยายามใช้แรงทั้งหมดยิ้มให้เขา.....อีกครั้ง

 

 

เด็กน้อย นายยังไม่ได้ทำพรข้อที่สามให้พี่เลยนะ

 

 

......พรข้อที่สาม ที่บอกว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป......

 

 

 

แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะถ้าพี่กอดนายไว้แบบนี้......

 

 

เราก็จะทำให้พรข้อนี้เป็นจริงได้สักที

 

 

“.....อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ อูฮยอน.....”

 

[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 12)

posted on 06 Aug 2012 01:12 by myneird  in INFINITEfic  directory Fiction, Entertainment, Asian
[Fic] .....Till Die (SungGyu X WooHyun) (Part 12)

Rate: NC-17(Violence)

Details: Angst, Gangster, Fantasy, AU


ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนงงกับสิ่งรอบตัว ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ผมมาอยู่ที่นี่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไร ในสมองของผมก็ยังคงว่างเปล่า ทิ้งไว้แต่เพียงอาการปวดหนึบที่ทำให้ผมไม่อาจจะยกหัวตัวเองขึ้นจากหมอนมามองดูความเป็นไปรอบข้าง แต่ถึงกระนั้นบรรยากาศรอบข้างก็พอจะบอกใบ้ผมได้ว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ความเย็นของขอบเตียงโลหะ หรือสัมผัสจากผ้าปูเตียงสะอาดที่ผมไม่คุ้นเคย

 

เสียงทำงานของฮิตเตอร์เก่าดังอื้ออึงอยู่ในห้องพักดังชัดเจนจนผมมั่นใจกับตัวเองว่าไม่ได้อยู่ในความฝัน แต่บรรยากาศบางอย่างรอบตัวก็หน่วงหนักเหมือนผมยังไม่ตื่น ผมค่อยพยุงตัวเองขึ้นช้าๆ ก่อนห้อยขาลงมาที่ขอบเตียงเพื่อสำรวจโดยรอบ …ที่นี่คือโรงพยาบาลจริงๆอย่างที่ผมคิด แต่สาเหตุที่ผมมาที่นี่ยังคงเป็นปริศนา เหตุการณ์ที่ตกค้างในความทรงจำถูกผมเค้นออกมาเพื่อตอบตัวเองอีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็หยุดลงพร้อมอาการปวดหัวตึ้บเมื่อนึกถึงความทรงจำสุดท้าย

 

…ใช่ ผมอยู่ในห้อง ดื่มกาแฟ และล้มลงไป แล้วจากนั้นมันยังไงต่อล่ะ

 

"ตื่นแล้วเหรอพี่ซองกยู" เด็กหนุ่มหน้าหวานผมปาดที่คุ้นเคยปรากฎตัวต่อหน้าผม ซึ่งมันทำให้ผมแปลกใจค่อนข้างมากในเมื่อผมกับเขาควรจะอยู่กันคนละสถานที่ คนละจังหวัดเสียด้วยซ้ำ

 

"เอ่อ ซองจง นายมาที่โซลตั้ งแต่เมื่อไหร่"
"พี่พูดอะไรของพี่ ฉันต่างหากที่ต้องถามพี่ว่ากลับมาบ้านเกิดทำไม แล้วไปทำอีท่าไหนถึงไปนอนเล่นกินลมกลางป่าแบบนั้น"

 

ใบหน้าสวยคมถามพร้อมเสียงหัวเราะร่วน ผมจึงได้แต่แก้เก้อตัวเองโดยการสำรวจบรรยากาศโดยรอบอีกครั้ง ใช่ ถึงจะเริ่มมีตึกรามบ้านช่องแสดงถึงอิทธิพลของเมืองที่เข้ามา แต่ผมก็ไม่อาจปฏิเสธว่าบริเวณที่คุ้นเคยนี้ไม่ใช่บ้านเกิดของผม

 

"พี่มาที่นี่ได้ยังไง"
"อ้าว พี่มาของพี่เองทำไมไม่รู้ล่ะ เมื่อสองเดือนก่อนพี่ยังโทรหาฉันดึกดื่นให้ช่วยหาโรงแรมให้อยู่เลย บอกกำลังหนีตำรวจมาจากโซลเพราะบ่อนที่ทำงานถูกตำรวจทลาย จากนั้นพี่ก็หายหัวไปจนฉันมาเจอข่าวพี่ถูกจับในทีวีก็เลยมาเยี่ยมนี่แหละ"

 

ร่างบางพูดพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเล็กน้อยปล่อยให้ผมนิ่งคิดทบทวนอะไรบางอย่าง …ถูกจับเหรอ ก็น่าจะอย่างนั้น เพราะชายวัยกลางคนหน้าเข้มที่เข้ามาด้วยกันกับซองจงจ้องมองผมแบบไม่เป็นมิตรเท่าไร คิดว่าคงเป็นหนึ่งในตำรวจในเครื่องแบบที่รับหน้าที่มาควบคุมสังเกตพฤติกรรมอันน่าสงสัยของผม ผมมองไปรอบตัว พลางพยายามนึกเหตุการณ์การที่เกิดขึ้น ภาพของผมที่นั่งรถไฟมาที่นี่ รวมทั้งเหตุการณ์ที่ผมไปพบความลับบางอย่างของแกงค์ก็เริ่มชัดเจนขึ้นในหัว ใช่ หัวหน้าของผมสั่งให้ผมมาตามหาเฮโรอีนกองโตที่แกงค์ซุกซ่อนเอาไว้ และพยายามทำให้มันกลายเป็นความลับต่อไปเพื่อไม่ให้ตำรวจสาวถึงคดีอื่นๆ ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันหนี ผมจึงต้องระเห็จมาเพียงลำพังที่นี่

 

ตามลำพัง…อย่างนั้นเหรอ

 

ทั้งๆที่ความทรงจำในหัวปรากฎเป็นภาพชัดเจนจนเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่อะไรบางอย่างในตัวผมก็ประท้วงว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ เป็นความรู้สึกเหมือนเวลาดูหนังที่ต่อให้สมจริงแค่ไหน เราก็รู้ว่าเหตุการณ์บนหน้าจอไม่มีจริง อย่างน้อยผมก็รู้สึกเหมือนเหตุการณ์อะไรบางอย่างมันขาดช่วง หรือมีบางสิ่งที่ควรจะอยู่ที่นั่นแต่กลับหายไปจากหน้าจอภาพยนตร์นั้น

 

…ถ้าอย่างนั้นความจริงคืออะไร แล้วเหตุการณ์ไหนกันที่หายไป ผมถามตัวเองอีกครั้งแต่ก็ตอบอย่างชัดเจนไม่ได้เพราะอาการปวดหัวที่กลับมาอีกครั้งทุกทีที่ผมพยายามคิดถึงมัน หรืออาจจะเป็นเพราะผมหัวฟาดพื้นลงไป ร่างกายเลยยังไม่เข้าที่ก็ไม่รู้

 

เดี๋ยวก่อน…ไม่ใช่นี่ ผมไม่ได้หัวฟาดพี้น แต่หลับอยู่บนตักของใครบางคนที่ผมคุ้นเคย ฝ่ามือที่เย็นเยือกหากแต่นุ่มละมุนสัมผัสข้างแก้มอย่างแผ่วเบาเหมือนจงใจกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทรา ตอนนี้สีหน้าผมคงดูแย่มากทำเอาซองจงที่มาเยี่ยมถามผมด้วยความเป็นห่วง

 

“.....พี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

"ไม่ ไม่ ซองจง พี่ขอจับมือนายหน่อยได้ไหม"
"หา!!!!!!! ทำไมล่ะ?"
"…พี่แค่…อยากรู้อะไรบางอย่าง"

 

ร่างบางมองผมอย่างหวาดระแวงทั้งผมที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ทั้งสายตาตำรวจนอกเครื่องแบบที่เริ่มจับสังเกตอะไรบางอย่าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ ในเมื่อผมที่หายไปนานตอนนี้อยู่ในสภาพของสมาชิกแกงค์มาเฟียที่ถูกจับ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าของเขาในการตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมด

 

"ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างจริงๆ ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก" ผมยิ้มให้เขาอีกครั้งเพื่อให้เขารู้สึกอุ่นใจ ซองจงลังเลเล็กน้อยแต่มือบางขาวก็ยืนมาตรงหน้าผม ทันทีที่ฝ่ามือหนากร้านของผมสัมผัสกับอีกฝ่าย ความรู้สึกทั้งหมดก็ถูกยืนยันในทันทีว่าเขาไม่ใช่เจ้าของมือนุ่มเย็นในวันนั้น

 

"แค่นี้แหละ ขอบใจนะ" 
"… พี่รู้อะไรเหรอ"
"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก"

 

ผมผละฝ่ามือบาปของตนเองออกจากสัมผัสอันบริสุทธิ์ของเขา อันที่จริงผมก็รูัแต่แรกว่าซองจงไม่ใช่ในเมื่อเขาก็พูดเองว่าเพิ่งมาเจอผมวันนี้ ขณะที่ผมเองก็นึกไม่ออกว่าคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิตเช่นผมจะมีใครที่หยิบยื่นสัมผัสแห่งความสุขนั้นมาให้อีกครั้ง ถ้าอย่างนั้นแล้วสัมผัสอันนุ่มเย็นหากแต่ก็อบอุ่นเช่นนี้หายไปไหนกัน เจ้าของฝ่ามือปริศนาในฝันนั้นอยู่ที่ไหน แล้วทำไมภายในของผมที่น่าจะเคยชินกับการอยู่คนเดียวลำพังถึงได้ร่ำหาสัมผัสเพียงชั่ววูบในฝันขนาดนี้

 

"พี่ซองกยู พี่เป็นอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรหรอกซองจง"
"แต่พี่ร้องไห้………………………"

“.....................พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

ใช่ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าจะหาเขาเจอได้ที่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าทำไมผมจึงคิดถึงเขาขนาดนี้

.....คิดถึงจนหัวใจของผมรู้สึกเหน็บหนาวและว่างเปล่าเหลือเกิน.....

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------


หนึ่งสัปดาห์ที่ผมทำได้เพียงนั่งมองหิมะโปรยปรายด้านนอกหน้าต่างโรงพยาบาลผ่านไปอย่างเนิบช้าภายในห้องนอนรวมขนาดเล็กที่มีแค่ผมซึ่งถูกกักบริเวณอยู่เพียงลำพัง นอกจากเจ้าหน้าที่ที่มาทำหน้าที่เป็นประจำที่แทบจะพูดนับคำได้กับซองจงที่มาเฉพาะวันที่ไม่มีธุระแล้ว ก็ไม่มีใครมาเยี่ยมหรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับผม จะมีก็แต่การสอบสวนที่ผมเองก็บอกรายละเอียดเท่าที่ตัวเองรู้ไปทั้งหมด เอาเถอะ ให้ความร่วมมือเสียหน่อย อย่างน้อยก็คงไม่โดนโทษหนักนักเพราะผมก็เป็นแค่ลูกน้องชั้นต่ำไม่ได้ไปมีส่วนได้เสียกับเขามากมาย แถมในคุกยังมีข้าวมีน้ำให้กินประทังชีวิตถึงมันจะไม่อร่อยเท่าที่เคยกินก็เถอะ

 

.....มีลมหายใจเหลือเอาไว้ก็คงจะดีกว่าไม่มีอะไรเหลือเลย.....

 

ใช่ ตอนนี้ผมเหลือแค่ลมหายใจอย่างสมบูรณ์แบบ ลมหายใจที่ทิ้งขว้างมันไปในอากาศรอการจบชีวิตที่น่าสมเพชซึ่งอาจจะเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงตกค้างในจิตใจของผมก็คือภาพความทรงจำที่แทรกเข้ามาเหมือนผมเหม่อลอยทุกครั้ง มันเป็นเหมือนเศษความทรงจำที่ผมพยายามเท่าไรก็นึกเหตุการณ์เต็มได้ไม่ออก แต่พอเลิกคิดถึงก็จะกลับมาวนเวียนจนถึงขนาดกลายความฝัน .....ความฝันอันแสนหวานที่ทำเอาผมไม่อยากลืมตาตื่น.....

 

แกรกๆๆๆ

 

เสียงลูกล้อของรถเข็นที่ดังกระทบพื้นดังขึ้นระหว่างที่ผมอยู่ในห้วงความคิด ในตอนแรกผมสนใจมันสักเท่าไรเพราะคิดว่าเป็นรถเข็นถาดอาหารเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาทุกครั้ง แต่เสียงปืนที่ดังขึ้นก็ทำให้ผมต้องหันหลังกลับไปมอง ชายวัยกลางคนเจ้าของใบหน้าที่ผมคุ้นเคยในชุดนางพยาบาลพร้อมปืนควันกรุ่นในมือเข้ามาประชิดตัวผมก่อนคว้าตัววิ่งไปด้วยกัน ผู้คนตามสองข้างทางที่ผ่านต่างแตกตื่นวุ่นวายเสียงดังแต่เราก็ไม่มีเวลามากพอที่จะให้ความสนใจกับมัน ทั้งผมและเขาต่างจ้ำอ้าวออกมาอย่างไม่คิดชีวิตก่อนหลบออกทางด้านหลังของโรงพยาบาลอย่างเฉียดฉิวขณะที่กองกำลังตำรวจยังตามอย่างไม่ลดละ

 

“แหม ลูกพี่ พอเลิกเป็นหัวหน้าบ่อนก็มาทำตัวกุ๊กกิ๊กใส่ชุดพยาบาลนะ” ผมแซวคนคุ้นเคยทันทีที่รถของเราออกถนนใหญ่ ก่อนจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายให้มาเพื่อไม่ให้ชุดคนไข้เป็นที่สะดุดตานัก ชายวัยกลางคนยิ้มหนวดกระตุกก่อนถวายมะเหงกให้ผมหนึ่งครั้งอย่างที่ชอบทำ .....ใช่ เขาคือเจ้านายเก่าที่บ่อนของผมนั่นเอง

 

“พูดมากนะเอ็ง เดี๋ยวก็ไล่ลงจากรถให้ตำรวจลากเข้าตารางเลยนี่” ถึงแม้จะถูกแซวแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามประสาเหมือนเก่าทำเอาผมรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก พูดตามตรง ตอนแรกผมคิดว่าทุกคนจะกระจัดกระจายหนีหายจากเหตุการณ์นั้นจนไม่ได้เจอกันอีก ดังนั้นถึงแม้ผมจะเจอเจ้านายเก่าในสภาพสะบักสะบอมนิดหน่อย แถมยังมองอนาคตอะไรไม่ออก แต่มันก็คงจะดีกว่าไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยตลอดชีวิต

 

“แล้วนี่พี่รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่”

“ก็เด็กในแกงค์ใหม่ที่ฉันอยู่มันสืบมาให้นะสิ ตอนนี้ฉันไปอยู่กับแกงค์เสือขาวแล้วนะ”

“แกงค์เสือขาวเหรอ?”

“ใช่ เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ที่นี่หน่ะ นายก็รู้ใช่ไหมล่ะว่า แกงค์เก่าเราถูกตำรวจทลาย ตอนนี้เครือข่ายที่มีก็กระจัดกระจายกันไปหมด เขตอิทธิพลของเราแถวนี้ก็เลยว่างลง ......ก็อย่างว่าแหละ พอแกงค์เก่าถูกทลาย ก็มีแกงค์ใหม่เกิดขึ้นมา ไอ้เราเองจะไปจงรักภักดีกับใครตลอดไปมันก็อยู่ยาก จริงไหม”

 

ผมพยักหน้ารับรู้เล็กน้อย ก่อนจะรับบุหรี่ในซองที่อีกฝ่ายยืนมาให้จุดสูบ ถึงแม้กลิ่นมิ้นต์ที่แทรกเข้ามาในลำคอจะทำให้ผมรู้สึกแหยงนิดหน่อย แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้ร่างกายที่อดอยากนิโคตินมานานเป็นสัปดาห์ว่างเปล่า ควันบุหรี่ล่องลอยทอดยาวออกไปตามช่องแคบของกระจกรถที่เปิดแง้มเล็กน้อย ขณะที่บทสนทนาระหว่างผมและเจ้านายเก่าถูกขุดมาเรื่อยๆ

 

“แล้วทำไมจู่ๆ แกงค์พี่ถึงอยากสืบประวัติผมขึ้นมาล่ะ”

“ฉันแนะนำเขาเองแหละ อย่างที่บอก แกงค์นี้เป็นแกงค์ตั้งขึ้นมาใหม่ เขาก็เลยต้องการลูกน้องเพิ่มหน่ะ ไอ้เราจะไปหาเด็กใหม่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ไว้ใจฝีมือกันไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

“.....อ๋อ ก็เลยมาช่วยฉันแหกคุกจะได้เป็นบุญคุณกันว่างั้น”

“......อย่าพูดแบบนั้นเลยน่า ตัวนายเองก็ไม่มีที่ไปไม่ใช่หรือไง ฝ่ายหนึ่งต้องการคน อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ถ้าจับมือร่วมกันแล้วมันไม่ดีตรงไหน”

 

ผมอัดมวนบุหรี่ตัวเดิมเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะปล่อยมันออกมาตามสายลมอย่างครุ่นคิด ก็จริงของเขา ตัวผมเองไม่มีที่ไปจริงๆ แถมหนีออกมาแบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดเรื่องอาหารการกินหรือที่อยู่อาศัย อาจจะอยู่ได้ไม่ถึงข้ามคืนด้วยซ้ำ นี่คงเป็นทางเลือกทางเดียวของผมแล้วล่ะ หึ..... สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกลับมาวงจรเดิมอีกสินะ น่าสมเพชจริงๆ

 

 

......ทำไมพี่ไม่คิดซะว่ามันเป็นโอกาสดีที่พี่จะได้เลิกอาชีพพวกนี้...... 

 

จู่ๆ คำพูดที่ผมเคยฟังจากที่ไหนสักแห่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เสียงหวานๆ ที่ผมคุ้นเคยแต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าได้ยินจากไหน แต่มันก็ทำให้ผมฉุดคิดอะไรบางอย่าง ใช่ ผมไม่ได้อยากทำมันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยคิดจะหยุดจริงจังจนกระทั่งได้คำพูดคำนั้น

 

.....หรือพูดให้ถูก อาจจะเป็นเพราะคนๆ นั้นที่ผมนึกไม่ออกมากกว่าก็ได้......

 

“เฮ้ย แก..... นั่งเหม่อเป็นพระเอกอยู่ได้ ถึงแล้ว ลงเร็ว”

 

ชายคนเดิมฟาดตุบเข้าที่ไหล่ผมอย่างแรงเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถเดินไปโดยไม่รีรอเท่าไร ด้านหน้าผมเป็นโกดังร้างขนาดใหญ่ที่ดูไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ความประหลาดใจทำให้ผมหันมองสำรวจโดยรอบก่อนจะพบว่าตัวเองถูกหัวหน้าเก่าทิ้งไว้เพียงลำพัง จึงเริ่มกระวนกระวายมองหาคนคุ้นเคยก่อนจะก้าวขาออกตามหาอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่จะไปไหนไกลผมก็รู้สึกได้ถึงของแข็งที่ฟาดเข้ามาที่ท้ายทอยของตัวเองอย่างเต็มแรง ขณะที่เสียงสั่นเทาของคนที่ผมคลาดสายตาไปเมื่อสักครู่ก็พึมพำอะไรบางอย่าง

 

“.......ขอโทษแกจริงๆ นะซองกยู แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ลูกสาวฉันต้องตายแน่ๆ เลยว่ะ”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ถ้าคุณยังจำได้ ผมเคยถามคุณไว้ใช่ไหมว่า อะไรบนโลกนี้ที่เจ็บปวดที่สุด? ตลกที่สุด? งดงามที่สุดในโลก? ถึงผมจะไม่เฉลยคุณก็คงจะพอเดาออกว่ามันคือความรักที่ทำให้คนพร้อมจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์หรือทำลายอะไรก็ตามได้อย่างราบคาบทุกอย่าง ผมเคยเจ็บปวดกับความรักที่ไม่ได้รับจากพ่อแม่ ตลกตัวเองที่ไขว่คว้าหาสัมผัสที่เลือนรางเหมือนอยู่แค่ในฝัน และตอนนี้ผมก็กำลังเห็นภาพความงดงามของความรักที่ผู้เป็นพ่อสวมกอดลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งถูกปล่อยตัวจากการถูกจับเป็นตัวประกัน

 

.....โดยที่มีคนไร้ค่าเกินกว่าจะรักอย่างผมถูกมัดแน่นบนเก้าอี้ในสภาพสะบักสะบอมแทน.....

 

“นายจะไม่บอกจริงๆ เหรอว่า นายรู้เรื่องเด็กคนนั้นได้ยังไง” ชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยอีกคนจ้องมองมาที่ผมก่อนจะหัวเราะอย่างเย็นชาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ผู้บังคับการตำรวจภูมิภาคที่รับผิดชอบคดีของคุณลุงในโรงแรมที่ผมพักอยู่ตลอด 1 เดือนคนนี้ .......ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่า ปาร์คฮยองแจ หัวหน้าอินทรีย์ปีกซ้ายคนนี้ซ้อมผมเพื่อสอบถามถึงสถานที่ที่ผมฝังกระเป๋าบรรจุเฮโรอีนใบนั้น ผมพอจะรู้ว่า การที่เจ้านายของผม “อินทรีย์ปีกขวา” ต้องให้ผมซ่อนเฮโรอีนเจ้าปัญหาก็เพื่อที่จะได้มีเครื่องต่อรองจากคดีเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่ทำร่วมกันมาทั้งหมด

 

.....แต่ดูเหมือนเจ้านายผมจะคำนวณผิดนิดหน่อย.....

 

“ฉันไม่สนใจของในกระเป๋านั่นหรอก เฮโรอีนนี่ฉันจะเอาไปปล่อยให้ใครที่ไหนก็ได้ตราบใดที่เขตนี้ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของฉัน .....ฉันสนใจแค่เอกสารในกระเป๋าว่ามัน...... ถูกทำลายไปจริงๆ หรือเปล่าเท่านั้นแหละ” เขาเฉลยให้ผมฟังเสียงนิ่งก่อนที่จะจุดไฟแช็คเผาเอกสารเหล่านั้นให้เป็นเถ้าถ่านทั้งหมด ใช่ นั่นคือสิ่งเดียวที่เขากังวล กลัวว่าเอกสารหลักฐานว่าเขาเคยมีความสัมพันธ์กับ นัมฮเยอึน จนถึงขั้นมีลูกชายจะถูกเปิดเผยจนต้องรื้อฟื้นเรื่องราวเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แถมเรื่องฉ้อโกงอื่นๆ จะโผล่ขึ้นมาอีก

 

“ฉันเลี้ยงมันมาเพราะหวังว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากแม่มันได้บ้าง ไหนๆ ก็อุตส่าห์แต่งกับตระกูลใหญ่ขนาดนั้นแล้ว แต่ไปๆ มาๆ ดันมาตายก่อนซะนี่ กลายเป็นฉันที่ถูกผูกมัดซะเอง เพราะไอ้แก่นั่นคนเดียว ถ้ามันไม่ใช่ให้แกมารื้อข้าวของที่มีเกี่ยวกับนัมอูฮยอนพวกนี้ เรื่องมันก็คงไม่ยืดเยื้อถึงขนาดที่ฉันต้องฆ่าคนของฉันเองหรอก”

 

.....อูฮยอนรึ..... ทั้งที่ร่างกายอิดโรยจนแทบไม่ได้สติ แต่อยู่ดีๆ ก็กลับมาสะดุดหูเพราะชื่อดังกล่าว เอาอีกแล้ว ความรู้สึกที่ดูเหมือนคุ้นเคยแต่ทำอย่างไรก็นึกไม่ออก บางทีผมอาจจะรู้จักคนชื่อ อูฮยอน จากที่ไหนสักแห่ง เขาอาจจะเป็นเจ้าของมือนุ่มเย็นที่ผมสัมผัส ใช่ บางทีผมอาจจะต้องนึกให้ออกเพื่อเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นความทรงจำเกี่ยวกับคนที่น่าจะชื่ออูฮยอนในสมองของผมก็กระจัดกระจายเหมือนรูปที่ฉีกขาดจนยากจะปะติดปะต่อเป็นข้อมูลที่อีกฝ่ายที่กำลังเอาปืนจ่อผมจะยอมเชื่อได้

 

“มีคนบอกแกเรื่องนี้ใช่ไหม” ดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนใจมาพยายามตะล่อมให้ผมค่อยๆ คายความจริงออก แต่ผมที่กำลังมึนงงก็ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ

“......ไม่มี”

“โกหก!!!!! ถ้าไม่มีใครบอกแกจะรู้ได้ยังไงว่าลุงที่โรงแรมนั่นเกี่ยวข้องเรื่องนี้ แล้วแกจะเอาอะไรมาคิดที่ใช้ชื่ออูฮยอนจองตัวรถไฟมาที่นี่ ......แกอาจจะรู้เรื่องคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในโรงแรมแล้วมาปะติดปะต่อเองได้ แต่ชื่อของนัมอูฮยอนแกไม่มีทางรู้แน่นอน” สันปืนตบเข้ามาอย่างแรงที่กกหูจนผมมึนไปหมด ตอนนี้ผมรู้สึกแค่อยากให้เรื่องนี้มันจบๆ ลงไปเสียทีเพราะผมเองก็ไม่มีอะไรจะบอกเขาอีก

 

.....จะมีได้ยังไง ในเมื่อเรื่องของผมเอง ผมก็ยังร้อยเรียงผิดๆ ถูกๆ อยู่เลย......

 

นัมอูฮยอน...... ใครนะ นัมอูฮยอน ชื่อนี้คุ้นหูจัง

 

“......เจ้านายครับ เราสืบมาได้แล้วครับว่าเขาไปเอาข้อมูลมาจากไหน” ชายหนุ่มแปลกหน้าวิ่งเข้ามาขัดจังหวะ “การไต่สวน” ระหว่างเขากับผม ซึ่งเขาก็ลากตัวใครบางคนที่ทำให้ผมซึ่งกำลังสะบักสะบอมเพราะอาการบาดเจ็บต้องลืมตาโพลงขึ้นมาอีกครั้ง

 

“เด็กคนนี้เรียนโรงเรียนเดียวกับอูฮยอน และเป็นน้องที่สนิทกับซองกยูด้วย เป็นไปได้ที่เขาจะบอกเรื่องอูฮยอนให้ซองกยูครับ”

“ซองจง!!!!!”

“อา ดูเหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเมื่อสักครู่เริ่มจะรู้ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ” ชายวัยกลางยิ้มกริ่มให้ผม แต่เปลี่ยนเป้าหมายของปากกระบอกปืนจากผมไปเป็นเหยื่อผู้มาใหม่ที่กำลังสั่นเทาแทน

“.......แต่มันคงสายไปแล้วล่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นกึกก้องไปทั่วโกดังร้างว่างเปล่า ขณะที่ไกปืนถูกเหนี่ยวเตรียมพร้อมเพื่อจะเอาชีวิตของอีกฝ่าย น้ำตามากมายไหลพรั่งพรูอาบสองแก้มด้วยความกลัวอย่างถึงที่สุดก่อนเสียงปืนที่ดังสนั่นจะหยุดทุกความเคลื่อนไหวให้ชะงักไปในเสี้ยวนาทีนั้น

 

เปรี้ยง!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

ผมยกมือขึ้นสัมผัสทั่วอกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกชาด้าน เลือดสีแดงสดล้นทะลักออกมาเต็มเกลื่อนพื้นส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปหมด หันไปด้านข้าง น้องชายคนเดียวของผมมีสีหน้าแตกตื่นเมื่อเห็นสภาพผมที่ล้มทั้งยืนลงตรงหน้า เสียงหวอรถตำรวจที่ตามมาจับผมดูเหมือนจะทำให้แผนที่อีกฝ่ายวางไว้พังไม่เป็นท่าจนต้องเป็นฝ่ายหนีไปเองเสียด้วย

 

ถึงจะเหลือเพียงแต่ผมที่ยังคงนอนจมกองเลือดสีแดงสดเพียงลำพัง แต่อย่างน้อยความพยายามแก้มัดก่อนหน้านี้ก็ทำให้อะไรๆ มันดีขึ้น ......และก็ไม่มีใครต้องมาตายแทนผมด้วย.....

 

“พี่ซองกยู...... พี่ซองกยู” เสียงของซองจงที่เรียกชื่อผมทั้งน้ำตาฟังดูแผ่วเบาลงไปทุกที ขณะที่ภาพตรงหน้าของผมก็เริ่มขาวโพลนไปหมด แต่กลับมีเสียงหนึ่งที่กลับเข้ามาแทนที่ในความทรงจำอันแสนหวาน เสียงในความทรงจำที่พร่ำเรียกผมพร้อมหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานและทำให้ผมยิ้มไปได้ทั้งวัน

 

“......พี่จ๋า พี่ซองกยู......”

 

เฮ้อ ผมนี่แย่จริงๆ ทำไมผมถึงนึกไม่ออกได้ตั้งนานนะ ผมรู้จักนัมอูฮยอนดีเลยล่ะ แต่ผมไม่ได้เรียกเขาแบบนี้นี่

 

......ผมเรียกเขาว่าอะไรนะ.....

 

ใช่ .....เด็กน้อย......

 

“เด็กน้อยของพี่”

 

 

 

 

 

 

“ขอโทษนะ แต่ฉันว่านายเรียกผิดคนแล้วล่ะ” ชายหนุ่มสูงโปร่งเจ้าของนัยน์ตาคมผมสีน้ำตาลอ่อนในชุดดำเข้มจ้องมองเขม็งมาที่ผมพร้อมกับสมุดสีดำเล่มหนา ถึงแม้ภาพที่เห็นจะคุ้นตาเหมือนเคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกว่าคนในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เขา แต่ถึงกระนั้นรัศมีที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ก็บ่งบอกชัดเจนว่าผมไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ตรงหน้าอีก

“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ถึงเวลาจริงๆ ของนายแล้ว ไปกันเถอะ”